รายงานข่าว โดย คุณกาญจนา จินตกานนท์/ตราด
เกษตรกรรุ่นใหม่ หัวใจรักการเกษตร มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักการบริหารจัดการ สามารถต่อยอดเป็นผู้ประกอบการและผู้นำการเกษตรได้ ตามโครงการ Young Smart Farmer (YSF) ของกรมส่งเสริมการเกษตร คุณจุรียพร วงษ์แก้ว หรือ คุณตั๊ก หนึ่งในผู้นำเกษตรกรกลุ่ม YSF ของอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ได้เล่าถึงกระบวนการปลูก การผลิต และธุรกิจใบพลู

ปลูกพลูทางรอดใหม่ ปัญหาช้างป่าบุกรุก ราคายางตกต่ำ

คุณจุรียพร เป็นลูกเกษตรกรชาวสวน พ่อแม่ทำสวนยางพารา แต่ประสบปัญหาราคายางตกต่ำ และในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมวมีช้างป่าบุกรุกสวนผลไม้และทำอันตรายกับคนกรีดยางพาราตอนกลางคืน จึงสนใจรวมกลุ่มชาวสวนรุ่นใหม่ YSF ปลูกพลูเพื่อการส่งออก ทำให้ชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยช้างป่ามีงานทำมีรายได้
“จังหวัดจันทบุรี อำเภอแก่งหางแมว ภูมิประเทศติดกับภูเขา ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีสภาพอากาศที่ใกล้เคียงกับภาคใต้ มีโรคและแมลงค่อนข้างน้อยการจัดการง่าย สามารถปลูกเป็นพืชหลักเชิงเดี่ยวและปลูกแซมได้ในสวนยางพารา สวนพริกไทย รอบๆ บริเวณบ้านได้เป็นรายได้เสริมและน่าจะแก้ปัญหาการบุกรุกและอันตรายจากช้างป่าได้ เพราะใบพลูเมื่อนำมาขยี้มีกลิ่นฉุน แสบร้อนของน้ำมันหอมระเหย ใบมีรสเผ็ด ช้างป่าน่าจะไม่ชอบ และไม่เคยมีช้างป่าบุกรุกเข้ามาในแปลงพลู”


พลูที่ปลูกใช้พันธุ์พัทลุงเป็นพันธุ์ไต้หวันผสมกับพลูทางใต้ที่ตลาดไต้หวันต้องการ ลักษณะใบสีเขียวเข้ม รสชาติไม่เผ็ด หวานกว่าพลูไทย การปลูกพลูจะปลูกเป็นพืชแซมสวนยาง สวนพริกไทย หรือรอบๆ บ้านเป็นรายได้เสริมก็ได้ แต่ถ้าปลูกเป็นอาชีพหลักพืชเชิงเดี่ยว มีขั้นตอนหลักๆ 5-6 ขั้นตอน
1. การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมควรเป็นที่สูง ไม่เป็นที่ชื้นแฉะ น้ำขัง และอากาศร้อนชื้น และตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงงานแพ็กกิ้ง เพราะเก็บแล้วต้องนำมาแพ็กกิ้งเพื่อให้ใบสดๆ
2. การเตรียมดิน ถ้าพื้นดินราบหรือที่ต่ำควรยกร่องดิน การปลูกระหว่างร่องระยะห่าง 1 เมตร ในร่องปลูก 2 แถวคู่ ระยะห่างระหว่างต้น 1 เมตร ระหว่างแถว 1.5 เมตร ใช้เสาปูน เสาไม้ หรือไม้ไผ่ ปักให้ยอดพริกไทยพัน ติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ให้น้ำได้กระจายหัวละ 4 ต้น และใช้ซาแรนสีดำขนาด 50%, 60%, 70% คลุมแปลงต้นพริกไทยลดความร้อนจากแสงแดด
3. การปลูก ยอดพริกไทยที่ตัดมาปลูกแช่น้ำไว้ก่อน 25 วันให้แตกราก ทำโคนพริกไทยใช้ปุ๋ยคอกหมักปักเสา เมื่อปลูกได้ 1 เดือนยอดพริกไทยจะเติบโตแข็งแรงพอที่พันรอบค้างไม้ได้ ใช้เชือกมัด และเมื่อยอดแตกพันยาวขึ้นไปยอดเสาต้องคอยมัดเป็นระยะๆ ให้ยอดสูงประมาณ 3 เมตร ไม่ให้สูงเกินไปจะเก็บลำบาก
4. การให้น้ำ เปิดสปริงเกลอร์ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที ถ้ามีฝนตกดินชื้นเว้น 2 วัน ให้ 1 ครั้ง
5. การเก็บเกี่ยว เมื่อพลูอายุ 1 ปีจะเก็บใบได้ จะใช้แรงงานในชุมชนเก็บเกี่ยวด้วยมือ เลือกเก็บใบเขียวๆ ไม่มีจุด ที่เป็นเกรด 2 เช่น ใบกรอบ แก่ มีจุดเลือกออกส่งขายให้พ่อค้าที่ฉะเชิงเทราทำ “ใบพลูนาบ” (นาบในกระทะร้อนๆ) ส่งออกอินเดีย บังกลาเทศ กิโลกรัมละ 30 บาท และ
6. การแพ็กกิ้ง ควรทำในห้องแอร์หรือที่ร่มเพื่อให้ใบสด สีสวย ถ้าส่งทางเครื่องบินใช้กล่องโฟมบรรจุวันเดียวถึง (จริงๆ 3 ชั่วโมง) ถ้าส่งทางเรือบรรจุใส่ตะกร้า 13 วันถึง
“ พลูอายุ 1 ปีจะเก็บใบขายได้ไปถึง 10-15 ปี ให้ผลผลิต 300-500 กิโลกรัมต่อไร่ 1 เดือนเก็บได้ 3 รอบ (10 วันเก็บครั้ง) ใช้ระยะเวลา 4-5 เดือนไม่เกิน 6 เดือนจะได้ทุนคืน ราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท บางครั้งสูงถึง 100 บาท 240-250 บาทแต่เป็นช่วงสั้นๆ ถ้าปลูกแซมมีรายได้ 1,000-2,000 บาทต่อเดือนพอเป็นค่ากับข้าว แต่ถ้าปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยวเป็นอาชีพหลัก 8-9 ไร่ จะมีรายได้เดือนละ 200,000-300,000 บาท เฉลี่ยไร่ละ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน”


