พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

‘เลม่อน’ พืชมีอนาคตปลูกในวงบ่อ 50 ไร่ ดูแลง่าย ผลผลิตดก 120 ตัน ไม่พอขาย

เลม่อน (Lemon) จัดอยู่ในพืชตระกูลส้ม ที่เป็นไม้พุ่มดอกสีขาวและให้ผลผลิตสีเหลืองสดใสได้ตลอดทั้งปี ปัจจุบันในประเทศไทยเริ่มมีการนำเข้ามาปลูกอย่างแพร่หลาย และหลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่ครองใจตลาดมากที่สุดต้องยกให้ “สายพันธุ์ยูเรก้า” ด้วยจุดเด่นด้านกลิ่นที่หอม ผิวสีเหลืองนวลสวย และให้ผลผลิตต่อต้นสูง จนเป็นที่ต้องการอย่างมากของตลาดในขณะนี้

จุดประกายให้เกษตรกรหันมาปลูกเลม่อนเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงไร่ขนาดใหญ่ วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ “บ้านไร่ลินดา” ผู้บุกเบิกการปลูกเลม่อนมานานกว่า 4 ปี บนพื้นที่กว่า 50 ไร่

ซึ่งการขยายพื้นที่ปลูกในระดับสเกลใหญ่นี้ อะไรคือโอกาสและศักยภาพที่เจ้าของสวนมองเห็นในพืชชนิดนี้ ตามไปหาคำตอบพร้อมกัน

คุณเล็ก-วิจดา นพคุณ เจ้าของสวนเลม่อน“บ้านไร่ลินดา”

คุณเล็ก-วิจดา นพคุณ เจ้าของสวนเลม่อน “บ้านไร่ลินดา” ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านหลวง (เชิงดอยอินทนนท์) อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ จากนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สู่เกษตรกรมืออาชีพด้านการปลูกเลม่อน ต่อยอดความชอบให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้หลักล้านบาทต่อปี


คุณเล็กถ่ายทอดเรื่องราวให้ฟังว่า โดยพื้นฐานประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์และซื้อขายที่ดินเป็นหลัก ส่วนจุดเริ่มต้นในเส้นทางเกษตรกรรมนั้นเกิดจากอุปนิสัยส่วนตัวที่ชอบความท้าทาย และเมื่อลงมือทำสิ่งใดแล้วต้องไปให้สุดเพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าสิ่งนั้นสามารถไปต่อได้จริงหรือไม่

แม้หลายคนจะมองว่างานอสังหาริมทรัพย์ดูห่างไกลจากวิถีเกษตร แต่ด้วยความรักในต้นไม้ จึงตัดสินใจขยายสายงานและเปลี่ยนแพชชั่น ให้กลายเป็นธุรกิจที่มีระบบ เพื่อพิสูจน์ว่าหากตั้งใจทำเกษตรอย่างมีคุณภาพและมีการจัดการที่ดี จะสามารถสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนบนผืนดินที่มีอยู่ได้หรือไม่ และนั่นคือที่มาของการเริ่มต้นปลูกเลม่อน

สำหรับเหตุผลที่เลือก “เลม่อน” คุณเล็กเล่าว่าเริ่มจากความชอบส่วนตัวที่ชอบรับประทานผลไม้รสเปรี้ยวทุกชนิด ในตอนแรกชั่งใจระหว่างมะนาวไทยกับเลม่อน แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่ามะนาวทั่วไปมีคนปลูกเยอะแล้ว จึงเบนเข็มมาที่การปลูกเลม่อนแทน เพราะมองว่าเป็นพืชมีอนาคต สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ประกอบกับเมื่อ 5-6 ปีก่อน ประเทศไทยยังต้องนำเข้าเลม่อนเป็นหลักและหาเกรดพรีเมียมได้ยาก จึงมองเห็นโอกาสในช่องว่างทางการตลาดนี้ และตัดสินใจปลูกเลม่อนโดยเน้นความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก เพื่อให้ครองใจกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งนับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน สวนแห่งนี้ก็เติบโตมานานกว่า 4 ปีแล้ว

เลม่อนพืชมีอนาคต ขยับพื้นที่ 8 ไร่
สู่ฟาร์มมาตรฐาน
50 ไร่
ยกระดับสินค้าเกษตรอย่างมืออาชีพ

คุณเล็กเล่าว่า การปลูกเลม่อนของเธอเริ่มต้นจากพื้นที่เพียง 8 ไร่ โดยใช้เวลาเรียนรู้ ลองผิดลองถูก และสะสมประสบการณ์ทั้งด้านการปลูกและการตลาด จนมั่นใจว่าเลม่อนเป็นพืชที่สร้างรายได้มั่นคง จึงตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็น 50 ไร่

