ไม้ดอกไม้ประดับ
คุณชวน คูทำนา อยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เป็นเกษตรกรผู้ปลูกเฟื่องฟ้ามาอย่างชำนาญ โดยได้นำเทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วยในการผลิต เพื่อให้ไม้ที่ปลูกตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดมามากกว่า 20 ปีกันเลยทีเดียว เรียกง่ายๆ ว่าเป็นอาชีพที่สร้างเงินให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณชวน ชายผู้มากด้วยอัธยาศัย ยิ้มน้อย ขี้อาย เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพทำไร่ทำนาอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาได้ย้ายจากถิ่นฐานบ้านเกิดมายังอำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เพื่อมายึดอาชีพทางการเกษตรเกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับจำพวกต้นเฟื่องฟ้า “ย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณ 30 ปีแล้ว ช่วงที่มาทำใหม่ๆ ก็คิดแค่จะทำเป็นอาชีพเสริมหลังจากว่างทำนา โดยเริ่มจากทีละเล็กทีละน้อยก่อน พอเริ่มมีความชำนาญจำหน่ายได้มากขึ้น ก็คิดว่าน่าจะประสบผลสำเร็จจากการทำไม้ชนิดนี้ ก็ค่อยๆ ขยับขยายเรื่อยๆ โดยตอนนี้ก็ทำเฟื่องฟ้าอย่างเดียวบนเนื้อที่ประมาณ 10 กว่าไร่ เรียกว่าทำมานานยืนหยัดสู้มาจนถึงทุกวันนี้” คุณชวน เล่าถึงที่มา โครงลวดดัดทำเป็นแบบ ซึ่งต้นเฟื่องฟ้าที่จำหน่ายให้กับลูกค้า คุณชวน บอกว่า จะเน้นให้มีรูปทรงท
หากให้ทุกคนพูดชื่อไม้ดอกที่ตนชื่นชอบขึ้นมาสักชื่อหนึ่ง เชื่อว่าจะมีกุหลาบเป็นคำตอบส่วนใหญ่ เพราะกุหลาบ ได้ชื่อว่าเป็นราชินีของดอกไม้ (Queen of flower) เป็นไม้ดอกที่สวยสง่า ใช้สื่อความหมายดีๆ และเป็นไม้ดอกชนิดหนึ่งที่มีการซื้อขายในอันดับต้นๆ ของตลาดไม้ดอกทั่วโลก โดยเป็นกุหลาบจำพวกตัดดอก และต้นกุหลาบที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างๆ ซึ่งยังไม่พบสินค้าที่เป็น กุหลาบจิ๋ว หรือเบบี้โรส (baby rose) จำหน่ายอย่างแพร่หลายทั่วไป กุหลาบจิ๋ว เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว ในระยะแรกเริ่มผลิตในหมู่นักวิชาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ตามมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนด้านการเกษตร หน่วยราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ การผลิตมีทั้งแบบทำให้กุหลาบออกดอกในขวด หรือปลูกในกระถางเล็กๆ เป็นของฝาก ของแปลก ให้ระหว่างกัน ต่อมาจึงมีภาคเอกชนสนใจมองเห็นช่องทางธุรกิจ จึงนำไปผลิตเป็นการค้าในช่วงระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นที่สายพันธุ์ดอกสีแดงเป็นส่วนใหญ่ กุหลาบจิ๋วดอกสีอื่นๆ ยังไม่แพร่หลายในตลาดการค้า อย่างไรก็ตาม กุหลาบจิ๋ว ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปลูกเลี้ยงเสมอมา การผลิตกุหลาบจิ๋ว หมายถึง การนำกุหลาบในกลุ่มกุหลาบหนู (
