เอลนีโญ
“ศุภจี” ประชุม คชก. วางกรอบกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 2,000 ล้านบาท รองรับ 6 มาตรการ ครอบคลุมทั้งด้านการตลาดและการผลิต เตรียมรับความเสี่ยงเอลนีโญตั้งแต่ปลายปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 พร้อมสั่งทบทวน “ราคาเป้าหมายนำ” ให้สอดคล้องต้นทุน การผลิต การตลาด และภาวะราคา เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือเข้าแทรกแซงได้รวดเร็วและตรงจุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมดูแลเกษตรกรในปีงบประมาณ 2570 การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายกำหนดกรอบการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และกำหนดราคาเป้าหมายนำสินค้าเกษตรสำหรับปี 2570 โดยเน้นการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร ขณะเดียวกัน ไทยต้องเตรียมพร้อมรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตร ภาคร
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมหนองโคตร สำนักงานเทศบาลเมืองบ้านเป็ด นายธรรมพงษ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 เป็นประธานการประชุมหารือการขับเคลื่อนแผนงานโครงการแก้ไขอุทกภัยเมืองขอนแก่น โดยมี นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบ้านเป็ดและตัวแทนจากเทศบาลเมืองศิลา เทศบาลนครขอนแก่น และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง หลังการประชุม นายธรรมพงษ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3ได้ลงพื้นที่สถานีสูบน้ำพลังงานไฟฟ้า บึงหนองโคตร และได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงการประชุมหารือ การขับเคลื่อนแผนงานแก้ไขอุทกภัยเมืองขอนแก่น ว่า ปัญหาฝนตกและน้ำรอการระบายภายในเขตเทศบาลนครขอนแก่น จำเป็นต้องเตรียมรับมือล่วงหน้า เนื่องจากพื้นที่จังหวัดขอนแก่นมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งที่มีเขตติดต่อกัน การบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยจึงต้องดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นระบบ สำหรับมาตรการระยะสั้น ขณะนี้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณริมบึงหนองโคตร รวมถึงใช้คลองระบายน้ำและพื้นที่รับน้ำช่วยเร่งระบายน้ำ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังไม่สามาร
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำในหลายด้าน โดยเฉพาะภาวะฝนทิ้งช่วงและเอลนีโญในปีนี้ ได้กำชับให้ สทนช. บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่ง ขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 แบบเชิงรุก เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ สทนช. ได้นำ ‘9 มาตรการรับมือฤดูฝน’ ที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 มาขับเคลื่อนเชิงรุก รับมือกับสภาวะเอลนีโญช่วงปลายปี 2569 จนถึงกลางปี 2570 โดยมุ่งเป้าแก้ปัญหาทั้งความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงไปพร้อมๆ กัน โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ นอกจากนี้ รองนายกฯ ยังได้เน้นย้ำ การบูรณาการแบบมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำ เพื่อให้การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติด้านน้ำที่มีความไม่แน่นอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ตรงจุดที่สุด
ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ปี 2569–2570 ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งปัญหาฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง และปริมาณน้ำต้นทุนที่ลดลง ซึ่งอาจยืดเยื้อถึง 2 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งยกระดับศักยภาพ อาสาสมัครเกษตร (อกษ.) และ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ให้เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูล ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ เพื่อเสริมความพร้อมรับมือสถานการณ์และลดผลกระทบต่อเกษตรกร นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาอาสาสมัครเกษตรในยุคปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการยกระดับศักยภาพรอบด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็น “เกษตรกรอัจฉริยะ” ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคีเครือข่าย ให้มีทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือดิจิทัล และทักษะด้านการบริหารจัดการน้ำที่ทันสมัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการพัฒนา
