ปศุสัตว์
ปัจจุบันกระแสเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องลดขยะให้เป็นศูนย์ (Zero waste) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตรด้วยโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) เป็นแนวทางที่บูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดปริมาณของเหลือในภาคการเกษตรที่อาจก่อให้เกิดมลภาวะสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 วิสาหกิจชุมชนเพียวพลัสฟาร์ม ฟาร์มโคพันธุ์ดี ปากน้ำโพ ตำบลพระนอน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ BCG Model โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ผลิตอาหารเลี้ยงโคเนื้อจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เปลือกทุเรียน ฟางข้าว และเศษอ้อย ผ่านกระบวนการหมักจุลินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีพลาสมาพลังงานต่ำ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งวิสาหกิจฯ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2561 โดยมี นางวิยะ
ในยุคนี้ในเรื่องของวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหาร กำลังได้รับความใส่ใจมากขึ้นจากผู้บริโภคโดยมุ่งเน้นไปในเรื่องของการกินผักอินทรีย์ ตลอดไปจนถึงผักที่ปลอดภัยในการผลิต จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เกษตรกรมีการปรับตัวในเรื่องของการผลิต เพื่อให้สินค้าของตนเองเป็นที่ต้องการของตลาดและจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้น อย่างเกษตรกรทางด้านปศุสัตว์ก็ได้มีการผลิตอาหารให้ปลอดภัยมากขึ้น ด้วยการเลี้ยงสัตว์ให้ปลอดจากยาปฏิชีวนะต่างๆ หรือการเลี้ยงให้สัตว์มีอารมณ์ดี ก็จะช่วยให้ได้เนื้อสัตว์หรือวัตถุดิบที่มีคุณภาพ อย่างการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีในปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยให้ไก่ไม่เครียดแล้ว ยังส่งผลไปถึงคุณภาพของไข่ให้มีลักษณะที่พิเศษกว่าไข่ไก่ที่เลี้ยงในระบบทั่วไป ทำให้ไก่ไข่ที่ผ่านการเลี้ยงด้วยวิธีนี้เป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการ คุณปัฐยาวดี แจงเชื้อ เกษตรกรชาวจังหวัดจันทบุรี ได้มีการปรับเปลี่ยนจากการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี มาสู่การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ไข่ทุกฟองแม้มีขนาดที่แตกต่างกัน แต่สามารถจำหน่ายได้ในราคาเดียวกัน ส่งผลให้การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์นอกจากจะให้ราคาที่ดีแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการกำ
นายว่าน สังข์คำ อายุ 38 ปี ครูสอนดำน้ำใน จ.ภูเก็ต ใช้พื้นที่ว่างจำนวน 5 ไร่ หันมาเลี้ยงไก่ซิลกี้ไก่สวยงามนาน 6-7 ปี ที่คาเฟ่ Silkie cottage Trang หรือที่ ชาวจังหวัดตรังเรียกกันว่า “คาเฟ่ไก่ซิลกี้” ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ต.นาโต๊ะหมิง อ.เมือง จ.