พืชทำเงิน

หวั่นทุเรียนล้นตลาด ผลผลิตมากกว่าปีก่อน 10% สมาคมสวนผลไม้ระยองเสนอแผนระยะสั้น-ระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืน

นายวสันต์ รื่นรมย์ นายกสมาคมชาวสวนผลไม้จังหวัดระยอง และนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ในปีนี้ผลผลิตทุเรียนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกในช่วงที่ผ่านมา ในเบื้องต้นประเมินผลผลิตทุเรียนอยู่ที่ 1,100,000 ตัน เสี่ยงเจอผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งสภาพอากาศร้อนสุดขั้ว พายุฤดูร้อนฯลฯ ผลผลิตอาจลดลง 15% หรือ ประมาณ 160,000 ตัน คาดว่าจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมาณ 8 – 9.5 แสนตัน แต่ผลผลิตก็ยังมากกว่าปีก่อน ประมาณ 10%

“ผมเชื่อว่า ปัญหาสารปนเปื้อนในทุเรียน ทั้งแคดเมียม และ BY 2 ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดจีนในปีนี้ เพราะทุกวันนี้ ชาวสวนส่วนใหญ่ต่างเข้าใจขั้นตอนปฏิบัติในสวนทั้งปฏิบัติตาม GAP และปัจจัยการผลิตมากขึ้นแล้ว ดังนั้นด้านตลาดส่งออกจึงไม่มีปัญหาอะไร” คุณวสันต์กล่าว

นายกสมาคมชาวสวนผลไม้จังหวัดระยอง แสดงความห่วงกังวล ผลผลิตจะล้นตลาดในประเทศปีนี้ เนื่องจากประเทศไทยเผชิญภาวะภัยยาวนานตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ตลอดระยะเวลา 4 เดือนเต็ม เกิดภาวะแห้งแล้ง อากาศร้อน ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเพลี้ยไฟไรแดงค่อนข้างมาก ทำให้เกิดปัญหาทุเรียนหนามจีน ซึ่งเป็นสินค้าตกเกรดที่ตลาดส่งออกไม่ต้องการ ที่ผ่านมา ไทยสามารถระบายทุเรียนตกเกรดให้กับประเทศเพื่อนบ้านคือ กัมพูชา ได้ส่วนหนึ่ง หลังจากปิดประตูการค้า ทำให้สูญเสียตลาดตรงนี้ไป  จึงเหลือทุเรียนตกเกรดภายในประเทศมากกว่าปีที่ผ่านไม่ต่ำกว่า 10%

“ผมค่อนข้างเป็นห่วงกับปัญหาทุเรียนตกเกรดเหล่านี้ หากกระทรวงพาณิชย์จะแก้ปัญหาแบบเดิมคือ ใช้วิธีกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตโดยให้แต่ละท้องถิ่นมีจุดรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรและจ้างเหมา รถบรรทุกเพื่อเอาผลทุเรียนไปกระจายยังจังหวัดต่างๆ ที่มีคอนแทร็กต์กันแต่ทุกคนก็ทราบดี การแก้ปัญหาแบบนี้ เมื่อทุเรียนไปถึงจังหวัดต่างๆ มันก็ไปทำลายตลาดของพ่อค้าในพื้นที่นั้นๆ เช่นกัน ประการต่อมา เงินค่าบรรทุกก็รอจ่ายนานและเงินค่าผลผลิตทางการเกษตร ก็รอเงินตกเบิกนานเช่นกัน”


คุณวสันต์เสนอแนวคิดแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาดอย่างยั่งยืน โดยไม่ส่งผลกระทบโครงสร้างตลาดคือ ให้ผู้ประกอบการคือพ่อค้าในแต่ละจังหวัดเป็นคนทำงาน กระทรวงพาณิชย์ไม่ต้องแทรกแซงตลาด แต่ทำหน้าที่ประสานงาน ใช้แอปต่างๆ ของภาครัฐ เช่น แอปเป๋าตัง สร้างส่วนลด ให้พ่อค้านำไปใช้ ซื้อผลไม้กับพ่อค้าแต่ละจังหวัด และใช้บริการของช้อปปี้ฟู้ด หรือไลน์แมน ช่วยในการขนส่งออกนอกแหล่งผลิต เชื่อว่า วิธีนี้แก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าเพราะทุกคนมีแอปเหล่านี้ในมืออยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ภาครัฐสามารถแนวคิดนี้ไปใช้แก้ไขปัญหาผลผลิตสินค้าเกษตรล้นตลาดอื่นๆ เช่น สับปะรด หอมแดง กระเทียม ลองกอง และอื่นๆ ได้ในอนาคต

ที่ผ่านมา เครือข่ายพิทักษ์ทุเรียนไทย ประกอบด้วย สมาคมชาวสวนผลไม้จังหวัดระยอง จันทบุรีและตราดได้ประชุมรับฟังความคิดเห็นชาวสวนทุเรียนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำร่าง พ.ร.บ.กองทุนทุเรียน เข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาล โดยแนวคิดที่มาของกองทุนฯ จะเก็บเงินจากล้งและผู้ส่งออก มาใช้ขับเคลื่อน “กองทุน” เพื่อใช้พัฒนาอาชีพและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเป็นหลัก ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ที่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยาง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “เงินเซจ” (Cess) นั่นเอง ขณะนี้ พ.ร.บ.กองทุนทุเรียน อยู่ในกระบวนการผลักดันให้เป็นกฎหมายจริง ทางสมาคมฯ อยากให้ภาครัฐเร่งประกาศใช้กฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนทุเรียน เพื่อเป็นกลไกแก้ไขปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Related Posts