ไม้ประดับ
จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีภาวะไม่คล่องตัวนัก จึงทำให้รายได้มีไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ส่งผลให้หลายๆ คน หันมาทำอาชีพเสริมมากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งกิจกรรมที่ทำบางคนเริ่มลงมือทำจากงานที่ชอบ และใช้เวลาว่างจากงานประจำมาลงมือจนประสบผลสำเร็จ และเกิดเป็นรายได้ที่สามารถทำควบคู่ไปกับงานประจำได้ ในเรื่องของไม้ประดับอย่างกระบองเพชรนั้น จึงเป็นอีกหนึ่งชนิดที่หลายๆ คนให้ความสนใจ เพราะเป็นไม้ที่มีขนาดเล็ก ใช้พื้นที่น้อยในการปลูกและไม่ต้องรดน้ำทุกวัน โดยผู้ปลูกอาจจะเริ่มลงมือทำด้วยความชอบ และเรียนรู้ศึกษาการขยายพันธุ์ตลอดไปจนถึงการพัฒนาพันธุ์ จึงทำให้มีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นและสามารถจำหน่ายได้ ส่งผลให้สามารถทำเป็นรายได้มีเงินเข้ามาหมุนเวียนใช้จ่ายได้อย่างสบาย คุณวรินดา สุวรรณทอง อยู่บ้านเลขที่ 351 ถนนเลียบคลองมอญ แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ชื่นชอบการปลูกกระบองเพชรมาตั้งแต่ครั้งเรียนมหาวิทยาลัย จึงทำให้ในช่วงนั้นเธอได้ซื้อและเก็บสะสมสายพันธุ์ต่างๆ เข้ามาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรก และเมื่อปลูกและขยายพันธุ์เรื่อยๆ กระบองเพชรเริ่มมีจำนวนที่มากขึ้น จึงทำให้เธอนำไม
บอนไซ หรือ ไม้แคระ เป็นอีกศิลปะแขนงหนึ่งที่ปลูกไม้แบบย่อส่วน จากเดิมที่เป็นไม้มีขนาดใหญ่นำมาปลูกลงในกระถางที่เล็กลง หมั่นดูแลตัดแต่งกิ่งและบังคับให้อยู่ในกระถางนั้นๆ เพื่อให้ไม้มีรูปทรงความเอนเอียงเป็นไปตามที่ผู้ปลูกต้องการ โดยใช้จินตนาการในการสร้างผลงาน จึงทำให้ไม้ที่นำมาสร้างเป็นบอนไซมีความเป็นเอกลักษณ์เป็นไม้เล็กอยู่แบบนั้น ซึ่งชนิดของพันธุ์ไม้ที่นำมาทำเป็นบอนไซมีด้วยกันหลากหลาย ขึ้นอยู่กับผู้ปลูกว่าต้องการไม้ชนิดใดนำมาทำเป็นบอนไซ อย่างเช่นตอนนี้ไม้ที่กำลังได้รับความนิยมและนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นไม้ประดับได้อย่างน่ารักก็คือ ต้นมะพร้าว โดยนำมะพร้าวทุกสายพันธุ์ที่ผลงอกเป็นต้นกล้า นำมาปลูกลงในกระถางที่สวยงามเพื่อบังคับให้ต้นเล็กอยู่แบบนั้น จึงทำให้บอนไซมะพร้าวกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ในขณะนี้ คุณนิตยา พรหมขวัญ อยู่บ้านเลขที่ 185 ตำบลไสหว้า อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้คิดต่อยอดนำมะพร้าวที่เป็นผลผลิตมีจำนวนมากในพื้นที่ดินของเธอ มาสร้างเป็นบอนไซมะพร้าวให้มีทรงที่สวยงาม เพื่อโชว์กะลาภายในให้เกิดมีเอกลักษณ์มากขึ้น ส่งผลให้เป็นที่ถูกใจของผู้พบเห็น สามารถจำหน่ายได้ราคาดีเลยทีเดียว คุณน
