Exclusive

‘เกษตรระบบปิด’ อาจไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่คือ “ทางรอด” ของเกษตรไทยและโจทย์ใหญ่ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ในวันที่อากาศร้อนเกินจะทน ฝนตกผิดฤดู พายุเข้าแบบไม่ทันตั้งตัว และโรคพืชแปลกใหม่ระบาดบ่อยขึ้น เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้มากกว่าที่เคย ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกแบบไม่เป็นมิตร “การทำเกษตร” จึงไม่อาจยึดรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป

Distar Fresh Farm คือหนึ่งในตัวอย่างของการทำเกษตรสมัยใหม่ที่มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรเข้ามาใช้ในการทำเกษตร ด้วยการพัฒนา “เกษตรระบบปิด” ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ความสะอาด หรือปลอดภัยจากสารพิษเท่านั้น แต่ยังออกแบบให้รับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ปลดล็อกข้อจำกัดของฤดูกาล สภาพอากาศ และศัตรูพืช ให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารได้อย่างสม่ำเสมอ มั่นคง และยั่งยืน

DISTAR FRESH Farm โมเดลเกษตรที่ควบคุมต้นทุนได้จริง ราคาผักไม่ผันผวนตามราคาตลาด

เทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเชน-สานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง DISTAR Fresh Farm โดยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจให้ฟังว่า ‘เดิมทีเราเป็นเพียงผู้บริโภคคนหนึ่ง ที่เคยกังวลกับผักปลอดสารพิษในตลาด เพราะแม้จะมีฉลากรับรอง แต่หลายครั้งกลับพบสารตกค้างเกินมาตรฐาน และไม่มีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี’

จากความไม่แน่ใจนั้น ทำให้คุณเชนตัดสินใจลงมือปลูกผักกินเอง เพื่อให้คนในครอบครัวได้กินของดี ปลอดภัย และรู้ที่มา จนกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ต่อยอดมาเป็น DISTAR FRESH Farm ในวันนี้


คุณเชน ยังบอกอีกว่า “ที่ DISTAR FRESH Farm ถูกออกแบบ Business Model ที่ทำให้สามารถจำหน่ายผักในราคาคงที่ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องขึ้นลงตามกลไกตลาด ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญในยุคที่ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรผันผวนแทบทุกวัน เพราะเราใช้ระบบปลูกในห้องปลอดเชื้อ ควบคุมทุกปัจจัย ทั้งแสง อุณหภูมิ และความชื้น ทำให้ต้นทุนการผลิตของเรานิ่ง ไม่ต้องรับมือกับภัยธรรมชาติหรือศัตรูพืชที่ทำให้ต้นทุนบานปลาย”

ทำไม “Indoor Vertical Farm” ถึงเหมาะกับประเทศไทย

โดยทั่วไปแล้ว เทคโนโลยี Indoor Vertical Farm หรือการปลูกพืชแนวดิ่งในอาคาร มักถูกพัฒนาขึ้นในประเทศที่มีพื้นที่จำกัดหรือภูมิอากาศไม่เอื้อต่อการเพาะปลูก เช่น ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์

แต่สำหรับประเทศไทย แม้จะมีพื้นที่เกษตรมากและแสงแดดเพียงพอ แต่สภาพแวดล้อมกลับเต็มไปด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวน อากาศร้อนชื้น แมลงศัตรูพืชจำนวนมาก รวมถึงมลพิษจากแหล่งภายนอก ทั้งฝุ่น ควัน และสารเคมีจากแปลงเกษตรใกล้เคียง

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แนวคิด Indoor Vertical Farm ในไทยถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหา “สารพิษ” เป็นหลักมากกว่าปัญหาพื้นที่หรืออากาศ เพราะเมื่อพืชถูกปลูกในห้องปลอดเชื้อ ซึ่งไม่มีแมลง มด หรือพาหะของโรค ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีใดๆ อีกต่อไป

ยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่ธรรมชาติไม่บริสุทธิ์เหมือนเดิม อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นพิษ แม่น้ำมีโลหะหนักปนเปื้อน ดินสะสมสารเคมี การพึ่งพาธรรมชาติอย่างเดิมจึงไม่อาจการันตีความปลอดภัยได้เหมือนเมื่อก่อน

ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยี Indoor Vertical Farm จึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญของเกษตรไทยในอนาคต โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยจากสารตกค้าง