สำนักงานเกษตรอำเภอแก่งหางแมวได้ส่งเสริมให้มีการปลูกพลู ในกลุ่ม Young Smart Farmer และสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี ได้จัดอบรมทางด้านวิชาการ การตลาด และควบคุมไม่ให้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และสนับสนุนโครงการผู้ปลูกพลูแปลงใหญ่ ต่อมาได้แนะนำกับชุมชนให้ปลูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยขยายเครือข่ายในอำเภอแก่งหางแมว อำเภอคิชฌกูฏ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราดที่อยู่ใกล้เคียง และที่จังหวัดนครปฐม


กระบวนการส่งออกพลูมีหลักๆ 3 ข้อ คือ 1. คุณภาพใบพลูที่ส่งออก ใบต้อง “สีเขียวสวยมันเรียบ” ลักษณะใบไม่บิด เบี้ยว ไม่มีลาย จุด ไม่มีสีเหลือง 2. คัดขนาด 3 ไซซ์ ขนาดเล็ก 3-4 นิ้ว ขนาดกลาง 4-5 นิ้ว ขนาดใหญ่ 5-6.5 นิ้ว 3. การแพ็กกิ้ง ต้องนำมาราดน้ำก่อนให้สด คัดขนาด ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ซ้อนใบเรียงให้สวยงามแล้วตัดขั้ว บรรจุใส่กล่องโฟมน้ำหนัก 12-15 กิโลกรัม ส่งทางเครื่องบินและบรรจุตะกร้าน้ำหนัก 25-30 กิโลกรัม ใส่ตู้คอนเทนเนอร์ ส่งทางเรือ

“ใบพลูที่ส่งออก ร้านค้าต่างๆ จะทำขายคู่กับหมากเขียวเป็นคำๆ ใส่ไส้ช็อกโกแลต ดีปลีในหมาก คำละ 20-30 บาท บรรจุกล่องมีแบรนด์ของตัวเอง ราคากล่องละ 250-500 บาทหรือ 1,000 บาท กลุ่มผู้บริโภคจะเป็นผู้ชายกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน นิยมเคี้ยวหมากกันทั้งวัน หมากพลู 1-2 คำเหมือนดื่มกาแฟ 3 แก้ว หรือเครื่องดื่มชูกำลังจนเคยชิน เชื่อว่าทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า จะซื้อหมากพลูติดกระเป๋าเป็นกล่องเคี้ยวแล้วคายทั้งวัน นอกจากไต้หวันแล้วยังมีตลาดอินเดีย ปากีสถานที่อยู่ในโซนยุโรป ออสเตรเลีย ที่ต้องการใบพลูจำนวนมาก ส่วนใหญ่ตลาดอินเดียปลูกเองและนำเข้าจากศรีลังกา พม่าที่อยู่ใกล้เคียงและรสชาติถูกใจมากกว่าแต่กลุ่มผู้บริโภคเป็นระดับชาวบ้านทั่วๆ ไปกำลังซื้อน้อยกว่าและไม่กว้างเท่าตลาดไต้หวัน


…………………..
เผยแพร่ในระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565