ดอกขจร หรือ ดอกสลิด (Cowslip creeper) ชื่อวิทยาศาสตร์ Telosma minor Craib. วงศ์ ASCLEPIADACEAE หน้าร้อนปีนี้กว่าจะคืบคลานผ่านไปได้ สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดเกือบโดนแดดแผดเผา…โชคดีที่หยาดน้ำจากฟากฟ้าได้รินรดพรมให้โลกคลายร้อนทันท่วงที พร้อมกันนั้นดอกไม้ป่าก็ผุดดอกออกมาชูช่อกันสลอน สิ่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วดินแดนอันเงียบสงบ …เจ้าช่อดอกไม้เอย เจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนที่ไหนเอย เจ้าช่อดอกไม้เอ๋ย เจ้าดอกขจร ฉันร่อนเร่พเนจร ไม่รู้จะนอนไหนเอย… (บทเพลงนกขมิ้น) ดอกขจร หรือ ดอกสลิด เป็นพืชที่คุ้นเคยที่เกิดขึ้นตามป่า เป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยเราอีกชนิดหนึ่ง และเป็นพืชทางเลือกใหม่ของเกษตรกร “สลิด” เป็นชื่อที่คนไทยใช้เรียกกันทั่วไป แต่ชื่อ “ขจร” เป็นชื่อทางการ หรือชื่อใช้ในการเขียน เพราะถือว่าเป็นคำสุภาพ ยอดอ่อนและผลอ่อนของดอกขจร ใช้กินเป็นผักได้ ทั้งเป็นผักจิ้ม ผัด หรือแกง ปัจจุบัน ยังพบว่ามีการขายในตลาดผักทั่วไป แสดงว่าคนไทยยังนิยมกินดอกขจรกันอยู่เช่นในอดีต ดอกขจรปลูกง่าย แข็งแรง ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ชอบแดดจัด จึงใช้ปลูกเลื้อยคลุมนั่งร้าน หรือตามรั้ว มักออกดอกช
เหนือสุดแดนสยาม ที่นึกได้ก็อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่มีด่านพรมแดนแม่สายเชื่อมต่อกับด่านพรมแดนท่าขี้เหล็ก แขวงท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศเมียนมา และมีจุดเด่นที่ใครๆ หลายคนเมื่อขึ้นไปเที่ยวถึงจังหวัดเชียงราย ต้องแวะคือ ตลาดแม่สาย ภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้เกิดพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งเกษตรกรในท้องถิ่นเชื่อว่า หากลงปลูกในดินแล้ว จะเจริญงอกงามได้ดีที่สุดคือ ที่บ้านสันทรายมูล หมู่ที่ 6 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพียงแห่งเดียว แม้จะขยับไปปลูกหมู่บ้านถัดไป ผลผลิตและการเจริญงอกงามที่ได้ ก็ไม่สวยงามเท่าบ้านสันทรายมูลแห่งนี้ ภาษาพื้นถิ่น เรียกกันว่า ว่านเศรษฐี หรือ ว่านกวนอิม แต่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในชื่อของ ไผ่กวนอิม ในพื้นที่บ้านสันทราย หมู่ที่ 6 ปลูกกันเป็นไม้ประดับเกือบทุกบ้าน บ้านละ 1-3 กอมานาน เสมือนเป็นไม้ในบ้านไปเสียแล้ว กระทั่งมีเกษตรกรหมู่บ้านใกล้เคียงมองเห็นความสวยของไผ่กวนอิม ตัดเอาไปส่งขายให้กับญาติที่ปากคลองตลาด ตลาดขายไม้ดอกไม้ประดับใหญ่ในกรุงเทพฯ ไผ่กวนอิมที่นี่ จึงเริ่มติดตลาด และเริ่มเป็นพืชที่สร้างเม็ดเงินให้กับชาวบ้านในพื้นที่ คุณณัชพล ตาวงค์ ประธานกลุ่ม