รันตีกลับมาแล้ว สาวค่อนข้างสวยคนนี้กลับมารายงานตัวอีกครั้งหลังห่างหายไปนานพอสมควร ฉบับนี้รันตีขอพาท่านมุ่งหน้าขึ้นเหนือน้ำ เอ้ยขึ้นเหนือความคาดหมาย เอ้ยขึ้นเหนือจังหวัดพิจิตรไปนิดนึง เอ้ย ถูกแล้ว! กลับมารอบนี้กลายเป็นตลกคาเฟ่ไปซะแล้วยายรันตีเอ๋ย ใช่แล้วค่ะรันตีพาท่านขึ้นเหนือมายังจังหวัดพิษณุโลกเมืองสองแคว หลังจากเข้าเมืองสักการะพระพุทธชินราช และศาลสมเด็จพระนเรศวรกันแล้ว รันตีก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่นัดกันไว้แบบไม่รอช้า เพื่อจะไปดูของอวบๆ กัน มันคืออะไรตามรันตีไปดูกัน ร้าน 168 Succulents พาท่านมาที่ร้าน 168 Succulents ในตลาดต้นไม้อินโดจีน ที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อมาพบกับ คุณสุรเกษม ขำประเสริฐ ที่แนะนำตัวว่าเป็นหนุ่มเกษตรจบการศึกษาเป็นบัณฑิตรุ่นที่ 3 ของคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร “หลังจากเรียนจบมาผมก็ทำงานในบริษัทเคมีเกษตร รับผิดชอบหลายจังหวัด ระหว่างนั้นก็มีโอกาสได้รู้จักกับพันธุ์ไม้อวบน้ำ ผมก็เริ่มต้นเลี้ยงเอาไว้หลังห้องพักที่มีพื้นที่เล็กๆ พอวางได้ไม่กี่กระถาง พอเลี้ยงมาเรื่อยๆ สะสมมาเรื่อยๆ ก็พบว่าพันธุ์ไม้อวบน้ำพวกนี้มีความหลากหลายทั้ง
เบญจมาศ (Chrysanthemum morifolium) เป็นไม้ตัดดอกที่มีมูลค่าการผลิตติดอันดับ 1 ใน 4 อันดับแรกของไม้ตัดดอกทั่วโลก มียอดการซื้อขายทั่วโลกปีละหลายพันล้านบาท เป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดยในปี 2550 ญี่ปุ่นนำเข้าดอกเบญจมาศถึง 8,000 ล้านเยน (โครงการฐานข้อมูลการนำเข้าและความนิยมไม้ดอกและไม้ประดับไทยในญี่ปุ่น 2551) สำหรับในประเทศไทยดอกเบญจมาศมีราคาค่อนข้างแพง นิยมปลูกเลี้ยงและใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทย ใช้เป็นไม้ตัดดอก ไม้กระถาง และไม้ปลูกประดับสวน คุณอนันต์ บุญมี ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ทางศูนย์ให้การสนับสนุนและส่งเสริมไม้ดอก ได้แก่ การปลูกไม้ดอกเบญจมาศซึ่งเป็นไม้ตัดดอกที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของมูลนิธิโครงการหลวง รวมทั้งพันธุ์ไม้ดอกชนิดอื่นๆ อาทิ ดอกแคลล่าลิลี่ ดอกอะกาแพนทัส และดอกคาร์เนชั่น ปัจจุบันมีการผลิตไม้กระถางด้วย…นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการปลูกพืชผัก ไม้ผล ชา วานิลลา จากการส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2525 สามารถลดพื้นที่การบุกรุกป่าจากอดีตซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ส่วนมากจะปลูกกะ
“กุหลาบหิน” เป็นหนึ่งในพันธุ์พืชประเภท Succulent plants หรือพืชอวบน้ำ ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด มีสีสันและรูปทรงเด่นจากใบ ดอก แล้วโดนใจของบรรดานักสะสมพันธุ์ไม้กระถางเล็ก ความเฉพาะของใบที่มีลักษณะค่อนข้างกลมเป็นหยักมนซ้อนกันจึงดูคล้ายดอกกุหลาบ แต่ขาดความอ่อนช้อย จึงถูกตั้งชื่อว่ากุหลาบหิน กุหลาบหิน มีถิ่นกำเนิดในมาดากัสการ์ แอฟริกา และเอเชีย แต่เดิมไม้พันธุ์นี้มีลักษณะต้นสูง ขาดรูปทรงที่ชัดเจน แต่ด้วยความสวยของใบ ดอก ที่มีสีสันสวยงามจึงถูกนำมาเพาะเลี้ยงไว้ในกระถาง พร้อมกับการคัดเลือกสายพันธุ์ต่างๆ จึงทำให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีพุ่มต้นเตี้ยกะทัดรัดเหมาะที่จะปลูกเป็นไม้กระถางสำหรับตกแต่งสถานที่หรือเพื่อกิจกรรมงานอดิเรก ในบ้านเรามีคนนิยมปลูกหรือสะสมกุหลาบหินยังไม่แพร่หลายเหมือนตะบองเพชร ดังนั้น เมื่อท่านเดินเที่ยวงานตามห้างจึงมักเห็นมีตะบองเพชรนำมาขายมากกว่ากุหลาบหิน แต่ถึงกระนั้นก็มีกลุ่มผู้ชื่นชอบสะสมกุหลาบหิน เป็นกลุ่มเฉพาะแบบปิดที่สมาชิกกลุ่มมีความเคลื่อนไหวติดต่อสื่อสารกันในกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนความรู้ ฯลฯ กันในโลกออนไลน์เท่านั้น คุณปิยะวรรณ เขตทัย หรือ คุณแป้ง เป็นคนหนึ่งท
