ปศุสัตว์
หากพูดถึงการเลี้ยงหมู หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “หมูอุตสาหกรรม” ที่เน้นความรวดเร็วและปริมาณ หรือขยับมาสายรักสุขภาพหน่อยก็จะเป็น “หมูอินทรีย์” ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมี แต่เคยได้ยินชื่อ “การเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิก” กันบ้างไหม ถ้ายังไม่คุ้น วันนี้ ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบการเลี้ยงหมูที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าหมูอินทรีย์ทั่วไป และเป็นเทรนด์ที่น่าจับตาในกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน หากจะพูดถึงต้นแบบของการเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิกในเมืองไทย ชื่อของ “หมอฟิวส์-วานิชย์ วันทวี” ผู้ก่อตั้ง ว.ทวีฟาร์ม ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น คือหนึ่งในบุคคลต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าระบบนี้สำเร็จได้จริง หมอฟิวส์คือสัตวบาลคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสได้เดินทางไปฝึกงานที่เยอรมนี และได้ซึมซับแนวคิดการทำเกษตรกรรมยั่งยืนแบบยุโรปอย่างลึกซึ้ง เมื่อกลับมาบ้านเกิด เขาจึงไม่เพียงแค่มาสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ แต่มาเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า “เกษตรกรต้องไม่มองว่าตัวเองเป็นแค่เกษตรกร แต่ต้องมองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจเกษตร” หมอฟิวส์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์ม
สำหรับคนเลี้ยงโคแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการเดินเข้าไปในคอกตอนเช้า แล้วพบว่าโคตัวโปรดนอนท้องโป่งขยายใหญ่ ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด หายใจหอบถี่ และปฏิเสธอาหารทุกชนิด ทราบหรือไม่ว่า อาการท้องอืดในสัตว์เคี้ยวเอื้องไม่ใช่เรื่องลมในท้องธรรมดาๆ เหมือนในคน แต่เป็นภาวะวิกฤตทางระบบย่อยอาหารที่เฉียบพลันและรุนแรง หากเกษตรกรไม่สามารถช่วยเหลือหรือปฐมพยาบาลได้อย่างทันท่วงที แรงดันแก๊สที่สะสมมหาศาลอาจพรากชีวิตสัตว์เลี้ยงในฟาร์มไปได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น หัวใจสำคัญของการรักษาชีวิตโคคือการเข้าใจกลไกและรู้ทันสาเหตุ เนื่องจากกระเพาะหมักหรือกระเพาะผ้าขี้ริ้ว (Rumen) ของโคนั้น เปรียบเสมือนถังหมักชีวภาพขนาดใหญ่ที่ผลิตแก๊สอยู่ตลอดเวลา โดยปกติโคจะระบายแก๊สเหล่านี้ออกผ่านการเรอ แต่ถ้าวันใดที่ระบบกลไกนี้ล้มเหลว แก๊สถูกกักเก็บและระบายออกช้าเกินไป โรงงานหมักแห่งนี้ก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาทันที ดังนั้น อาหารท้องอืด (Bloat) จึงเป็นความผิดปกติของระบบย่อยอาหารในกระเพาะส่วนหน้า (กระเพาะหมักใหญ่) โดยแก๊สที่เกิดจากขบวนการย่อยถูกขับออกช้าหรือไม่ถูกขับออก ปริมาณแก๊สสะสมอยู่ในกระเพาะเป็นจำนวนมาก
ไก่เคเคยูวัน (KKU 1) เป็นไก่พื้นเมืองที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีสายเลือดลูกผสมไก่พื้นเมืองอยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ สามารถเลี้ยงด้วยระบบเปิดแบบไก่พื้นเมืองแท้ๆ ได้ เพราะมีความต้านทานโรค ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และที่สำคัญใช้เวลาเลี้ยงระยะสั้นอยู่ที่ 35 วัน ไก่จะได้น้ำหนักต่อตัวอยู่ที่ 1.2 กิโลกรัม รศ.ดร.