คุณหอม เกษรศิริ รักษาการเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ให้ข้อมูลว่า ภายในจังหวัดปราจีนบุรีมีการทำเกษตรที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ การทำพืชไร่ อย่างเช่นนาข้าว และอีกส่วนจะเด่นในเรื่องของการทำสวนจำพวกไม้ผล ซึ่งสวนไม้ดอกไม้ประดับเองก็เป็นแหล่งผลิตที่ขึ้นชื่อของจังหวัดปราจีนบุรี จึงอาจกล่าวได้ว่าการทำเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่นี้ค่อนข้างครบวงจร และมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งจึงสามารถสร้างเป็นอาชีพที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ “การที่ไม้ดอกไม้ประดับในพื้นที่นี้ได้รับความนิยม เกิดจากการที่เกษตรกรยุคต้นๆ ได้ริเริ่มผลิตและนำไม้ไปจำหน่ายที่ตลาดนัดจตุจักรที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเกษตรกรรายอื่นมองเห็นถึงการตอบรับในเรื่องของการตลาดดี จึงได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งเวลานี้ไม้ดอกไม้ประดับในพื้นที่น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 500 ชนิด มีการสร้างไม้ที่เป็นขนาดเล็กไปจนถึงไม้ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะไม้ขุดล้อมที่เป็นพันธุ์ไม้ไทยที่ตลาดมีความต้องการอย่างมาก จึงทำให้ไม้ดอกไม้ประดับของจังหวัดปราจีนบุรี เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้ไม่น้อยต่อปีเลยทีเดียว” คุณหอม กล่าว คุณสมศรี จันทร์ศ
ชวนชมเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกง่าย จึงมีคนนิยมปลูกกันเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยก็ว่าได้ ด้วยรูปลักษณะที่แปลกตา ลำต้นแตกอวบออกเป็นพูพอน แตกกิ่งน้อย แต่ออกดอกจำนวนมาก ดอกมีสีสันสวยงาม ทั้งสีชมพู สีแดง สีขาว จึงทำให้เป็นไม้ประดับที่มีราคาดี ทางเทคโนโลยีชาวบ้านของเราได้รับความกรุณา จาก คุณบุญยืน รติพาณิชย์ เจ้าของสวนชวนชม จากจังหวัดฉะเชิงเทรา มาให้คำแนะนำ ให้ทุกท่านเข้าใจการปลูกการเลี้ยงดูว่าเป็นอย่างไร คุณบุญยืน อยู่บ้านเลขที่ 25/4 หมู่ที่ 6 ตำบลคลองจุกกระเณอ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียนจบด้านการตลาด ทำงานบริษัทมากว่า 28 ปี ระหว่างทำงานก็ปลูกชวนชมไปด้วยเพราะว่าเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่สวยดูแลง่าย ตอนนี้ปลูกชวนชมมาได้กว่า 15 ปีแล้ว เริ่มแรกมาจากการซื้อมาปลูกทีละต้น ตั้งแต่ต้นละ 100 บาทจนไปถึงหลักแสน แต่ว่าเวลานี้ก็นำเอาออกมาขายแล้ว ราคาขายชวนชมนั้นในช่วงที่บูมๆ บางทีก็ขายได้เกินหลักล้านบาทก็มี หมายถึงครั้งละ ที่สวนใช้พื้นที่ปลูกอยู่ตอนนี้ประมาณ 2 ไร่ครึ่งเห็นจะได้ มีประมาณพันกว่าต้นได้หลักๆ มีอยู่ 3 พันธุ์ ได้แก่ ชวนชมยักษ์ซาอุ บางคล้า และเพชรบ้านนา ลักษณะของชวนชมในสวน ชวนชมยักษ์ซาอุ
