พืชทำเงิน
จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องปรับตัวกันอยู่เสมอ เพื่อความอยู่รอดของคนในครอบครัว เช่นเดียวกับ คุณประดิษฐ์ ต่ายแสง หรือ คุณปุ๊ เกษตรกรในพื้นที่ตำบลบางหลวง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ที่ปัจจุบันหันมาทำการเพาะปลูก “ต้นแมงลัก” อย่างเต็มรูปแบบ ส่งขายไปยังท้องตลาด จนสามารถมีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้แบบสบายๆ เมื่อพูดถึง “ต้นแมงลัก” หลายๆ คนจะคิดว่าคือ “ต้นโหระพา” หรือ “ต้นกะเพรา” เพราะลักษณะของต้น ใบ และสี ที่มีรูปร่างคล้ายกัน จนบางครั้งแทบแยกไม่ออกนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะ “ต้นแมงลัก” เป็นพืชสมุนไพรเดียวกันกับ “ต้นโหระพา” และ “ต้นกะเพรา” นิยมนำมาบริโภคใบและเมล็ด มีสรรพคุณ คือช่วยควบคุมน้ำหนักและยังเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับลม ขับเหงื่อ และโรคทางเดินอาหารทำให้ถ่ายอุจจาระได้สะดวกมากขึ้น ช่วยดูดซึมน้ำตาลในเส้นเลือดได้ดีอีกด้วย คุณปุ๊ เล่าถึงการทำสวนและวิธีการปลูกต้นแมงลักว่า พื้นที่ที่ใช้ปลูกต้นแมงลักนั้นจะมีพื้นที่ 80 ตารางวา มีลักษณะ 2 ร่องยาว ด้านขั้นตอนของการเพาะปลูกจะมีการเตรียมดิน จากนั้นก็จะเริ่มหว่านเมล็ดพัน
มะขาม เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ เปลือกต้นขรุขระ มีสีน้ำตาล ใบมีขนาดเล็ก ออกตามกิ่งก้านเป็นคู่ ดอก ออกตามปลายกิ่ง มีขนาดเล็ก ผลของมะขาม หรือทุกคนรู้จักกันดี คือ ฝัก ที่มีลักษณะยาวหรือโค้งยาว ประมาณ 3-20 เซนติเมตร ด้านการขยายพันธุ์ของมะขาม จะนิยมทาบกิ่ง ติดตา หรือต่อกิ่ง เพื่อให้ผลผลิตที่ได้ไม่เกิดการกลายพันธุ์ มีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่ทุกประการ และที่สำคัญต้นมะขามสามารถเจริญเติบโตได้ดีกับดินทุกชนิด แม้สภาพดินบริเวณนั้นจะไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ด้านคติความเชื่อ ถือว่ามะขามเป็นไม้มงคล ควรปลูกทางทิศตะวันตกของบ้าน เพื่อป้องกันสิ่งไม่ดี ทั้งนี้ ต้นมะขามยังถือว่ามีชื่อที่เป็นมงคลนาม โดยเชื่อกันว่าเมื่อปลูกไว้ที่บ้านแล้วจะทำให้คนเกรงขาม นอกจากนี้ มะขาม ยังใช้ทำอาหารได้หลายส่วน ทั้งใบอ่อน ฝักอ่อน ฝักแก่ เรียกง่ายๆ ว่าอาหารไทยก็จะขาดมะขามเสียไม่ได้ ส่วนเมล็ดก็สามารถนำมาคั่วกินกันแทบฟันหักเลยทีเดียว ซึ่งสมัยผู้เขียนเป็นเด็ก จะให้ยายคั่วแล้วพกไปโรงเรียนเป็นของขบเคี้ยวเพลินๆ เพื่อกินเล่นกับเพื่อนๆ ปัจจุบัน มะขาม ในบ้านเราได้นำมาแปรรูปมากมายหลากหลาย เช่น มะขามแช่อิ่ม มะขามแก้ว มะขามคลุก ฯลฯ
คุณธีระศักดิ์ ขุมเงิน เกษตรจังหวัดอ่างทอง เล่าให้ฟังว่า จังหวัดอ่างทอง มีพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้า จำนวน 15,025 ไร่ การปลูกมีทั้งเป็นการปลูกแบบสวนหลังบ้านเพื่อได้ผลผลิตไว้กินใช้ในครัวเรือน และปลูกในเชิงการค้าเพื่อก่อให้เกิดรายได้จากการขายผลผลิตกล้วย เกษตรกรมักมีพื้นที่ปลูกกล้วยตั้งแต่ 3 ไร่ขึ้นไป และสำหรับเกษตรกรที่ปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายในแต่ละปีจะมีรายได้มากกว่า แสนบาท เป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายคือ ผู้ปลูกต้องเลือกหน่อพันธุ์ดี