วุฒิไกร บุญคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (NCAB) มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าว่า โครงการพัฒนาสายพันธุ์ไก่เคเคยูวันได้รับทุนวิจัยจาก สกว. เพื่อนำมาพัฒนาสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองของไทยมีตั้งแต่ไก่ประดูหางดำ ไก่ภาชี ซึ่งการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไก่พื้นเมืองถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก และต่อมาได้ทำการขยายองค์ความรู้เพื่อที่จะได้นำมาใช้ประโยชน์ จากไก่พื้นเมืองได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของรสชาติและความโดดเด่นที่เป็นไก่บ้าน จึงได้ทำการวิจัยต่อเนื่องมาให้เป็นไก่ลูกผสมพื้นเมืองจนได้เป็นไก่พื้นเมืองลูกผสมเคเคยูวัน “ประมาณปี 2563 เราได้ประกาศพันธุ์อย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ ช่วงนั้นก็มีคนช่วยกันตั้งชื่อว่า ไก่ไร้เกาต์ ไก่โลยูริ
ไก่แจ้เป็นสัตว์สวยงาม เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย การเลี้ยงไก่แจ้โดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ไก่แจ้สากลและไก่แจ้ไทย สีที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ สีขาว สีดำ สีทอง สีกระดำ สีเทา สีขาวหางดำ สีประดู่ สีบาร์ สีโกโก้ และสีลายดอกหมาก รูปพรรณไก่แจ้ที่ดีทั่วไปควรมีลักษณะเหมือนหยดน้ำ หน้าดี สีสวย กระรวยดั้ง หางดอก อกกลมสมส่วน ตลาดไก่แจ้ที่ถูกยกระดับขึ้นมาให้มีการประกวดประชันความสวยของไก่ ความนิยมเก็บสะสมไก่แจ้ให้ครบตามสีสากลและสีมาตรฐานของไทย ทำให้ไก่แจ้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงสวยงามที่ราคาค่อนข้างสูง หากจะให้ได้รูปทรงไก่ที่ได้มาตรฐานและเก็บสะสมสีให้ครบตามแบบฉบับคนนิยมไก่แจ้ ทุกวันนี้ การเลี้ยงไก่แจ้มีตลาดรองรับที่ชัดเจน สามารถเลี้ยงขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หรือลูกไก่ สำหรับไก่แจ้ที่มีคุณภาพดีและแข็งแรงขายได้ราคาดี ลูกไก่ อายุ 2 เดือนราคาตัวละ 100-500 บาท ส่วนพ่อแม่พันธุ์ราคาตัวละ 2,000-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับความสวยงาม ดังนั้นการเลี้ยงไก่แจ้จึงเป็นหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ดีไม่แพ้อาชีพอื่นๆ เลยทีเดียว สำหรับมือใหม่ที่สนใจเลี้ยงไก่แจ้พันธุ์แท้ คุณภาพดี ควรเลื
การเลี้ยงสัตว์ให้ประสบความสำเร็จ สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดี อาหารสัตว์นับเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะต้นทุนส่วนใหญ่มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์มาจากค่าอาหารสัตว์ หากเกษตรกรเลือกใช้อาหารที่ดี ราคาถูกก็จะลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ได้มาก การปลูกพืชอาหารสัตว์ให้ได้ผลดี จำเป็นต้องเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ หญ้ากินนีสีม่วง หญ้ากินนีสีม่วง เป็นหนึ่งในพืชอาหารสัตว์ที่เกษตรกรนิยมปลูกทุกภูมิภาคทั่วไทย เพราะเป็นหญ้าอายุหลายปี เจริญเติบโตแบบกอตั้ง ลำต้นแตกแขนงเป็นกอคล้ายกอตะไคร้ มีความสูง 2-3 เมตร มีใบขนาดใหญ่ ดก อ่อนนุ่ม จุดเด่นมีโคนต้น หน่อ และช่อดอกเป็นสีม่วง แตกต่างจากหญ้าอาหารสัตว์พันธุ์อื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่มีสีเขียวอย่างเด่นชัด และมีขนาดเมล็ดใหญ่กว่าหญ้ากินนี หญ้ากินนีสีม่วง ทนทานต่อความแห้งแล้ง ให้ผลผลิตสูง มีคุณค่าทางอาหารสูง โคเนื้อ โคนม กระบือ แพะแกะ ชอบกิน ทนต่อการเหยียบย่ำ ทนต่อการเผาใหม้ ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ยไนโตรเจนได้ดี เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้งหรือหญ้าหมัก การปลูก หญ้ากินนีสีม่วงสามารถปลูกได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ตั้งแต่ที่ดอน ดินเ