และในปี 2569 นี้ มีแผนจะขยายเพิ่มอีก 25 ไร่ โดยตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมสายพันธุ์เลม่อนให้ได้มากที่สุด เพื่อตอบโจทย์คนที่ต้องการกิ่งพันธุ์ที่หลากหลาย “บ้านไร่ลินดา” พร้อมดูแลแบบครบวงจร รับจบได้ในที่เดียว

“การปลูกเลม่อนที่สวนเราแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การปลูกลงดิน และการปลูกในวงบ่อ ซึ่งมีความแตกต่างกันคือ การปลูกลงดินนั้นรากจะชอนไชหาอาหารเองไปเรื่อยๆ ทำให้เราควบคุมธาตุอาหารได้ยาก ส่งผลต่อการทำผลผลิตนอกฤดู

แปลงปลูกเลม่อน ‘บ้านไร่ลินดา’

ส่วนการปลูกในวงบ่อ เราสามารถคอนโทรลน้ำและธาตุอาหารได้ทั้งหมด จึงจัดการได้ง่ายกว่า ถามว่าทำไมตอนเริ่มต้นถึงเลือกปลูกลงดิน เพราะเมื่อ 4 ปีก่อนเรายังไม่เชี่ยวชาญด้านเกษตร จึงใช้วิธีศึกษาจากหลายตำรา บางคนว่าลงดินดีกว่า บางคนว่าลงบ่อดีกว่า แต่พอได้ลงมือทำจริงถึงรู้ว่า การปลูกในวงบ่อช่วยให้เราบริหารจัดการธาตุอาหารให้อยู่ในพื้นที่ที่ควบคุมได้ง่ายที่สุด”

ปัจจุบันทางสวนเลือกปลูกเลม่อน 3 สายพันธุ์หลัก ดังนี้

พันธุ์ยูเรก้า (Eureka) ปลูกเยอะที่สุดและเป็นพันธุ์ยอดนิยมของตลาด โดดเด่นเรื่องกลิ่นและสีผิวเหลืองสวย ตอบโจทย์ทั้งเมนูเครื่องดื่ม เบเกอรี่ ประดับตกแต่งจาน รวมถึงแปรรูปได้หลากหลาย กลุ่มลูกค้าหลักคือร้านแฟรนไชส์ ร้านเบเกอรี่ โรงแรม และห้างสรรพสินค้า

พันธุ์ยูเรก้า (Eureka)

พันธุ์ลิสบอน (Lisbon) การปลูกและดูแลใกล้เคียงกับยูเรก้า แต่กลิ่นและความต้องการของตลาดยังไม่มากเท่า ซึ่งทางสวนเลือกปลูกไว้เพื่อความหลากหลาย และต้นพันธุ์ส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้ามาจากประเทศจีน บ้านเราจึงเลือกที่จะปลูกยูเรก้ามากกว่าเพราะเป็นสายพันธุ์ที่หาได้ง่ายในบ้านเรา

พันธุ์เมเยอร์ (Meyer) แม้ในบ้านเราจะยังไม่เป็นที่นิยมในวงกว้าง แต่เราก็ปลูกไว้เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มที่ต้องการเข้าถึงเลม่อนทุกสายพันธุ์

เลม่อนเป็นพืชที่ปลูกได้แทบทุกพื้นที่ เพียงแต่ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เริ่มจากการคัดเลือกกิ่งพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นกิ่งตอนหรือกิ่งเสียบยอด ต้องเลือกที่สมบูรณ์แข็งแรงเท่านั้น เพื่อให้ต้นเติบโตไวและให้ผลผลิตเร็วในอนาคต

นอกจากนี้ยังต้องใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น เลม่อนยิ่งแต่งกิ่งยิ่งดี รวมถึงการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ควรขาด การดูแลป้องกันโรคแมลง และการให้ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับตัวต้นอย่างจริงจัง ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ปลูกเลม่อนได้ หากมีองค์ประกอบครบถ้วนแบบนี้

การเตรียมดิน เลม่อนเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีที่สุดในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี และควรควบคุมค่า pH ให้อยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ซึ่งหัวใจสำคัญคือการผสมดินให้เหมาะสม ส่วนผสมหลักที่เราใช้จะมีทั้งดินร่วน แกลบดิบ แกลบดำ และขุยมะพร้าว

โดยเฉพาะการปลูกในวงบ่อ ต้องเน้นให้ดินมีความโปร่งและระบายน้ำได้ดีเป็นพิเศษ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากดินแฉะหรือระบายน้ำไม่ดีจะเกิดโรคเชื้อรา จนสุดท้ายอาจต้องจำใจสละต้นทิ้ง ส่วนการปลูกลงดินนั้น แนะนำให้เว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 4×4 เมตร