ปลอดโรคมาปลูก มีการใส่ปุ๋ยให้น้ำเพียงพอ ทำแนวป้องกันลม ต้องป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยไม่ให้เข้าทำลายใบกล้วยให้แตก ฉีกขาด ใบเหลือง หรือใบเป็นรูพรุน ซึ่งหากปฏิบัติได้ก็ทำให้ได้ใบกล้วยที่สมบูรณ์พร้อมตัดไปขายได้ แมลงที่เป็นศัตรูของกล้วยที่สำคัญ ได้แก่ “หนอนม้วนใบ” มันจะกัดกินที่ริมใบให้แหว่งเข้าไปเป็นทางยาว “ตั้กแตนผี” ตัวอ่อนและตัวแก่ชอบกัดกินใบ “หนอนกระทู้” ตัวอ่อนชอบกัดกินใบตองอ่อนที่ยังไม่คลี่ใบ หรือกัดแทะกลางใบให้ทะลุเป็นรูโตตามขนาดและวัยของตัวหนอน และ “หนอนร่าน” มันชอบกัดกินใบที่กำลังเ
หากใครคิดอยากทำเกษตรเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก แต่มีพื้นที่ไม่มาก และไม่อยากทำงานตากแดดตัวดำ ขอแนะนำให้ลงทุนทำฟาร์มเห็ด เพราะใช้พื้นที่น้อย ปลูกดูแลง่าย ลงทุนน้อย ได้กำไรเยอะ เห็นผลเร็ว “กระท่อมเห็ด ฟาร์ม@ไทรน้อย” เป็นหนึ่งในตัวอย่างธุรกิจฟาร์มเห็ดที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีพื้นที่ฟาร์มแค่ 2 ไร่ แต่สร้างรายได้หลายแสนบาทต่อเดือน กระท่อมเห็ด ฟาร์ม@ไทรน้อย เกิดจากแนวคิดของ คุณจุ๊บ หรือ คุณนัยนา ยังเกิด เมื่อปลายปี 2555 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่คุณจุ๊บทำงานเป็นสาวแบงก์ เธอคิดว่าในวันนี้ไม่มีอาชีพอะไรที่มั่นคง ชีวิตไม่มีความแน่นอน จึงได้คิดวางแผนหาอาชีพเสริมที่เหมาะสำหรับผู้หญิง ไม่ต้องใช้แรงเยอะ ไม่ต้องตากแดด คุณจุ๊บตัดสินใจทำฟาร์มเห็ด เพราะทำงานในร่ม เก็บเห็ดขายได้ทุกวัน และสามารถแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเห็ดได้หลากหลายรูปแบบ คุณจุ๊บ มองว่า อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่มีโอกาสเติบโตมีศักยภาพเป็นครัวโลกได้ โดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการเริ่มต้นธุรกิจ เลือกปลูกเห็ด เพราะเห็ดเป็นพืชที่ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้หญิงที่ไม่อยากโดนแดดกลางแจ้ง และ
ระยะนี้อยู่ในช่วงของ “ข้าวยากหมากแพง” สินค้าทุกชนิดขึ้นราคาเป็นว่าเล่น หรือเพราะราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นราคาแทบทุกวัน แต่ราคาสินค้าด้านการเกษตรยังคงที่ บางชนิดเท่านั้นที่ขึ้นราคา เพราะการเก็งกำไรของนักธุรกิจ จากคำขวัญของเทคโนโลยีชาวบ้านที่ว่า “เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” จึงใช้ได้กับทุกวาระทุกสมัย ฉบับนี้มูลนิธิโครงการหลวงใคร่ขอเชิญชวนทุกท่านปลูกพืชผักรับประทานกันเองในบ้าน ไม่ต้องไปหาซื้อของแพงในตลาด ปลูกได้ง่าย ใช้เวลาสั้นแต่เก็บกินได้นาน สะอาดปลอดภัยไร้สารพิษ นั่นคือ ฟักแม้ว บางท่านที่ชอบรับประทานข้าวต้ม มักจะสั่งอาหารประเภทนี้ จนพูดติดปากกันว่าถ้าสั่งฟักแม้วผัดน้ำมันหอย ราคาจานละ 30 บาท หากสั่งซาโยเต้ผัดน้ำมันหอย จะราคาเพิ่มเป็น 50 บาท ฟักแม้ว เป็นชื่อเรียกตามภาษาพื้นบ้านภาคเหนือ หรือจะเรียกให้โก้หรูแบบภาษาญี่ปุ่นและได้ราคาสูงต้องเรียกว่า ซาโยเต้ ฟักแม้วเป็นพืชข้ามปี ลำต้นเป็นเถาเลื้อย มีมือเกาะที่เจริญจากข้อใบ ขยายพันธุ์ด้วยผลแก่ สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกฟักแม้วจะต้องสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 500-1,400 เมตร เป็นที่ราบหรือที่ราบเชิงเขา อุณหภูมิเฉลี่ย 15-28 องศาเซลเซียส กา