ตรัง ในช่วงแรกมีไก่ซิลกี้เพียงไม่กี่ตัว ต่อมาจึงขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้น มีทั้งไก่ขนไหม ขนไหมย้อน ขนใบและขนใบย้อน รวมเกือบ 100 ตัว ทำให้แต่ละวันมีลูกค้าพาบุตรหลานและครอบครัวมาเลือกซื้อไก่ซิลกี้กันอย่างต่อเนื่อง เจ้าของร้านจึงผุดไอเดียเปิดขายกาแฟและน้ำโซดาต่างๆ ระหว่างนั่งรอ เพื่อให้ลูกค้าและเด็กๆ นั่งชมไก่ซิลกี้ ที่เดินโชว์ตัวกันอย่างเพลิดเพลิน หากลูกค้าถูกใจไก่ตัวไหนก็อุ้มกลับบ้านได้เลย ในราคาเริ่มต้นตัวละ 250-500 บาท หากเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ราคาตัวละ 2,000-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับความสวยงาม ไก่ซิลกี้ที่ฟาร์มแห่งนี้ฉีดวัคซีนและวิตามินตามกำหนด พร้อมปล่อยให้ออกมาเดินคุ้ยเขี่ยอาหารจากธรรมชาติเหมือนไก่ทั่วไปเพื่อให้ไก่มีสุขภาพแข็งแรง ขนฟูปุกปุย ทนทานต่อโรคและร่าเริง ไก่ซิลกี้มีลักษณะคล้ายไก่ดำ คือมีกระดูกดำ เนื้อดำ และขาดำ เป็นไก่ที่เชื่องมาก จนทุกคนอุ้มเล่นไ
กรมปศุสัตว์ส่งเสริมระบบ Biogas (ก๊าซชีวภาพ) ในฟาร์มสุกรเพื่อบำบัดน้ำเสีย ลดกลิ่นรบกวน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โครงการนี้เปลี่ยนมูลสุกรเป็นพลังงานไฟฟ้าทดแทนในฟาร์มและสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งช่วยสนับสนุนนโยบาย BCG Economy ของประเทศ ต่อมา กรมปศุสัตว์ได้ขยายผลสำเร็จระบบ Biogas ในฟาร์มสุกร มาประยุกต์ใช้ในฟาร์มโคนมอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินโครงการนำร่องเพื่อสร้าง “ฟาร์มโคนมต้นแบบ” ของกรมปศุสัตว์ ในปี 2567 จำนวน 20 ฟาร์ม ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน สระแก้ว และนครราชสีมา นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.โดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร ได้ลงพื้นที่สำรวจระบบบำบัดน้ำเสียชนิดได้ก๊าซชีวภาพ (Biogas) ในฟาร์มโคนมที่เข้าร่วมโครงการนำร่องเพื่อสร้าง “ฟาร์มโคนมต้นแบบ” ของกรมปศุสัตว์ ในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Viability) พบว่าระบบ Biogas มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ชัดเจน โดยโครงการนำร่องนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งเมื่อรวมกับต้นทุนส่วนเกินของเกษ
ท่ามกลางสถานการณ์ “น้ำนมดิบล้นตลาด” ที่กำลังกดดันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ สหกรณ์โคนมการเกษตรไชยปราการ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ เลือกตั้งรับด้วยเกมรุก เร่งยกระดับจากผู้รวบรวมน้ำนมดิบสู่ผู้ผลิตสินค้านมมูลค่าสูง ภายใต้จุดขายคุณภาพระดับพรีเมียมจนได้รับฉายา “นมฮอกไกโดเมืองไทย” เดินหน้าแปรรูปน้ำนมส่วนเกินเป็น 3 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ชีส ครีมสด และกรีกโยเกิร์ต เจาะตลาดร้านอาหารและโรงแรมระดับบนในเมืองท่องเที่ยว สหกรณ์แห่งนี้มีสมาชิกกว่า 200 ฟาร์ม และมีกำลังผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยเกือบ 95 ตันต่อวัน แต่ยังสะท้อนทิศทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนมไทย จากการพึ่งพาการขายน้ำนมดิบตามโควต้า สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ ไขมันนมมาตรฐานสูง และความเข้มข้นทางโภชนาการ อันเป็นจุดแข็งสำคัญของนมไชยปราการที่ตั้งเป้าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะสื่อมวลชนและผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ลงพื้นที่ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตนมโคคุณภาพดีของสหกรณ์โคนมการเกษตรไ