ไข่ไก่ ถือเป็นสินค้าเกษตรที่มีความต้องการสูง แต่ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ในแต่ละวันที่ป้อนเข้าสู่ตลาดก็สูงเช่นกัน เมื่อเทียบกับอัตราการบริโภคเฉลี่ยของคนไทยที่น้อยกว่าปริมาณผลผลิตต่อวัน เรียกว่าโอเวอร์ซัพพลาย เพราะฉะนั้นเมื่ออุปสงค์-อุปทานไม่สมดุลกันเช่นนี้ จึงเป็นที่มาของปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนอยู่บ่อยครั้ง เป็นสาเหตุทำให้เกษตรกรหลายรายปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยง จากเคยเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดหรือเลี้ยงในกรงตับ เปลี่ยนมาเลี้ยงในระบบเปิดแทน เน้นปล่อยให้หาอาหารกินเองตามธรรมชาติ หรือบางฟาร์มที่พัฒนาไปกว่านั้นคือการเลี้ยงแบบระบบอินทรีย์ เพื่อลดคู่แข่งทางการตลาด เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรักสุขภาพ แถมยังขายไข่ได้ราคาสูงกว่าไข่ที่เลี้ยงในระบบปิดทั่วไปอีกด้วย คุณศุภกร ชินบุตร หรือ พี่จี๊ป เจ้าของบ้านสวนสานสุข-ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ฮาร์เวสท์ไลฟ์ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 126/10 หมู่ที่ 5 ตำบลอ่างหิน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี อดีตพนักงานประจำของฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผันตัวทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ สร้างระบบหมุนเวียนภายในสวน ลดต้นทุน สร้างรายได้เข้ากระเป๋าทุกวัน พี่จี๊ป เล่าถึ
ท่ามกลางกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับปัญหาภาวะโลกร้อนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคการเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดก๊าซสำคัญกำลังถูกจับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะการเลี้ยงปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปล่อยก๊าซมีเทน แนวคิดการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างผลประโยชน์ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หนึ่งในนั้นคือ คุณเอก-อัครพล ธนวัฒนาเจริญ CEO & Co-Founder ของ Locol Company ที่นำของเหลือทางการเกษตรอย่าง “โกโก้” มาต่อยอดเป็นอาหารเสริมสำหรับโค เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง เปลี่ยนของเสียเป็นทางรอดสิ่งแวดล้อม อาหารเสริมจากโกโก้ ลดก๊าซมีเทนในฟาร์มโค คุณเอก เล่าให้ฟังว่า การเลี้ยงโคถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะการเรอและการผายลมของโคในทุกวัน ซึ่งถ้าโครวมกันเป็นประเทศจะเป็นประเทศอันดับ 3 ของโลกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือว่ามีปริมาณที่เยอะมาก และของเสียที่เหลือจากภาคการเกษตรเอง ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกนำไปทิ้ง เมื่อนำมาเผาทำลายทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกส่วน ด
“อาชีพทางการเกษตร” จุดเริ่มต้นมาจากสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าแรงบันดาลใจ จนเกิดคำตอบที่แท้ที่จริงแล้วว่า คืองานที่เกษตรกรหลายท่านมองว่าไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว กลับเป็นงานที่เขาต้องมาทำอย่างจริงจัง และเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้อย่างมั่นคงทางรายได้ พร้อมกับพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนเกิดความเชี่ยวชาญและชำนาญในสิ่งที่ทำ สามารถอยู่บ้านกับครอบครัวโดยที่ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปในเมืองใหญ่ ว่าที่ ร.