กล้วยน้ำว้า
กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 2551 ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานเด่นของอาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส และคณะ สถานีวิจัยปากช่อง อันเป็นสถานีที่วิจัยงานทางด้านไม้ผลเขตร้อนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 เกิดจากการคัดเลือกสายพันธุ์กล้วยน้ำว้าไส้เหลืองที่เก็บรวบรวมพันธุ์ไว้ที่สถานีวิจัยปากช่อง กว่า 10 สายพันธุ์ โดยพบว่าสายพันธุ์ที่คัดเลือกได้นี้มีคุณสมบัติที่เหมาะในการปลูกเพื่อการค้าลักษณะเด่น คือ – เครือใหญ่ น้ำหนักเครือมากกว่า 30 กิโลกรัม (ไม่รวมก้านเครือ) – จำนวนหวีมากกว่า 10 หวี – จำนวนผลต่อหวีประมาณ 18 ผล – ผลกล้วยใหญ่อ้วนดี น้ำหนักผลโดยเฉลี่ยประมาณ 140 กรัม ต่อผล – ไส้กลางไม่แข็ง ออกสีเหลือง เนื้อแน่น – เมื่อสุกมีความหวานประมาณ 26 องศาบริกซ์ ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญของการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้เกษตรกรในประเทศไทยได้ปลูกกล้วยน้ำว้า ที่ปลูกแล้วให้เครือใหญ่ คุ้มกับการลงทุน และภาคอุตสาหกรรมของกล้วยน้ำว้าจะได้มีการเติบโต หนุนใช้เทคโนโลยีใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปลูก จากการทุ่มเทและคลุกคลีกับการปลูกกล้วยน้ำว้ามาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี จึงทำให้อาจารย์กัลยาณีค
ท่ามกลางระบบเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มาตลอดหลายปีนี้ บวกกับสถานการณ์โรคโควิดทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่วทุกครัวเรือน ราคาสินค้าขึ้นกันแทบทุกชนิด ยกเว้นราคาข้าวเปลือกของชาวนา มีราคา 1 กิโลกรัมเท่ากับบะหมี่สำเร็จรูป 1 ซอง แต่ดีที่ภูมิประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรมีดินฟ้าอากาศเป็นใจต่อการทำเกษตรและมีชาวบ้านเป็นเกษตรกรกันมากพอควรจึงสามารถหลุดพ้นความหิวท้อง เพราะอยู่กันในต่างจังหวัดมีพื้นที่ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เป็นอาหารได้ ที่น่าเป็นห่วงกับลูกหลานเกษตรกรที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาเพื่อเป็นลูกจ้างในเมือง พอเศรษฐกิจพังก็ถูกปลดออกกันเป็นแถว จากประสบการณ์ทำงานในโรงงาน ห้างร้าน บริษัท ไม่สามารถนำมาทำเลี้ยงชีพได้ตอนกลับมาอยู่บ้านนอก ต้องปรับตัวเรียนรู้กันยกใหญ่ ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้างตามความสามารถของตนเอง เรื่องราวในวันนี้ไม่ได้เขียนเรื่องการทำเกษตรโดยตรง แต่ถือเป็นแนวคิดและประสบการณ์ที่ล้มลุกคลุกคลานได้มาจากประสบการณ์ของตัวเองของเกษตรกรท่านหนึ่ง ที่ไม่มีความรู้เรื่องเกษตรเลย แต่ฝ่าฟันมาจนยืนหยัดมาได้ เดิม คุณนพอนันต์ เลาหพูนรังสี หรือ ลุงอ้วน เรียนจบบัญชีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง กลับมาเปิดร้านขายของชำอยู่ที่บ้า
อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก มีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อเป็นสินค้าประจำจังหวัด โด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications หรือ GI) คือ กล้วยตากบางกระทุ่ม วัตถุดิบหลักที่สำคัญที่สุด ของการทำกล้วยตากบางกระทุ่ม ก็คือ กล้วย กล้วย ที่เหมาะสมสำหรับทำกล้วยตากบางกระทุ่มมากที่สุด คือ กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง เดิมกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง ปลูกมากตามหัวไร่ปลายนา เมื่อนำมาทำเป็นกล้วยตาก ทำให้รู้ว่า กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องนี้ มีคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับการทำกล้วยตากที่สุด คุณอภิเษก อ่ำบางราย ชาวบ้านหมู่ที่ 7 บ้านบึงเรียน ตำบลบางกระทุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ผู้ที่ได้รับการเอ่ยถึงว่า ในฤดูแล้งที่น้ำน้อย พืชขาดน้ำ ส่งผลให้ราคาผลผลิตสูงขึ้น คุณอภิเษก เป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง แล้วสามารถผลิตกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องได้มีคุณภาพที่สุดคนหนึ่ง หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า แปลงสวย พิจารณาจากใบกล้วย ซึ่งแปลงตั้งอยู่ริมถนน พบว่า ใบกล้วยถูกลมในช่วงรอยต่อของฤดู ใบแตก ฉีก รุ่ย ไม่มีความสวย จึงวิเคราะห์ได้ว่า แปลงสวย ห
“ การเกษียณอายุราชการ ไม่ใช่การตาย ชีวิตยังไม่จบ อาจจะมีชีวิตยืนยาวหลังเกษียณไปอีก 20-30 ปีก็ได้ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วเราจะอยู่ถึงวันนั้นได้อย่างไร ถ้าเตรียมการได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะปรับตัวได้ก็มากเท่านั้น ” อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ กล่าว อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินสูง ตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี วางแผนทำเกษตรหลังเกษียณ เพื่อให้มีงานทำ มีรายได้อย่างต่อเนื่องโดยเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเกษียณจริงถึง 10 ปีเต็ม จนปัจจุบันกลายมาเป็น ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน “คุ้มจันทวงษ์” ปลูกพืชผักไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นไผ่ พริกไทย เพกา สะเดา มะนาว กล้วย ขนุน ลำไย รวมทั้งพัฒนาต่อยอด แปรรูปสร้างมูลค่าสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ป่าลูกผสม ซึ่งเริ่มต้นจากการเลี้ยงไก่ป่าเป็นงานอดิเรกของลูกชายและค่อยๆ พัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้งามในเวลาต่อมา ในวันนี้ อาจารย์ธีระพลได้แบ่งปันประสบการณ์ 15 ปีเต็มจากการลองผิดลองถูกบนเส้นทางอาชีพการทำเกษตรที่ตัวเองเลือก ทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้สนใจทำเกษตรหลังเกษียณในอนาคต คิด
กล้วยเป็นผลไม้ยอดนิยมที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ แต่รู้หรือไม่ว่าระดับความสุกของกล้วยส่งผลต่อประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ? มาดูกันว่ากล้วยในแต่ละระดับความสุกมีความโดดเด่นอย่างไร และแบบไหนที่ให้ประโยชน์สูงสุด 1. กล้วยดิบ พลังงานต่ำ ดีต่อคนคุมน้ำตาล กล้วยดิบมีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแป้งต้านการย่อย (Resistant Starch) ที่ไม่ถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและส่งเสริมสุขภาพลำไส้ แป้งชนิดนี้ยังช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด มีสรรพคุณช่วยแก้โรคกระเพาะ เนื่องจากมีสารแทนนินในกล้วยดิบที่ให้ความฝาดเป็นกรดอ่อนๆ มีฤทธิ์ในการเคลือบกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี แต่กล้วยดิบนั้นไม่สามารถนำมาทานได้ทันที ต้องนำผลดิบไปบดเป็นผง แล้วนำมาชงดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เหมาะสำหรับ : ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมเบาหวาน 2. กล้วยห่าม สมดุลระหว่างแป้งและน้ำตาล เมื่อกล้วยเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเหลือง แป้งในกล้วยจะเริ่มเปลี่ยนเป็นน้ำตาลบางส่วน กล้วยห่ามจึงยังคงให้พลังงานไม่สูงมาก
คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่า “กล้วย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญกับการดำรงชีวิต โดยเฉพาะ ผลกล้วย ทั้งผลกล้วยดิบ และผลกล้วยสุก สามารถนำไปประกอบอาหาร ทั้งอาหารคาว และหวาน หรือแปรรูปได้สารพัด กล้วยเศรษฐกิจเป็นที่ต้องการของตลาดหลักๆ ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ ซึ่งทั้ง 3 พันธุ์นี้ล้วนแล้วแต่มีลำต้นสูงใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 2 เมตร บางต้นสูงถึง 3.5 เมตร ทำให้ยากต่อการจัดการหรือการเก็บเกี่ยวผลผลิต และอาจเจอปัญหาต้นโค่นล้มเพราะรับน้ำหนักเครือไม่ไหวทำให้เกิดผลกล้วยเสียหายได้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีวิธีจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างอยู่หมัด ด้วยการบังคับให้กล้วยตกเครือกลางลำต้นเพื่อง่ายต่อการจัดการดูแล การเก็บเกี่ยวผลผลิตและลดต้นทุนค่าใช้จ่าย คุณนิคม วงศ์นันตา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ จากสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตรมหาวิทลัยแม่โจ้ และทีมงาน ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการบังคับให้กล้วยตกเครือกลางลำต้นมากว่า 3 ปี จนประสบความสำเร็จ “เราได้ทำการศึกษาช่วงเวลาของการเกิดปลีกล้วยด้วยการสังเกตลักษณะการเจริญเติบโตพื้นฐาน คือ เมื่อกล้วยมีอายุประมาณ 6-8 เดือน กล้วยจะมีลำต้นขนาดใหญ่พร้อมที่จะออกปลีโดยที่
“อาชีพประมง” เป็นอาชีพที่จับสัตว์น้ำหรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำประมงนั้นสามารถทำได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกอาชีพของคนไทยที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล อาชีพประมงจะมีมากบริเวณภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการทำประมงน้ำเค็ม ส่วนการทำประมงน้ำจืดนั้นจะมีอยู่ทั่วไปตามพื้นที่ที่มีแม่น้ำไหลผ่าน ซึ่งจะพบมากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายสำคัญของคนไทยที่ไหลผ่านหลายจังหวัดด้วยกัน การทำประมงน้ำจืดส่วนมากที่พบบริเวณริมฝังแม่น้ำเจ้าพระยาจะเป็นการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งปลาที่เพาะเลี้ยงก็จะเป็นปลาเศรษฐกิจของไทย อย่างเช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุกบิ๊กอุย ฯลฯ คุณพะเยาว์ และ คุณประมวล รุ่งทอง สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองเป็นเกษตรหัวไวใจสู้พร้อมที่จะเปิดรับความรู้ใหม่ๆ กล้าที่จะทดลองและรับแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร ปัจจุบันทั้งสองมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คุณประมวล (ภรรยา