อากาศที่ร้อนขึ้น ฝนที่ตกไม่ตรงฤดู และภัยแล้งที่ยาวนานกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องของการคาดเดาอีกต่อไป เพราะวันนี้โลกกำลังใช้ข้อมูลจากอวกาศมาช่วยมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าหลายประเทศนำข้อมูลดาวเทียมมาวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศเพื่อเตรียมรับมือ ขณะที่ประเทศไทยเองก็ใช้เทคโนโลยีเดียวกันในการเฝ้าระวังภัยแล้งและติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคการเกษตร ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริงในแปลงของเกษตรกร หนึ่งในหน่วยงานที่ทำงานอยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านี้ คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดย คุณวรนุช จันทร์สุริย์ นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ อธิบายว่า การติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญของไทย ไม่ได้อาศัยเพียงการพยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลกเข้ากับข้อมูลดาวเทียม เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร เตรียมพร้อมรับมือได้ล่วงหน้า คุณวรนุช เล่าว่า GISTDA อ้างอิงข้อมูลจาก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่หลายประเทศ รวม
จากการคาดการณ์สถานการณ์ ENSO ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเอลนีโญและฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนปี 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปริมาณฝนรวมของประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 20 ซึ่งอาจกระทบต่อการเพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตรในหลายพื้นที่ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรเตรียมรับมือด้วยการยึดหลัก 3 หลัก ได้แก่ “คลุมดิน จัดการน้ำ และใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม” เพื่อรักษาความชื้นในดิน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและธาตุอาหาร ช่วยลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงได้อย่างยั่งยืน สำหรับการจัดการดิน ควรเพิ่มอินทรียวัตถุด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทืองและถั่วพร้าในช่วงที่ดินมีความชื้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน ควบคู่กับการคลุมดินและหลีกเลี่ยงการไถพรวนลึกเพื่อลดการสูญเสียความชื้น ด้านการจัดการน้ำ ควรใช้น้ำอย่างคุ้มค่า โดยเลือกใช้ระบบน้ำหยดหรือการให้น้ำเฉพาะจุด รวมถึงเก็บกักน้ำในแปลงด้วยสระน้ำ ร่องน้ำ หรือการยกร่องแปลงปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในช่วงฝนทิ้งช่วง ส่วนการใช้ปุ๋ย ควรใส่ป
GISTDA เตรียมจับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” วิกฤตสภาพอากาศและผลกระทบต่อไทย หวั่นทุบซ้ำวิกฤตอาหาร การเกษตร ในช่วงฤดูแล้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการพยากรณ์โมเดลสภาพอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดการณ์ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” เวียนมาบรรจบอีกครั้ง หลังจาก ลานีญา หมดไปในช่วงปีที่ผ่านมา สัญญาณเปลี่ยนผ่านช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 และคาดว่าเอลนีโญจะก่อตัวเต็มที่ในช่วงกลางปี ซึ่งจะก่อให้เกิดความแห้งแล้ง ปริมาณฝนรวมช่วงกลางปีอาจต่ำกว่าปกติเสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ช่วงกลางปี เป็นช่วงเพาะปลูกและทำการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปี หากซ้ำเติมกับวิกฤตพลังงานที่ลากยาวไปถึงช่วงดังกล่าวจะทุบซ้ำต้นทุน ทั้งกสิกรรมและปศุสัตว์ นอกจากนี้ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศบางสำนักเตือนว่าอาจพัฒนาไปสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งจะทำให้ความแห้งแล้งรุนแรงกว่าปี 2566 ทาง GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ออกมาคาดการณ์เช่นกันว่า ให้เตรียมจับตา ถ้าเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” ขึ้นจริง วิกฤตสภาพอากาศและผลกระทบต่อไทย จะเป็นอย่างไรบ้าง ? ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) เป็นสิ่งที