‘เกษตรระบบปิด’ ทางรอดของเกษตรกรในยุคที่ธรรมชาติคาดเดาไม่ได้

ในยุคของภูมิอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง การทำเกษตรแบบดั้งเดิมกลายเป็นเรื่องเสี่ยงขึ้นทุกวัน ฝนตกผิดฤดู พายุ น้ำท่วม แมลงระบาด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นั่นจึงเป็นที่มาของ “เกษตรระบบปิด” หรือการปลูกพืชในห้องปลอดเชื้อแบบแนวตั้ง ที่สามารถผลิตอาหารได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องพึ่งพาฤดูกาลธรรมชาติ ไม่มีโรคพืช ไม่มีแมลงศัตรูพืช ไม่ต้องกังวลกับผลผลิตลดลงในหน้าร้อนหรือฤดูฝน ระบบนี้สามารถควบคุมได้ทุกปัจจัยทั้งอุณหภูมิ แสง ความชื้น และรอบการผลิต

เกษตรระบบปิดจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถทำเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด ไม่เสี่ยงสูญเสียจากภัยธรรมชาติ เมื่อควบคุมได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ก็สามารถคำนวณต้นทุน วางแผนการผลิต และคาดการณ์รายได้ได้ชัดเจน ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ

เพราะความจริงคือ “เกษตรกรรม” เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ทั้งจากสภาพอากาศ แมลง วัชพืช และราคาผลผลิตที่ผันผวน แต่การทำเกษตรระบบปิด ก็สามารถกลายเป็นธุรกิจที่มั่นคง ยั่งยืน และวางแผนการผลิตล่วงหน้าได้

ต้นทุน “เกษตรระบบปิด (Indoor)” กับ “เกษตรระบบเปิด (Outdoor)”  แพงหรือคุ้มกว่าในระยะยาว?

แม้การทำเกษตรระบบปิด จะมีต้นทุนเริ่มต้นที่สูงกว่าระบบเปิด แต่หากพิจารณาในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการทำเกษตรอินทรีย์กลางแจ้ง จะเห็นว่าระบบปิดช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนแฝงได้อย่างชัดเจน

ยกตัวอย่าง หากเราต้องการผลิตผักให้ได้เดือนละ 10 ตัน ด้วยระบบเปิดต้องใช้พื้นที่ถึง 20 ไร่ และแรงงานอย่างน้อย 40 คนสำหรับการถางหญ้า หากไม่ใช้สารเคมี ต้องซื้อชีวภัณฑ์มาควบคุมโรค แมลง และวัชพืช ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และอาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ในขณะที่ระบบปิด ซึ่งควบคุมทุกปัจจัยได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่อุณหภูมิ แสง ไปจนถึงความชื้น สามารถปลูกผักได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องพึ่งฤดูกาล ลดการใช้แรงงาน ลดความเสี่ยง และมีผลผลิตที่สม่ำเสมอ

เมื่อเทียบกับอดีต ต้นทุนการปลูกในระบบปิดก็ลดลงอย่างมาก ในช่วงเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีก่อน ต้นทุนผักต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 100 บาท ทำให้ขายจริงแทบไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ต้นทุนลดลงจนอยู่ที่ 40 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับผักทั่วไปในท้องตลาด และแนวโน้มจะลดลงอีก ด้วยนวัตกรรมด้านพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น หลอด LED รุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานเพียง 14 วัตต์ แต่ให้แสงสว่างเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช และที่สำคัญระบบปิดไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ในขณะที่ฟาร์มกลางแจ้งต้องเผชิญพายุ ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือแมลงระบาด ฟาร์มในอาคารสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเพิ่มเครื่องปรับอากาศหรืออัปเกรดอุปกรณ์บางจุดเท่านั้น

คุณเชน เล่าว่า “รูปแบบการจำหน่ายของเราเน้นระบบ Subscription หรือการ “ผูกปิ่นโต” กับลูกค้าแบบรายเดือน รายไตรมาส ทำให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า “คุณภาพเหมือนเดิม ราคาก็เหมือนเดิม” ไม่ต้องกังวลกับราคาผักที่ขึ้นลงตามฤดูกาล ในยุคที่เกษตรกรรมเต็มไปด้วยความเสี่ยง โมเดลที่ยั่งยืนและควบคุมได้แบบนี้ อาจเป็นคำตอบสำคัญของเกษตรไทยในอนาคต”

คุณเชนยังบอกอีกว่า “เกษตรระบบปิดอาจเป็น “ทางเลือก” ในวันนี้ แต่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ภายใต้ภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง มันอาจกลายเป็น “ทางรอด” ที่จำเป็นสำหรับการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน”การตัดสินใจเลือกเส้นทางจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งกำลังการลงทุน พื้นที่ สภาพอากาศ และมุมมองต่ออนาคตของการเกษตรไทย ว่าควรเป็นแค่ “ภาคการผลิต” หรือควรยกระดับสู่ “ภาคอุตสาหกรรมอาหารที่ยั่งยืน”

Related Posts