ภาพจำของการเรียนเกษตร อาจยังติดอยู่กับการทำงานกลางแดด การลงแปลง และการใช้แรงงานเป็นหลัก แต่วันนี้โลกการเกษตรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การผลิต การดูแลฟาร์ม ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด ทำให้การเรียนเกษตรไม่ได้หมายถึงการเรียนเพื่อเป็นเกษตรกรแบบเดิมเท่านั้น แต่เป็นการเรียนเพื่อสร้างทักษะอาชีพที่สามารถต่อยอดได้หลากหลาย ทั้งการเป็นผู้ประกอบการ ทำงานกับภาคเอกชน หรือก้าวเข้าสู่สายงานเกษตรเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต

อาจารย์ดุสิต สะดวก ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เผยว่า ปัจจุบันสถาบันมีวิทยาลัยในสังกัดประมาณ 10 แห่ง เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไปจนถึงระดับปริญญาตรี โดยหัวใจสำคัญของการจัดการศึกษาทุกระดับ คือการเรียนแบบวิชาชีพเป็นหลัก แล้วนำความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกัน โดยใช้อาชีพเป็นตัวตั้ง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงหลังสำเร็จการศึกษา
“ทุกระดับการศึกษา ก็จะมีการเรียนการสอนเป็นพื้นฐานอาชีพ ปัจจุบันนี้เราจะใช้ IoT เข้ามาจัดการเรียนการสอน ให้มันมีความหลากหลาย เพราะว่าเราไม่ใช่เกษตรแบบเดิมแล้ว การเรียนการสอนจึงเน้นเป็นอาชีพ เมื่อศึกษาจบแล้วก็สามารถไปประกอบอาชีพได้”

แนวทางดังกล่าวทำให้การเรียนเกษตรในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น โดยระดับ ปวช. จะเรียนรู้ผ่าน 6 กลุ่มอาชีพตลอดระยะเวลา 3 ปี ขณะที่ระดับ ปวส. มี 4 กลุ่มอาชีพในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคทฤษฎี แต่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะจากการทำงานจริง และมองเห็นเส้นทางอาชีพของตัวเองตั้งแต่ระหว่างเรียน
เมื่อจบการเรียนเกษตรแล้ว ไม่ได้บังคับว่าผู้เรียนต้องจบออกมาแล้วทำฟาร์มของตัวเองทันที หากยังไม่มีความพร้อมในการเป็นผู้ประกอบการ ก็สามารถนำทักษะที่ได้รับ ไปสมัครงานกับบริษัทเอกชน หรือเลือกเดินทางไปทำงานในต่างประเทศได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของสายอาชีพที่เปิดกว้างมากขึ้น

อาจารย์ดุสิต กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรในปัจจุบัน ทำให้นวัตกรรมกลายเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้ เพราะประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีภาคการเกษตรเป็นฐานสำคัญ ดังนั้นการผลิตกำลังคนจึงต้องตอบโจทย์ทั้งการทำงานจริง และการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ และสร้างโอกาสให้กับตัวเองได้
จากเดิมที่การเรียนเกษตรอาจเน้นความรู้เรื่องพืช สัตว์ หรือการประมงเป็นหลัก วันนี้องค์ความรู้เหล่านี้ถูกผสานเข้ากับเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบฟาร์มอัจฉริยะ โดรน ระบบ IoT ตลอดจนเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยจัดการข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้ผู้เรียนไม่ได้เรียนเพียง “ทำเกษตรเป็น” แต่ต้องเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำเกษตรมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น

“การเรียนการสอนปัจจุบันนี้ เป็นการเรียนการสอนแบบเทคโนโลยี เราใช้เทคโนโลยีเอามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทฟาร์มมิ่ง อย่างเช่น การเรียนปลูกพืช ก็ต้องใช้นวัตกรรมโดรน นวัตกรรม IoT เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นการใช้เทคโนโลยี คือการเพิ่มจำนวนผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การแปรรูป การจำหน่าย จะใช้ระบบอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการเรียนการสอนทั้งหมด การเรียนเกษตรไม่ใช้แบบเดิมอีกแล้วครับ”
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเรียนเกษตรวันนี้แตกต่างจากภาพจำในอดีต เพราะผู้เรียนสามารถเลือกพัฒนาตัวเองได้หลายด้าน ตั้งแต่การผลิตพืช การเลี้ยงสัตว์ การประมง ช่างกลเกษตร ไปจนถึงเกษตรดิจิทัล และสามารถต่อยอดทักษะเหล่านี้ไปสู่การทำงานในภาคธุรกิจ การเป็นผู้ประกอบการ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อภาคการเกษตรได้

สำหรับเยาวชนที่สนใจสายเกษตร จึงมีทางเลือกในการศึกษาครอบคลุมทั่วประเทศผ่านสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ทั้งด้านพืช ประมง สัตวศาสตร์ ช่างกลเกษตร และเกษตรดิจิทัล
“อยากจะเชิญชวนนะครับ สำหรับเยาวชนที่อยากจะเรียนเกษตรทุกสาขานะครับ ไม่ว่าจะเป็นพืช ประมง สัตวศาสตร์ ช่างกลเกษตร และเกษตรดิจิทัลต่างๆ เข้ามาเรียนที่อาชีวศึกษาเกษตรของเราทั่วประเทศ”


เพราะฉะนั้น “เรียนเกษตร” ในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการเลือกอาชีพที่ต้องทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่คือการเลือกเรียนรู้ทักษะที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี นวัตกรรม ธุรกิจ และตลาด เมื่อโลกเกษตรกำลังเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิม ไปสู่ระบบที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมากขึ้น คนรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ด้านเกษตรและทักษะด้านเทคโนโลยี จึงมีโอกาสเป็นกำลังสำคัญในการพาภาคการเกษตรไทยก้าวไปข้างหน้า