จั๋งเป็นไม้ประดับชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาปลูกประดับตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร เพราะด้วยความสวยงาม ทนทาน ขนาดของต้นไม่ใหญ่มากและมีความสามารถในการช่วยปรับสภาพอากาศ ช่วยดูดไอระเหยของสารเคมีต่างๆได้ดีเท่าต้นหมากเหลือง ทำให้ต้นจั๋งได้รับความนิยมนำมาปลูกประดับตามอาคารสถานที่ต่างๆซึ่งปัจจุบันแหล่งผลิตต้นจั๋งในบ้านเรานั้นมีให้เห็นอยู่ทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะชุมชนหมู่บ้านแคร่ ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง หมู่บ้านแคร่เป็นหมู่บ้านเล็กๆตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง มีชื่อเสียงและความชำนาญในเรื่องการเพาะขยายพันธุ์ต้นจั๋งที่มีคุณภาพเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาดในจังหวัดและต่างจังหวัด ซึ่งในแต่ละปีนั้นสามารถทำรายได้ให้กับชุมชนได้มากกว่ารายได้จากการปลูกพืชหลักที่ทำอยู่ รับซื้อจำหน่ายเป็นไม้ประดับ สร้างรายได้เป็นเท่าตัว จั๋งเดิมที่เป็นพืชที่คนในอำเภอลองจังหวัดแพร่นำยอดอ่อนมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน ซึ่งจะมีรสชาติขมเล็กน้อยคล้ายกับหวาย ในขณะที่คนในชุมชนมองว่าต้นจั๋งเป็นพืชที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้นั้น คุณศรีรัตน์ วงค์สุนะได้มองเห็นว่าต้นจั๋งนั้นสามารถนำมาปลูกใ
เมื่อร่วมสิบปีที่แล้วได้เขียนบทความเรื่อง ว่านนางคุ้ม ตัดดอกเชิงการค้า : คุ้มหรือไม่คุ้ม! ลงในเทคโนโลยีชาวบ้าน วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ฉบับที่ 433 เพื่อเล่าประสบการณ์ที่ตั้งใจจะทำช่อดอกว่านนางคุ้มแบบไม้ตัดดอก แต่ได้สรุปเล่าหรือบันทึกไว้ว่า ไม่คุ้มครับ ด้วยฝนหลังสงกรานต์ ไม้หัวประเภทต่างๆ เช่น ว่านสี่ทิศสีสันต่างๆ ทั้งพันธุ์ในและนอกประเทศ ว่านนางคุ้ม และอื่นๆ กำลังแทงช่อทะลุทะลวงดินโผล่ชูก้านช่อแล้วเริ่มบานหรือกำลังจะบานอย่างสวยงาม หลังจากที่ได้ทิ้งใบไปตามธรรมชาติ หลังหมดฝนเข้าหนาวปีที่แล้ว เห็นช่อนางคุ้มกำลังแทงช่อยังไม่แจกดอกบานออกมาที่ใต้ต้นลำดวนที่บ้าน ทำให้นึกถึงศักยภาพของเขาที่ควรจะมีการพัฒนาสายพันธุ์ คัดฟอร์มดอก ความแน่นช่อดอก จำนวนดอก ฯลฯ เพื่อการค้า สำหรับทำไม้กระถาง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครเหลียวแลมาวิจัยหาข้อมูลเพื่อส่งเสริมพี่น้องชาวสวนไม้ดอกไม้ประดับเรา ทั้งๆ ที่ศักยภาพในเชิงการทำตลาดไม้กระถางเพื่อใช้จัดสวนหนึ่ง หรือประดับในอาคารหนึ่ง ของว่านนางคุ้มนี้มหาศาลครับ อีกทั้งในอดีต เมื่อไปตามสถานที่ที่มีการจัดสวน หรือโรงแรมที่พักที่มีการปลูกประดับสวนหย่อม หรือใส่กระถางตั้งโชว์
ปทุมา (Siam Tulip) เป็นพืชล้มลุกที่มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน โดยพืชชนิดนี้จะพักตัวในช่วงฤดูหนาวและร้อน เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนจะเริ่มผลิใบออกดอก มีต้นสูงประมาณ 2 ฟุต ใบมีลักษณะยาวคล้ายใบพาย ส่วนก้านช่อดอกนั้นสูงเหนือพุ่มใบขึ้นไป มีกาบดอกสีม่วง สีชมพู ซึ่งการขยายพันธุ์ส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีการแยกหน่อ ปทุมานอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์เป็นไม้ประดับแล้ว ดอกยังสามารถรับประทานได้อีกด้วย โดยนำมาลวกเป็นผักแกล้มรับประทานกับน้ำพริก หรือจะนำไปชุบแป้งทอดรับประทานกับน้ำจิ้มที่มีลักษณะคล้ายอาจาดก็อร่อยลงตัวทีเดียว ดร.