หลายคนคงพอได้ยินเรื่อง คาร์บอนเครดิต คาร์บอนฟุตพรินต์ หรือ Net Zero กันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรับมือกับปัญหาโลกร้อน เพื่อคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน
แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายคนที่อาจยังไม่เข้าใจชัดเจน หรือยังนึกภาพไม่ออกว่า เรื่องเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตประจำวัน ภาคการเกษตร และภาคธุรกิจของเราอย่างไรในอนาคต
ทั้งที่ในวันนี้ หลายประเทศและหลายบริษัททั่วโลก เริ่มนำเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนมาเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ของการค้า การลงทุน และการทำธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออก รวมถึงเกษตรกรไทยในอนาคตด้วย

ดร.อัมพร โพธิ์ใย นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตลาดคาร์บอน (DIT) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “จาก ERP สู่ Net Zero ทางลัดการคำนวณคาร์บอนอัตโนมัติ” ภายในงาน NAC 2026 (NSTDA Annual Conference 2026) ว่า ปัจจุบันเรื่อง Net Zero ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของภาคธุรกิจและการค้าโลก
โดยอธิบายว่า “Net Zero” หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ไม่ได้หมายถึงการปล่อยแล้วชดเชยทั้งหมด แต่คือ ‘ต้องลดการปล่อยจริง’ ให้ได้มากที่สุด ก่อนจะใช้วิธีดูดกลับหรือชดเชยคาร์บอนในสัดส่วนที่เหลือ ซึ่งในหลายแนวทางสากล กำหนดให้การชดเชยทำได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ขณะที่อีกกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ต้องมาจากการลดการปล่อยโดยตรง
ส่วนการดูดกลับคาร์บอน สามารถทำได้ผ่านเทคโนโลยีอย่าง CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) รวมถึงการใช้ ‘ไบโอชาร์’ ที่นอกจากช่วยกักเก็บคาร์บอนแล้ว ยังสามารถต่อยอดสู่ Carbon Negative ได้อีกด้วย

ดร.อัมพร กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายคนมองว่า Net Zero เป็นภาระ แต่หากวางแผนอย่างเป็นระบบ เรื่องนี้อาจกลายเป็น ‘โอกาส’ ทางธุรกิจในอนาคต เพราะปัจจุบันโลกการค้าเริ่มใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขสำคัญ ทั้งมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป รวมถึงการประเมินด้าน ESG ที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
“วันนี้อาจไม่มีใครบังคับให้ทำ แต่หากไม่มีข้อมูลด้านคาร์บอน หรือไม่มีแผน Net Zero คู่ค้าก็อาจเลือกไม่ทำธุรกิจด้วย” พร้อมชี้ว่า ในอนาคตการแข่งขันจะไม่ได้วัดแค่คุณภาพสินค้า แต่รวมถึงระดับการปล่อยคาร์บอน และเป้าหมาย Net Zero ของแต่ละองค์กรด้วย
ทั้งนี้ หลายประเทศ ตั้งเป้าสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ทำให้ธุรกิจที่สามารถลดคาร์บอนได้เร็วกว่า อาจมีโอกาสทางการแข่งขันมากกว่าในระยะยาว
สำหรับแนวทางการจัดการข้อมูลคาร์บอน ดร.อัมพร อธิบายว่า ปัจจุบันโรงงานจำนวนมากมีระบบ ERP หรืออย่างน้อยก็มีข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ข้อมูลเหล่านี้มักถูกใช้เพียงเพื่อคำนวณต้นทุนหรือบริหารวัตถุดิบ ทั้งที่จริงสามารถนำมาต่อยอดสู่การคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ได้

ข้อมูลจาก ERP สามารถนำมาคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านระบบ Data Integration ก่อนเชื่อมเข้าสู่ระบบคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (CFO : Carbon Footprint for Organization) และต่อยอดสู่การประเมินทั้งห่วงโซ่อุปทานได้