นอกจากเรื่องดินแล้วระบบนิเวศในสวน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการออกดอกติดผล สวนของเราโชคดีที่มีทำเลอยู่ใกล้ดอยอินทนนท์ ทำให้มีตัวช่วยธรรมชาติอย่าง “ชันโรง” มาทำรัง และมี “ผึ้ง” จากสวนลำไยข้างเคียงเข้ามาช่วยผสมเกสร ส่งผลให้เลม่อนที่สวนติดผลดก และยังเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า พื้นที่ปลูกของเราปลอดภัยจากสารเคมีแน่นอน

ระบบน้ำ ของเลม่อนจะคล้ายกับมะนาวตรงที่ทนแล้งได้ดี แต่ยังไงก็ต้องวางระบบให้เหมาะสมและควบคุมได้แม่นยำ ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย อย่างที่สวนตอนนี้เราเลือกใช้ระบบน้ำหยดเพื่อให้ปริมาณน้ำที่พอดี ป้องกันปัญหาโรครากเน่าโคนเน่า โดยช่วงแรกจะให้วันละ 2 รอบ เช้า-เย็น รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อต้นเริ่มโตขึ้นค่อยปรับเพิ่มปริมาณตามความเหมาะสมตามการเจริญเติบโตของต้น

การบำรุงใส่ปุ๋ย ที่สวนเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับหนึ่ง โดยจะเน้นบำรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก ทั้งปุ๋ยหมักใบก้ามปูและปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ที่ปรุงขึ้นเอง ควบคู่กับการใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อคุมโรครากเน่าโคนเน่า โรคยางไหล รวมถึงจัดการหนอนและแมลงศัตรูพืช

สำหรับมือใหม่ ช่วงเริ่มปลูกยังไม่แนะนำให้รีบใส่ปุ๋ยเพราะต้นยังเล็กเกินไป เมื่อปลูกไปสักระยะจนเริ่มติดดอกออกผลในช่วง 1-8 เดือนแรก แนะนำให้เด็ดทิ้งก่อนเพื่อให้ต้นสมบูรณ์เต็มที่ เมื่อต้นพร้อมแล้วจึงค่อยบำรุงด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักตามการเจริญเติบโต หลังจากเก็บเกี่ยวรอบแรกไปแล้ว สามารถบำรุงเพิ่มได้เดือนละครั้งโดยโรยรอบโคนต้น แต่มีข้อแม้สำคัญคือต้องเป็นมูลสัตว์ที่ผ่านการหมักแล้วเท่านั้น ห้ามใช้มูลสัตว์สดโดยเด็ดขาด เพราะจะส่งผลเสียต่อการเติบโตของต้นเลม่อนโดยตรง

การป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช ช่วงที่เลม่อนกำลังแตกใบอ่อน ถือเป็นช่วงวิกฤตที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะศัตรูพืชเกือบทุกชนิดจะพุ่งเป้ามาที่ใบอ่อนเป็นหลัก ช่วงนี้จำเป็นต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด โดยทางสวนเราจะเลือกใช้สารชีวภัณฑ์ฉีดพ่นเพื่อป้องกัน เช่น ใช้ไตรโคเดอร์มาเพื่อควบคุมโรคทางเชื้อรา อย่างโรคยางไหลและโรครากเน่าโคนเน่า ส่วนบิวเวอร์เรียจะใช้ในการควบคุมหนอนและแมลงศัตรูพืชต่างๆ เพื่อให้ต้นเลม่อนเติบโตได้อย่างปลอดภัย

ระยะเวลาการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เลม่อนจะใช้เวลาประมาณปีครึ่งถึงสองปี ในช่วงปีแรกอาจจะเริ่มเห็นผลบ้างแต่ยังไม่มากนัก พอเข้าสู่ปีที่สองผลผลิตจะดกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจริงๆ แล้วเลม่อนปลูกได้ตลอดทั้งปี อยู่ที่ว่าเราต้องการทำผลผลิตนอกฤดูเพื่อเน้นตลาดในช่วงไหน โดยมีการตัดแต่งกิ่งเป็นตัวกำหนดผลผลิต

“เมื่อเราเก็บเกี่ยวรุ่นแรกเสร็จ ก็จะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต้นและตัดแต่งกิ่งอย่างพิถีพิถัน เมื่อยอดอ่อนเริ่มแตกออกมา เราต้องดูแลใกล้ชิดทั้งการให้น้ำ ให้ปุ๋ย และเฝ้าระวังโรคแมลงหรือรากเน่าโคนเน่าไม่ให้กลับมารบกวน