หากจะกล่าวถึง บอนไซ เชื่อว่าคนที่รักต้นไม้ทุกคนจะต้องหลงใหลกับมนต์เสน่ห์ของบอนไซ จนหลายคนพยายามเสาะแสวงหามาไว้ในครอบครองต้นแล้วต้นเล่า ซึ่งในปัจจุบัน บอนไซ ส่วนใหญ่ถูกนํามาตกแต่ง จัดวาง ในส่วนต่างฯ ของบ้าน ที่สถาปนิก และมัณฑนากรจะนิยมนํามาจัดตกแต่งวางไว้ที่ห้องนั่งเล่น หรือวางไว้ที่ระเบียง ในบ้านพักตากอากาศริมชายหาดสามารถเพิ่มเสน่ห์และเสริมฮวงจุ้ยให้กับบ้าน บอน ไซ หรือ ไม้แคระ เป็นศิลปะในการปลูกต้นไม้โดยการย่อส่วนจากต้นไม้ขนาดใหญ่ มาปลูกในกระถาง และหมั่นดูแลตัดแต่งกิ่ง ใบ ซึ่งต้นไม้ที่นำมาอาจจะเป็นไม้ต้นตรง ไม้ต้นคู่ ไม้เอน ไม้กลุ่ม ฯลฯ แล้วแต่โครงสร้างของต้นไม้ที่ได้มา ศูนย์บอนไซ สวนชัยพร ราชบุรี ซึ่งตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 188 หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี นับเป็นรังบอนไซที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศไทย มีทั้ง ตะโก ไทร โพธิ์ ชาฮกเกียน มะนาวเทศ มะขามเปรี้ยว เชอรี่แคระ ฯลฯ ปลูกเพาะขยายอยู่มากมายภายใต้การบริหารงานและการดูแลสวนของ คุณชัยพร ศิริธนโชติ คุณชัยพร กล่าวว่า บอนไซ เป็นไม้ที่เลี้ยงดูไม่ยาก แต่ต้องใช้เวลานานในการดูแลและเลี้ยงตำแหน่ง (กิ่ง) ของลำต้นให้ได้ร
คุณชวน คูทำนา อยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เป็นเกษตรกรผู้ปลูกเฟื่องฟ้ามาอย่างชำนาญ โดยได้นำเทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วยในการผลิต เพื่อให้ไม้ที่ปลูกตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดมามากกว่า 20 ปีกันเลยทีเดียว เรียกง่ายๆ ว่าเป็นอาชีพที่สร้างเงินให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณชวน ชายผู้มากด้วยอัธยาศัย ยิ้มน้อย ขี้อาย เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพทำไร่ทำนาอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาได้ย้ายจากถิ่นฐานบ้านเกิดมายังอำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เพื่อมายึดอาชีพทางการเกษตรเกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับจำพวกต้นเฟื่องฟ้า “ย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณ 30 ปีแล้ว ช่วงที่มาทำใหม่ๆ ก็คิดแค่จะทำเป็นอาชีพเสริมหลังจากว่างทำนา โดยเริ่มจากทีละเล็กทีละน้อยก่อน พอเริ่มมีความชำนาญจำหน่ายได้มากขึ้น ก็คิดว่าน่าจะประสบผลสำเร็จจากการทำไม้ชนิดนี้ ก็ค่อยๆ ขยับขยายเรื่อยๆ โดยตอนนี้ก็ทำเฟื่องฟ้าอย่างเดียวบนเนื้อที่ประมาณ 10 กว่าไร่ เรียกว่าทำมานานยืนหยัดสู้มาจนถึงทุกวันนี้” คุณชวน เล่าถึงที่มา โครงลวดดัดทำเป็นแบบ ซึ่งต้นเฟื่องฟ้าที่จำหน่ายให้กับลูกค้า คุณชวน บอกว่า จะเน้นให้มีรูปทรงท