วาสนา ใจกล้า เจ้าของอู่ทองพรรณไม้ ตั้งอยู่เลขที่ 39 หมู่ที่ 12 ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรหญิงแกร่งที่อยู่ในวงการไม้ดอกไม้ประดับมากว่า 10 ปี เธอก็ได้ทำการรวบรวมพันธุ์ปทุมาและนำมาขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย เป็นอีกหนึ่งพันธุ์ไม้ที่สร้างรายได้ให้กับสวนของเธอได้เป็นอย่างดี จากอาชีพรับราชการ ผันสู่ชีวิตเกษตรกร ดร.วาสนา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีก่อนที่จะมาทำสวนไม้ดอกไม้ประดับนั้น เธอมีอาชีพรับราชการเป็นงานหลัก โดยช่วงที่ทำงานประจำอยู่ก็ได้ปลูกไว้หลากหลายสายพันธุ์ เพราะมีความชื่นช
ผลงานวิจัยของนักวิจัยไทยอีกเรื่องหนึ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ทั้งเกษตรกรรวมทั้งบุคคลทั่วไป ได้แก่ ผลงานวิจัยชื่อ “การสำรวจพรรณไม้ในวัดในกรุงเทพมหานคร” ซึ่งทำการสำรวจตั้งแต่ปี 2551-2552 และ “พรรณไม้เด่นในวัดในกรุงเทพมหานคร” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างปี 2553-2555 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชัย ปทุมชาติพัฒน์ หรือ อาจารย์วิชัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งท่านยังเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่สถาบันดังกล่าวด้วย ในสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ อาจารย์วิชัยได้จัดทำงานวิจัยขึ้นโดยได้รับการพระบรมราชานุเคราะห์จัดพิมพ์งานวิจัยขึ้น เพื่อสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ อาจารย์วิชัยได้ทำการสำรวจพรรณไม้ในวัดในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 238 วัด โดยใช้ชื่อเอกสารเผยแพร่ว่า “หลากหลายพรรณไม้ใน
คุณเฉลิม อารีย์ เกษตรอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ให้ข้อมูลว่า ลักษณะการทำเกษตรของอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ภูมิประเทศที่หลากหลาย โดยพื้นที่ที่ราบลุ่มจะจัดสรรเป็นพื้นที่ทำนาและพื้นที่ราบสูงขึ้นมาหน่อยก็จะทำสวนไม้ผลโดยหลักๆ จะเป็นสวนทุเรียน ต่อมาประมาณปี 2546 ก็ได้เริ่มมีการทำไม้ดอกไม้ประดับกันมากขึ้น ทำให้เกษตรกรภายในพื้นที่มีการทำเกษตรที่หลากหลาย จึงเกิดเป็นช่องทางอาชีพทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น “หมู่บ้านดงบังเป็นหมู่บ้านแรกๆ ที่เริ่มทำไม้ดอกไม้ประดับ โดยได้เปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกไม้ผลบางส่วน มาทำสวนไม้ดอกไม้ประดับ โดยช่วงแรกๆ จะนิยมทำต้นโมก ต่อมาเมื่อปลูกจนประสบผลสำเร็จและสามารถจำหน่ายได้ ชาวบ้านก็เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ก็หาสายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ เข้ามาปลูก จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ไม้ดอกไม้ประดับก็เริ่มขยายวงกว้างออกไป ในเรื่องของการทำไม้ดอกไม้ประดับ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี” คุณเฉลิม กล่าว คุณกฤตย์ กันเหตุ อยู่บ้านเลขที่ 52 หมู่ที่ 2 ตำบลโนนห้อม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ยึดอาชีพทางด้านการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ โดยพรรณไม้ที่เขาเล