ปัจจุบันจิ้งหรีด เป็นแหล่งอาหารอนาคต (Future Food) ทั่วโลกหันมาบริโภคจิ้งหรีดกันมากขึ้นเพราะเป็นอาหารโปรตีนสูง ดังนั้น จิ้งหรีดจึงเป็นแมลงเศรษฐกิจ ที่สามารถสร้างอาชีพทำรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นกอบเป็นกำ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดในรูปแบบฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอาชีพเสริมรายได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา เพราะใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย ไม่ต้องใช้น้ำมาก เด็กและผู้สูงอายุก็สามารถเลี้ยงจิ้งหรีดได้ จิ้งหรีดของไทยมีคุณภาพ เป็นสินค้าที่มีมาตรฐาน GAP ฟาร์มจิ้งหรีด สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตอบรับกระแสของโลกที่ต้องการหาอาหารโปรตีนทางเลือกใหม่ ตลอดจนความมั่นคงทางอาหารที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นโอกาสสร้างรายได้ของเกษตรกรไทยได้เป็นอย่างดี เทคนิคจัดฟาร์มจิ้งหรีดในช่วงฤดูร้อน การเลี้ยงจิ้งหรีด โดยทั่วไปสามารถเลี้ยงได้ทุกช่วงเวลา โดยช่วงที่จิ้งหรีดเจริญเติบโตได้ดีที่สุด คือ ช่วงฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่จิ้งหรีดจะกินอาหารตลอดเวลาทำให้โตไวกว่าช่วงฤดูอื่น ตลอดจนแม่พันธุ์จิ้งห
ชาวขอนแก่น พบวิธีเลี้ยงจิ้งหรีดแบบลดต้นทุนจากกากมอลล์แล้วเสริมคุณภาพด้วยวิตามินเร่งการเติบโตจิ้งหรีด ย่นเวลาการจับขาย ช่วยให้ได้เงินเร็วขึ้น มีรายได้เพิ่ม มีตลาดรับซื้อแน่นอนในราคาสูง มีรายได้เดือนละเกือบแสนบาท พร้อมมีไข่จิ้งหรีดคุณภาพส่งขายออนไลน์ คุณเอกลักษณ์ บัวระบัดทอง หรือ คุณกุ้ง มีบ้านพักอยู่เลขที่ 126 หมู่ที่ 1 ตำบลขามป้อม อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น ผ่านอาชีพส่วนตัว ไม่ว่าจะเปิดร้านขายอาหาร อู่ซ่อมรถ ที่ล้วนแต่เจอคู่แข่งมากมายแต่ไม่ค่อยมีลูกค้า จึงมองหาอาชีพทางเลือก ด้วยการทดลองเลี้ยงจิ้งหรีดเพราะมองว่าใช้เวลาเลี้ยงสั้น มีรายได้เร็ว ไม่ยุ่งยาก ไม่เปลืองพื้นที่ ที่สำคัญตลาดจิ้งหรีดเพิ่งโตไม่มาก มีกลุ่มเลี้ยงที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ไม่มาก จึงทำให้มีรายได้ดี จิ้งหรีดที่เลี้ยงเป็นพันธุ์ทองดำ ทองแดง เริ่มต้นทดลองเลี้ยงจำนวน 5-10 บ่อ ที่นครสวรรค์ ไปซื้อไข่พร้อมอุปกรณ์แล้วทางร้านแนะนำวิธีเลี้ยงเสร็จสรรพ โดยได้ศึกษาทางอินเตอร์เน็ตร่วมด้วย แต่ด้วยความที่ยังไม่รู้วิธีบริหารจัดการต้นทุนอย่างระมัดระวัง รอบคอบ แต่ไปมุ่งหากำไรเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น ในขวบปีแรกนักเลี้ยงจิ้งหรีดมือใหม่รายนี้จึง
การเลี้ยงหมู มักประสบปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ เศษอาหารและน้ำที่ใช้ชำระล้างสิ่งขับถ่ายปฏิกูลต่างๆ ภายในคอก สร้างมลพิษทางกลิ่นภายในฟาร์มและชุมชนใกล้เคียง จึงมีการคิดค้นและปรับปรุงคอกสำหรับการเลี้ยงหมูเพื่อกำจัดกลิ่นดังกล่าวโดยการขุดหลุมและใส่วัสดุเพื่อซับและกำจัดกลิ่นเหม็น เรียกว่า การเลี้ยงหมูหลุมที่เวียงกาหลง คุณอ้าย เดชวงศ์ยา เกษตรกรแห่งเวียงกาหลง อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 7 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ได้รับการยกย่องว่า เป็นปราชญ์ชาวบ้าน และเป็นเกษตรกรดีเด่นด้านเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2549 ของสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย เปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องเกษตรผสมผสาน ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริแบบเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย เดิมทีครอบครัวคุณอ้ายทำนาปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว ได้ผลผลิตน้อย ขาดทุนอยู่เรื่อย ต่อมาปรับพื้นที่เข้าร่วมโครงการไร่นาสวนผสม ตามคำชักชวนของสำนักงานเกษตรอำเภอเวียงป่าเป้า โดยผลิตพืชหลายชนิด มีทั้งข้าว พืชไร่ พืชผัก สมุนไพร ไม้ใช้สอย ไม้เศรษฐกิจ และไม้ผล เช่น ลำไย มะม่วง ฝรั่ง พุทรา ชมพู่ กระท้อน มะละกอ ฯลฯ ควบคู่กับการเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่พื้นเมือง
เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี นิยมปลูกไผ่รวกหวาน และกั้นพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นคอกเลี้ยงไก่ไข่ ปล่อยให้ไก่ไข่ที่เลี้ยงคุ้ยเขี่ยอาหารในป่าไผ่ตามธรรมชาติ จนได้ไข่ไก่อินทรีย์ที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี จนผลิตไม่พอขาย คุณสุพจน์ สิงโตศรี ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ตำบลดอนแร่ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิกหันมาเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์กันมากขึ้น เพราะมีต้นทุนต่ำ แต่ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป แต่ละบ้านมักเลี้ยงไก่ไข่ตั้งแต่ 100-300 ตัว การเลี้ยงในระบบนี้ ไก่ไข่จะมีอายุการเลี้ยงค่อนข้างนานกว่าไก่ไข่ที่เลี้ยงในระบบฟาร์ม ประมาณ 3-4 ปี ไก่ไข่ที่เลี้ยงระบบอินทรีย์ในบริเวณกอไผ่จะแข็งแรง ให้ไข่คุณภาพดี เพราะไก่สามารถหากินปลวก มด แมลงที่อาศัยในร่มเงาบริเวณกอไผ่ นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถประยุกต์เลี้ยงไก่อินทรีย์ระบบนี้ ในบริเวณที่มีไม้ยืนต้นประเภทต้นตะขบ หรือผลไม้ประเภทต่างๆ ได้ เพราะไก่สามารถหากินผลไม้ที่ร่วงหล่นจากกรณีแมลงวันทองเจาะกินผลได้ โดยแนะนำให้เกษตรกรนำไก่ไข่มาเลี้ยงในอัตราส่วน 20 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร เพราะโดยธรรมชาติของ ไก่ไข่มักมีนิสัยรักอิ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทั้งสัตว์ปีกและสัตว์สวยงามได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ไม่เพียงเพื่อความสวยงามหรือความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าและความผูกพันในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ตลาดซื้อขายสัตว์เลี้ยงขยายตัวจากระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับข้ามจังหวัดและทั่วประเทศ เมื่อฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์กระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ การขนส่งจึงกลายเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ขายและผู้ซื้อเข้าไว้ด้วยกัน ปัจจุบันการเดินทางไปรับสัตว์ด้วยตนเองไม่ใช่ทางเลือกหลักอีกต่อไป เพราะมีบริการขนส่งสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ สามารถดูแลสัตว์ตลอดการเดินทาง ทำให้การซื้อขายสัตว์จากต่างพื้นที่เป็นเรื่องสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น คุณภาสกร เถือนชะนาด ชาวจังหวัดมหาสารคาม เป็นหนึ่งในผู้ที่มองเห็นโอกาสจากการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยง และพัฒนาการขนส่งสัตว์ให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างจริงจัง เดิมประกอบอาชีพค้าขายทั่วไป ก่อนจะได้รับคำแนะนำจากญาติให้เข้ามาลองให้บริการด้านการขนส่งสัตว์ เมื่อได้สัมผัสการทำงานจริง พบว่ามีความต้อง