เรื่องของการแต่งกิ่งเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก เราต้องเริ่มดูตั้งแต่โคนต้นให้แสงแดดส่องถึงพื้น เพื่อช่วยฆ่าเชื้อและป้องกันโรคยางไหลหรือรากเน่า ยิ่งพุ่มโปร่งมากเท่าไหร่ การสังเคราะห์แสงก็จะยิ่งดีขึ้น ที่สำคัญคือต้องจัดการกิ่งหรือใบที่ซ้อนทับออก เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของแมลงและป้องกันใบที่ไม่ได้รับแสงมาแย่งสารอาหาร ทำให้ต้นได้รับธาตุอาหารไปเลี้ยงผลได้อย่างเต็มที่”

ปริมาณผลผลิต เมื่อเลม่อนเข้าสู่ปีที่ 2 ผลผลิตจะเริ่มดก เฉลี่ยต่อต้นอยู่ที่ประมาณ 20-50 กิโลกรัมต่อปีเลย เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ติดผลดกขนาดนี้ ต้องยกความดีความชอบให้ “ชันโรงและผึ้ง” ในสวน พวกเขาเหมือนพนักงานผสมเกสรฝีมือดีที่เราไม่ต้องจ้างและไม่ต้องดูแลเลย แต่ทำงานกันขยันมาก

และอีกหนึ่งเทคนิคคือการจัดการน้ำ ช่วงก่อนออกดอกเราต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ขาดช่วงเพื่อให้ต้นพร้อมแทงดอกได้เต็มที่ พอเริ่มมีดอก แมลงผสมเกสรก็จะเข้ามาทำหน้าที่ของมัน หลังจากนั้นแค่รักษาความต่อเนื่องของการให้น้ำและคุมโรคแมลงให้ดี ผลผลิตที่ออกมาก็จะทั้งดกและผิวสวยแน่นอน

ราคาผลผลิต จะปรับขึ้นลงตามฤดูกาล โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60-120 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับการคัดเกรด ซึ่งที่สวนเราจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลักๆ คือ เกรด AA เน้นคุณภาพพรีเมียม ผิวต้องตึงสวย สีเหลืองทอง ลูกใหญ่ไร้ตำหนิ น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3-4 ลูกต่อกิโลกรัม กลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นโรงแรมชั้นนำและร้านอาหารที่นำไปใช้ตกแต่งจาน และปรุงอาหารเพื่อเพิ่มมูลค่า และ เกรด A คุณภาพรองลงมาตามมาตรฐาน

เมล่อน เกรด AA (ฝั่งขวา) ผิวตึงสวย

นอกจากนี้ เรายังมีกลุ่มตลาดที่แตกต่างออกไปอย่างงานออร์แกไนเซอร์ งานอีเวนต์ และงานแต่งงาน ที่ต้องการเลม่อนไปใช้สร้างบรรยากาศและธีมงานที่ดูหรูหราและสดชื่น

ช่องทางการตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลิตภัณฑ์หลักของทางสวนเรามีตั้งแต่ผลเลม่อนสด น้ำเลม่อนคั้น เลม่อนไซรัป เลม่อนสปาร์คกลิ้ง ไปจนถึงน้ำยาล้างจานจากธรรมชาติ

เลม่อนไซรัป

โดยผลสดเราจะส่งตรงให้กับห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านน้ำแฟรนไชส์ รวมถึงตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนน้ำเลม่อนคั้นจะเน้นตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่ซีเรียสเรื่องผิวพรรณของผล แต่ต้องการคุณภาพน้ำที่สดใหม่ ซึ่งปัจจุบันผลผลิตของเรายังผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

“หากใครที่สนใจอยากเริ่มปลูก ตลาดเลม่อนยังไปได้อีกไกลมาก เพราะเทรนด์สุขภาพในปัจจุบันทำให้ผู้คนหันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและลดสารสังเคราะห์กันมากขึ้น แต่มีข้อแม้ว่าควรเริ่มจากพื้นที่เล็กๆ ก่อน เริ่มต้นปลูกสัก 20 ต้น เพื่อศึกษาลักษณะนิสัยของเลม่อนกับตัวเราเองว่าไปด้วยกันได้ไหม ถ้าไปกันได้ค่อยลงมือปลูก จะไม่แนะนำให้ปลูกทีเดียวเป็นร้อยต้น”

สำหรับท่านใดที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม หรืออยากแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการปลูกเลม่อน สามารถทักมาสอบถามได้ที่เพจ : บ้านไร่ลินดา หรือโทร.ติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 098-241-4941

Related Posts