ข้าวโพดอินทรีย์ 2 เกิดจากการวิจัยของ ดร. โชคชัย ใช้เวลาวิจัยข้าวโพดสายพันธุ์นี้เป็นเวลา 6 ปี ข้าวโพดอินทรีย์ 2 เป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์แท้ SSWI 114 กับ KSei 14004 ผลที่ออกมานั้น ข้าวโพดอินทรีย์ 2 ให้น้ำหนักฝักสดทั้งเปลือก 2,430 กิโลกรัม ต่อไร่ น้ำหนักฝักสดที่ปอกเปลือกแล้ว 1,371 กิโลกรัม ต่อไร่ ความหวาน 15 บริกซ์ รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมมาก
แหล่งที่มา : ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่าง โทรศัพท์ 044-361-770-2

MOST POPULAR
ปัจจุบัน “วิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน” อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการทำเกษตรชุมชนเมืองอัจฉริยะ พร้อมแปรรูปเพิ่มรายได้ในรูปแบบสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งขายตลาดจริงใจ ตลาดภายในชุมชน ตลาดพรีออร์เดอร์ กลุ่มไลน์ภายในชุมชน และเพจกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน สร้างรายได้สุทธิ ในปีแรก 63,000 บาท และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี จุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นชุมชนสีเขียวแห่งนี้ เกิดจาก พี่แจ๊ส – คุณสมคิด น่วมศิริ สนใจปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จำหน่ายในชุมชน ต่อมาเป็นแกนนำรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ตำบลบางด้วน เข้าร่วมศึกษาวิจัยในโครงการสมุทรปราการโมเดล กับสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้เกษตรกรได้รับการเสริมสร้างและพัฒนาในด้านการเกษตร จนต่อยอดการพัฒนาเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน” ต่อมามีการขยายแปลงเพาะปลูก โดยพัฒนาพื้นที่ว่างใต้ทางด่วนเป็นพื้นที่ทำเกษตรแปลงรวมของกลุ่ม และพัฒนากระบวนการผลิตจนได้รับมาตรฐาน GAP ต้นแบบเกษตรเขตเมืองอัจฉริยะ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน ในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ มีสมาชิกผู้ปลูกผักเคล 15 คน ปลูกผักเคล
ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ พลังของสื่อโซเชียล ได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในทุกแวดวงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่วงการเกษตรที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเรื่องของดินและน้ำเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและโอกาสใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น สื่อเหล่านี้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมเกษตรกรรม อย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือการสร้างตลาดและแบรนด์ ที่แข็งแกร่งให้กับสวนและเกษตรกรแต่ละราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างช่องทางรายได้ใหม่ ที่ไม่ได้มาจากแค่การขายผลผลิตที่ปลูกได้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นภายในสวน ซึ่งการสร้างรายได้จากโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ โดยมีฉากหลังเป็นสวนของเราเอง อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่นักในยุคนี้ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ไม่ว่าเราจะมีสวนเล็กๆ ข้างบ้าน หรือทำฟาร์มขนาดใหญ่ ทุกคนก็สามารถใช้เสน่ห์ของการเล่าเรื่องและภาพที่สวยงาม เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง หลักหมื่นจนถึงหลักแสนต่อเดือนได้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านขอนำเสนออีกหนึ่งตัวอย่างของสวนเกษตรต้นแบบ ที่สร้างแรงบ
ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 จากการเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในภาคเหนือ กำลังถูกยกระดับจากมาตรการรณรงค์ “งดเผา” ไปสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้เกษตรกรเห็นผลตอบแทนเป็นรูปธรรม ผ่านการเปลี่ยนฟางข้าว ตอซัง และเศษวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นสินค้า พลังงานทดแทน และรายได้ใหม่ของชุมชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. เดินหน้าโครงการ “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” ปักหมุดจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ขยายผล พร้อมทำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากภาคเอกชนแล้วกว่า 20 ล้านบาท ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี ขณะที่ ARDA ใช้งานวิจัยเปลี่ยนฟางข้าวเป็นชีวมวลอัดเม็ด ลดพื้นที่เผากว่า 2,000 ไร่ เพิ่มรายได้สุทธิเกษตรกรสูงสุด 49% และเชื่อมต่อสู่ตลาดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด “ปิยะรัฐชย์” เปิดโครงการเชียงราย เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรเป็นรายได้ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายก
ยุคนี้ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่ยืนยาว แต่สิ่งที่เปรียบเสมือนฐานรากสำคัญที่สุดกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่าง “อาหารปลอดภัย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพร่างกายได้อย่างตรงไปตรงมา ตามหลัก “You are what you eat” กินสิ่งใด ร่างกายก็เป็นเช่นนั้น การหันมารักษาสุขภาพอย่างจริงจังจึงต้องเริ่มจากการใส่ใจเรื่องกิน และทางเลือกที่ทำได้ทันทีคือ การสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยด้วยมือเราเองภายในครัวเรือน ร่วมกับการปรับพฤติกรรมสุขภาพแบบรอบด้าน เพราะอาหารที่ดีต้องมาพร้อมกับพฤติกรรมที่ถูกต้อง จึงจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสุขภาพได้จริง จุดเริ่มต้น “เกษตรสวนศิลป์” ของป้าจันทร์ แห่งหนองมน ป้าจันทร์–ลภัสรดา ทศรัศมิ์ ผู้ก่อตั้งสวนศิลป์หนองมน จ.ชลบุรี มีพื้นเพเดิมเป็นชาวสกลนคร ในครอบครัวช่างทอผ้าฝ้ายย้อมคราม ก่อนที่ตัวป้าจันทร์จะย้ายมาทำงานแถบระยอง ชลบุรี และศรีราชา กระทั่งพบรักกับสามีและปักหลักกลายเป็นคนบางแสน-หนองมนมาถึงปัจจุบัน ป้าจันทร์เล่าว่าก่อนจะมาเป็นที่รู้จักในนาม “ป้าจันทร์แห่งสวนศิลป์หนองมน” ป้าเริ่มต้นจากการขายดอกเกลือจากนาเกลือผืนสุดท้ายของจังหวัดชลบุรี ส่วนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หันเข้าสู่วิถีเกษตรอินทร