คุณพะเยาว์ และ คุณประมวล รุ่งทอง สองสามีภรรยา อยู่ที่จังหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองเป็นเกษตรกรหัวไวใจสู้พร้อมที่จะเปิดรับความรู้ใหม่ๆ กล้าที่จะทดลองและรับแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร ปัจจุบันทั้งสองมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าของสูตรใช้กล้วยน้ำว้าเลี้ยงปลา “สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงปลานั้นจะเป็นอาหารเม็ดทั่วๆ ไป โดยจะให้วันละ 3 เวลา (เช้า กลางวัน เย็น) บวกกับรำข้าวผสมกับกล้วยน้ำว้าสุกบด (เสริมเฉพาะปลานิล ส่วนปลากดหลวงจะหั่นเป็นชิ้นๆ ลักษณะกล้วยบวชชี) วันละ 1 เวลา ซึ่งเลือกในช่วงกลางวันเพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สะดวกที่สุดของผู้เพาะเลี้ยงที่จะมีเวลาเตรียมบดกล้วยในช่วงเช้า เช้า, กลางวัน, เย็น ตามความสะดวกของผู้เลี้ยง” คุณประมวล เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการนำกล้วยน้ำว้ามาเลี้ยงปลานั้น มาจากการเพาะเลี้ยงปลาในช่วงนั้น มีต้นทุนในการผลิตสูงในเรื่องของอาหาร ทำให้ไม่คุ้มต่อผลตอบแทนที่ได้มาในแต่ละครั้ง ทุกฟาร์มเกิดปัญหาเดียวกันหมด ทำให้ตนเองต้องหาหนทางลดต้นทุนการผลิตในเรื่องของอาหารลง จึงเกิดแนวคิดนำกล
นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่ากล้วยน้ำว้ามะลิอ่องนับเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดพิษณุโลก หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืช ที่มีโอกาสทางตลาด และมีความต้องการในอุตสาหกรรมการแปรรูป โดยกล้วยน้ำว้าสดที่ใช้เป็นวัตถุดิบมีทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด (สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และ ตาก) ซึ่งกล้วยตากบางกระทุ่มเป็นสินค้า GI และเป็นของฝากที่คนมาเยือนพิษณุโลกเมืองสองแควจะต้องซื้อ โดยเฉพาะการมานมัสการหลวงพ่อพระพุทธชินราช ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) จึงนับได้ว่ากล้วยตากเป็น Signature ของจังหวัดพิษณุโลก ทั้งนี้ สศท.2 ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาสินค้ากล้วยน้ำว้า ทดแทนการผลิตข้าวนาปีในพื้นที่ไม่เหมาะสมจังหวัดพิษณุโลก ตามโครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) และจัดทำแนวทางพัฒนาสินค้ากล้วยน้ำว้าเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ จาก
กล้วยน้ำว้าในประเทศไทย พบว่ามีอยู่ประมาณ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้ขาว กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้เหลือง และกลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้แดง โดยกล้วยน้ำว้าในแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น กล้วยน้ำว้าไส้ขาว ที่รู้จักกันดีคือ “กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง” เป็นกล้วยน้ำว้าไส้ขาว เมื่อนำไปทำ “กล้วยตาก” จะได้กล้วยตากที่สีเหลืองสวย ไม่ดำคล้ำ หรือเอาไปทำกล้วยแผ่นอบ ก็จะมีสีเหลืองสวยพอดี ไม่เหลืองมาก เหมือนกลุ่มกล้วยน้ำว้าเหลือง ส่วนกล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้เหลือง เหมาะสำหรับการกินผลสด ทำกล้วยเชื่อม กล้วยทอด กล้วยบวชชี เป็นกล้วยที่เหมาะสำหรับการแปรรูป ทำขนม ใช้งานได้หลากหลายที่สุด สุดท้ายคือ กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้แดง เป็นกล้วยที่ติดผลค่อนข้างดก ไส้กลางค่อนข้างแข็ง มีความฝาด จะเหมาะนำไปทำกล้วยเชื่อม หรือทำไส้ข้าวต้มมัด เพราะไส้กล้วยมีความแข็งไม่เละ กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้แดงนั้น ไม่เหมาะที่จะนำไปทำกล้วยตาก เพราะกล้วยตากที่มีสีคล้ำดำ สีไม่สวย ดูเหมือนกล้วยตากเก่า ในกรณีดังกล่าวก็เคยเกิดขึ้นกับผู้ปลูกหลายรายที่ส่งกล้วยน้ำว้าไส้แดงขายกับผู้ผลิตกล้วยตาก พบว่ากล้วยตากที่ได้ม