บอนสี เป็นไม้ประดับที่มีความสวยงามโดดเด่นกว่าไม้ใบชนิดอื่นตรงที่บอนสีมีใบที่ให้สีสันที่สดใส มีความหลากหลายของสีใบ ใบมีลวดลายงดงาม รูปทรงใบที่แตกต่างกัน และมีทั้งพันธุ์ใบเล็กและใบใหญ่ บอนสี เป็นไม้ใบที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน ซึ่งได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ลูกผสมใหม่ๆ ขึ้นมา ในแต่ละปีที่มีการจัดประกวดบอนสี ช่วยให้ผู้เลี้ยงบอนสีปรับตัวเองด้วยการสร้างพันธุ์แปลกใหม่ขึ้น การทำเป็นการค้าสำหรับบอนสีถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ต้องใส่ใจพอสมควร โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ที่บอนสีจะพักตัวโดยทิ้งใบ ไม่สร้างใบใหม่ ใบเดิมเหี่ยวแห้งลง มีแต่กระถางปลูก เหลือแต่หัวใต้ดินเท่านั้น ทำให้ผู้เลี้ยงทั่วไปคิดว่าไม่ทนทาน ตายง่าย ไม่สวยงามเหมือนตอนซื้อมาใหม่ๆ วิธีการเลี้ยงบอนสีให้มีใบตลอดปี โดยในช่วงฤดูหนาวต้องเลี้ยงบอนสีในตู้อบ วิธีง่ายๆ โดยใช้ไม้ระแนงมาต่อเป็นโครงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 1.20 เมตร ยาว 2.50 เมตร ด้านบนทำเป็นหลังคาหน้าจั่วเพื่อป้องกันน้ำขัง ให้หลังคาสูงสัก 15-20 เซนติเมตร แล้วกรุด้วยพลาสติกใส จะได้ตู้อบบอนสีไว้พักเลี้ยงและไว้อบขยายพันธุ์บอนสีได้อย่างดี สำหรับบอนสีที่จะนำเลี้ยงในตู้อบ ต้องมีภาชนะใส
ปัจจุบัน สับปะรดสี มีการนำมาเพาะขยายทำเป็นธุรกิจส่งจำหน่ายสร้างรายได้ในหลายพื้นที่ ซึ่งหนึ่งในแหล่งที่กำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ปลูก พ่อค้า แม่ค้า อยู่ ณ วันนี้ คือ สวนเกษตรจอมพล ชะอำ แหล่งเพาะขยายพันธุ์สับปะรดสีที่มีความโดดเด่นด้านสายพันธุ์ รูปทรงที่แปลก สีใบที่สดและหลากหลาย เป็นที่โดนใจของเหล่าผู้เพาะปลูกได้ไม่ยาก สวนเกษตรจอมพล ชะอำ ตั้งอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ที่สวนแห่งนี้มีสับปะรดสีหลากหลายสายพันธุ์ ขายกันตั้งแต่ต้นละ 25 บาท ไปจนถึง 5,000 บาท ซึ่งดำเนินงานโดย คุณปาริชาติ ทิพย์อักษร (พี่หมวย) หญิงผู้มากความสามารถ พี่หมวย เล่าให้กับทีมงาน ฟงว่า ก่อนหน้าจะมาปลูกสับปะรดขาย ตนเคยปลูกปาล์มประดับจำหน่ายส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ดลาดนัดจตุจักร แต่ด้วยปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ต้องใช้ดูแล ไม่สามารถควบคุมได้ จึงคิดมองหาไม้ที่สามารถทำได้คนเดียวไม่ต้องอาศัยแรงงานอื่นๆ เข้ามาช่วยมาปลูกแทน และการไปส่งต้นไม้ขายในหลายๆ ครั้ง ทำให้มีโอกาสได้เห็นต้นสับปะรดสีที่วางขาย ซึ่งมีสีสันและลวดลายที่ดึงดูดใจ จึงเกิดความสนใจนำมาปลูกเพาะขยายพันธุ์แทนปาล์ม ปรับเปลี่ยนไม้ปลูก พั