ทีมวิจัยจึงพัฒนาแพลตฟอร์ม “A-CAM” หรือ Automatic Carbon Accounting & Management ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคำนวณคาร์บอนอัตโนมัติ แต่ยังช่วยบริหารจัดการข้อมูลและวางแผนลดการปล่อยคาร์บอนด้วย
ระบบดังกล่าวประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่
- แหล่งกำเนิดข้อมูล : ดึงข้อมูลอัตโนมัติจาก Sensor และระบบ ERP
- ตัวกลางอัจฉริยะ : ส่งข้อมูลเข้ารหัสผ่าน Zcarbon Box
- สมองกล : ประมวลผล คำนวณบน Cloud ด้วย Emission Factors ล่าสุด
- การแสดงผล : แสดงผ่าน Dashboard ทันที
จุดเด่นสำคัญ คือ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องคำนวณข้อมูลด้วย Excel แบบเดิม ลดความเสี่ยงจาก Human Error และช่วยลดเวลาการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ จากกรณีศึกษาในภาคอุตสาหกรรม
ดร.อัมพร ยังระบุว่า หากข้อมูลหรือกระบวนการใดในองค์กรยังไม่ถูกต้อง ระบบก็สามารถช่วยปรับปรุงและเติมเต็มข้อมูลได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและธุรกิจโรงแรม ซึ่งต้นทุนหลักมักมาจาก “ค่าไฟฟ้า” และ “การจัดการขยะ” ระบบจะช่วยวิเคราะห์ว่าองค์กรควรลดการปล่อยคาร์บอนจากจุดใดบ้าง เพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะที่ภาคการเกษตร ปัจจุบันเริ่มให้ความสนใจกับการสร้าง “คาร์บอนเครดิต” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำนาแบบ AWD (Alternate Wetting and Drying) หรือการใช้ไบโอชาร์ ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นส่วนสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยในหลายแนวทาง องค์กรยังสามารถใช้การซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยที่เหลืออยู่ได้ในบางสัดส่วน หลังจากลดการปล่อยจริงแล้ว

นอกจากนี้ยังได้เปรียบเทียบการทำงานแบบเดิมกับการจัดการด้วย ACAMP ว่า วิธีเดิมมักประเมินข้อมูลเป็นรายปีหรือรายไตรมาส ทำให้ใช้เวลานาน และมีความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการกรอกข้อมูล ซึ่งบางครั้งอาจเพิ่งตรวจพบตอนเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบ (Verification) ช่วงปลายปี
แต่ระบบใหม่ถูกพัฒนาให้ติดตามข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ รายวัน และสามารถตั้งเวลาอัตโนมัติได้ ช่วยลดภาระของบุคลากรและเพิ่มความแม่นยำในการประเมิน โดยอ้างอิงข้อมูลต้นทุนและข้อมูลการใช้ทรัพยากรจริงเป็นหลัก
อีกจุดสำคัญคือ การลดต้นทุนด้านการประเมิน แม้องค์กรยังต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ แต่ระบบจะช่วยลดภาระงาน ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง และสามารถขยายผลไปยังองค์กรหรือห่วงโซ่อุปทานในวงกว้างได้มากขึ้น
นอกจากการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์แล้ว ระบบยังช่วยวาง “Pathway to Net Zero” หรือเส้นทางสู่ Net Zero ให้กับองค์กร ว่าจากจุดเริ่มต้นที่ปล่อยคาร์บอนเท่าไร หากตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 จะต้องลดการปล่อยอย่างไรในแต่ละปี ซึ่งโดยทั่วไปหลายองค์กรจำเป็นต้องลดการปล่อยอย่างน้อยประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงการวัดคาร์บอน แต่ยังรวมถึงการวางแผนลดการปล่อย หรือ Decarbonization เพื่อขยายผลไปสู่ทั้งห่วงโซ่อุปทาน และครอบคลุมการปล่อยคาร์บอนในทุกมิติขององค์กร
“เราเปลี่ยน Data ให้กลายเป็น Data Asset และร่วมสร้าง Net Zero Ecosystem ไปด้วยกัน” ดร.อัมพร กล่าวทิ้งท้าย