ต.หญิง สุภาภรณ์ ซอนดอก หรือ คุณพร หญิงแกร่งแห่งเมืองย่าโม เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคนในครอบครัว นั้นก็คือ คุณชายกลาง เหล่านาดี พี่ชายของเธอที่ยึดอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อสร้างรายได้ จากการได้เห็นต้นแบบจากคนใกล้ชิดนี้เอง ความมุ่งมั่นในการทำประกอบอาชีพทางการเกษตร จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอได้ลาออกจากงานประจำมาทำปศุสัตว์ผสมผสานควบคู่กับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ด้วย คุณพร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนทำงานประจำเป็นสาวออฟฟิศ ในระหว่างนั้นแฟนของเธอได้ซื้อโคเนื้อเข้ามาเลี้ยง เพื่อหวังจะสร้างผลกำไรที่ได้จากการเลี้ยงไว้เป็นเงินเก็บให้กับครอบครัว โดยในช่วงแรกๆ เน้นจ้างคนอื่นเลี้ยง จึงทำให้ต้นทุนการเลี้ยงส
ในยุคที่ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ปีกพุ่งสูง ทั้งโรคระบาด อากาศแปรปรวน และการลดใช้ยาปฏิชีวนะ กลายเป็นโจทย์สำคัญของเกษตรกรยุคใหม่ “การเสริมภูมิคุ้มกันจากอาหาร” จึงเป็นอีกหนึ่งทางรอดที่ทั้งปลอดภัย ประหยัด และทำได้จริง บทความนี้จะพาไปเปิด “สูตรอาหารเสริมภูมิ” ที่ใช้วัตถุดิบใกล้ตัว แต่มีงานวิจัยรองรับ และเกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที อย่างที่เกษตรกรทราบกันดี สัตว์เลี้ยงประเภทสัตว์ปีก อย่างไก่ เป็ด นกนั้น มักพบว่ามีโรคระบาดเกิดขึ้นเป็นประจำ จะเห็นได้จากข่าวการสูญเสียที่เกษตรกรจำเป็นต้องฆ่าเป็ด ไก่ นก ที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนก H5N1 กันยกเล้า ที่ไม่เพียงจะติดต่อกันโดยสัตว์เท่านั้น ยังแพร่เชื้อสู่คนอีกด้วย การทำลายทิ้งจึงเป็นวิธีรับมือที่ช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดได้ดีที่สุด ทำไม “ภูมิคุ้มกัน” จึงสำคัญกับสัตว์ปีก ระบบภูมิคุ้มกันคือด่านแรกที่ช่วยป้องกันเชื้อโรค ทั้งไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต หากสัตว์มีภูมิคุ้มกันดี จะช่วยลดอัตราการป่วยและการตายได้อย่างมีนัยสำคัญ ในทางปฏิบัติ ฟาร์มที่จัดการอาหารดี มักพบว่า ไก่แข็งแรง โตไว ตอบสนองวัคซีนได้ดี อัตราการรอดสูงขึ้น ความสำคัญของภูมิคุ้มกันในสัตว์ปีก ระบบภูมิคุ้ม
ในยุคต้นทุนการผลิตสัตว์เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โมเดลการเลี้ยงไก่กินไข่.. ออมทรัพย์รายวัน เลี้ยงเอง กินเอง ขายเอง ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเลี้ยงไก่ไข่พื้นเมืองพันธุ์แดงดอกคูณ (DDK) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ทนโรค ทนร้อนและให้ไข่ดก การเลี้ยงไก่แบบปล่อยแปลงอิสระ .. free range ใช้อาหารพื้นถิ่น เลี้ยงง่าย โตไว ไข่ดก คุณสมบัติเด่นคือ ไม่มีกลิ่นคาว มวลเนื้อไข่แน่น ไข่แดงเข้มข้น ไข่ขาวอร่อยกลมกล่อม พร้อมคุณค่าที่ต้องบอกต่อ รู้จักไก่ไข่พันธุ์แดงดอกคูณ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้การนำของ รศ.ดร.สจี กัณหาเรียง ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงสายพันธุ์ “ ไก่ไข่พื้นเมืองพันธุ์แดงดอกคูณ” ที่มีต้นพันธุ์ มาจากไก่พื้นเมืองไทยแท้ พันธุ์ชีและไก่ไข่ทางการค้า พัฒนาสายพันธุ์ต่อเนื่องมากกว่า 5 ชั่วรุ่น โดยเน้นให้มีลักษณะการให้ผลผลิตไข่ที่สูงขึ้น คุณภาพไข่ดี ไข่ไก่แดงดอกคูณ มีสัดส่วนปริมาณไข่แดงสูง 26-28%ของไข่ทั้งฟอง และโปรตีนไข่ขาว มีสีขาวใส มีความยืดหยุ่นและคงตัวเป็นก้อนโปรตีนที่ดี ทำให้ไข่มีความสด เก็บได้นาน ไข่ขาวไม่มีกลิ่นคาว ที่มาของชื่อ “ ไก่ไข่พื้นเ