ที่ผ่านมาเกิด “ปรากฏการณ์ลานีญา” มาอย่างต่อเนื่อง มีผลกระทบต่อฝนในไทย โดยเฉพาะภาคใต้ ฤดูฝนมีแนวโน้มจะสั้นลง ฝนจะหายไปเร็ว ขณะเดียวกัน “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ก็รุนแรงขึ้น ทำให้ฝนฟ้าไม่ปกติ ทั้งน้ำท่วมหนัก และภัยแล้งรุนแรงขึ้น ไม่รู้ว่าจะไปยุติตรงไหน และจะมีผลต่อวิถีชีวิตของผู้คน ตลอดจนการผลิตอาหารของโลกอย่างไร อะไรกันนักหนา? เดี๋ยวลานีญา เดี๋ยวเอลนีโญ มันจะมาอีท่าไหนกัน? แล้วที่ว่าจะมีผลต่อการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์เพื่อผลิตอาหารป้อนโลก หรือพูดให้ตรงกว่านั้น มีผลต่อชาวไร่ชาวนาทั้งโลกนั้น จะมีผลอย่างไร? รุนแรงแค่ไหน? หรือจะต้องถึงล้มหายตายจากกันเสียสิ้นในคราวนี้? อธิบายกันแบบสั้นที่สุดคือ เอลนีโญ (El Niño) และลานีญา (La Niña) เป็นปรากฏการณ์สุดขั้วตรงข้ามของกระแสอากาศและกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก กระแสลมเปลี่ยนทิศ กระแสน้ำในมหาสมุทรปรวนแปร มีผลต่อสภาวะอากาศของโลกเป็นวงกว้าง รวมทั้งแถบเอเชียเราด้วย นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุหรือคาดการณ์เวลาได้แน่ชัด จากสถิติเรารู้เพียงว่า ทุกๆ 2 ถึง 7 ปี มักเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาขึ้น โดยเอลนีโญมักเกิดขึ้นในช่วงปลายปี กินเวลาตั้งแต่ 2 เด
ปี 2567 คือปีที่พี่น้องเกษตรกรต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความไม่แน่ไม่นอนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น จนเกิดภัยแล้งจากภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน หรือปรากฏการณ์ลานีญาที่ส่งผลให้เกิดภาวะฝนตกหนักในหลายพื้นที่ น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” มีโอกาสนั่งพูดคุยกับ คุณพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เกี่ยวกับการปรับตัวของภาคการเกษตรเพื่อรับมือกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ สร้างผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สร้างผลกระทบต่อภาคการเกษตร “เป็นที่ทราบกันดีว่าโลกของเรา โดยเฉพาะในโซนเอเชียต้องเจอกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า เอลนีโญ ส่งผลให้เกิดภัยแล้งตั้งแต่ในปี 2566 ต่อเนื่องมาถึงในปี 2567 แล้วก็เจอกับ ปรากฏการณ์ลานีญา ฝนตกในเกณฑ์ที่มากกว่าปกติ ทางภาคเหนือของเราก็เจอกับ เรนบอมบ์ จนเกิด น้ำท่วมฉับพลั
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 3 ปี 2567 (กรกฎาคม-กันยายน 2567) หดตัวร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 โดยการผลิตสินค้าเกษตรบางส่วนในไตรมาส 3 ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ ส่งผลให้ปริมาณฝนน้อยและอากาศแห้งแล้ง และยังได้รับผลกระทบลานีญาที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2567 ทำให้มีมรสุมและฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เกิดอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้สาขาพืชและสาขาบริการทางการเกษตรยังคงหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 2 เช่นเดียวกับสาขาประมง หดตัวเช่นเดียวกัน ขณะที่สาขาปศุสัตว์และสาขาป่าไม้ ยังขยายตัวได้ สำหรับรายละเอียดในแต่ละสาขา พบว่า สาขาพืช หดตัวร้อยละ 0.4 จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ต่อเนื่องมาจนถึงช่วงเดือนเมษายน 2567 ทำให้สภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชบางส่วน ทำให้ผลผลิตพืชหลายชนิดลดลง แม้ว่าปรากฏการณเอลนีโญจะสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายน 2567 แต่การเข้าสู่ปรากฏการณ์ลานีญาในเดือนกันยายน 2567 ทำให้ประเทศไทยเผชิญกับมรสุมและมีฝน