คุณศิวะ แสงต๊ะ หรือ คุณลี้ เกษตรกรหนุ่ม วัย 34 ปี และเจ้าของสวนส้มสายน้ำผึ้ง ในพื้นที่ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จากอดีตพนักงานไอที สู่เกษตรกรผู้ปลูกส้มสายน้ำผึ้งอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร ด้วยการสานต่อธุรกิจของครอบครัว โดยมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นแรงผลักดัน ให้กลับมาฮึดสู้และเอาดีด้านการปลูกส้มสายน้ำผึ้ง ต่อยอดเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง จนสามารถสร้างเป็นรายได้หลักมาจนถึงปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของการปลูกส้มสายน้ำผึ้งนั้น คุณลี้ เล่าว่า เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ในอดีตทางครอบครัวปลูกต้นลิ้นจี่ ก่อนจะมาประสบปัญหาในเรื่องราคาของผลผลิตที่ลดน้อยลง จึงโค่นต้นลิ้นจี่ในสวนทิ้งทั้งหมด เพราะในขณะนั้นทางครอบครัวเล็งเห็นโอกาส จากการสร้างรายได้จากปลูกต้นส้มสายน้ำผึ้งที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการปลูกลิ้นจี่หลายเท่าตัว ก่อนจะค่อยๆ ทยอยปลูกต้นส้มสายน้ำผึ้ง จาก 200 ต้น จนถึงปัจจุบันมีต้นส้มสายน้ำผึ้งกว่า 4,000 ต้น ในพื้นที่ 50 ไร่ หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัย คุณลี้ได้ทำงานเป็นพนักงานไอทีในออฟฟิศแห่งหนึ่ง จนกระทั่งเห็นว่าคุณพ่อและคุณแม่นั้นทุ่มเทเวลาให้กับการทำสวนส้มสายน้ำผึ้งเป็นอย่างมาก จึงเกิดความสงสารและเห็นอกเห
ช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ปฎิบัติตามนโยบายรัฐบาล “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ” รักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ชักชวนคนไทยหันมาปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง สำหรับบริโภคในครัวเรือน โดยใช้เวลาปลูกดูแลแค่ 10 วัน การปลูกต้นอ่อนผักบุ้งเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนหรือสร้างอาชีพเสริมรายได้ในยุคโควิดนั้น มีขั้นตอนการทำที่แสนง่าย เริ่มจากเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ 1. เมล็ดผักบุ้งหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือร้านค้าจำหน่ายวัสดุการเกษตร 2. ดินผสมพร้อมปลูก 3. กระบะ/กระถาง หรือตะกร้าปลูก ขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ 4. ผ้าขนหนู และ 5. น้ำ สำหรับวิธีการปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง มีดังนี้ แช่เมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนในน้ำ 6 ชั่วโมง จากนั้นนำขึ้นมาผึ่งทิ้งไว้ 10 นาที โรยเมล็ดลงบนดินผสมไม่หนาแน่นจนเกินไปและโรยดินกลบ ความหนาเท่ากับเมล็ดหรือโรยเมล็ดหนา 1 ชั้น ลงบนผ้าขนหนูที่วางบนตะกร้า แล้วนำผ้าปิดด้านบนเมล็ด ปิดคลุมเมล็ดที่เพาะให้มิด รดน้ำเป็
ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ก่อนกระแสความนิยมการเสพสื่อผ่านออนไลน์จะครอบคลุมเป็นวงกว้างไปทุกวงการ คุณประมวน กองน้อย หนุ่มหน้ามนคนมหาสารคาม เป็นผู้หนึ่งที่มีภูมิลำเนามาจากครอบครัวเกษตรกรรม แต่เจ้าตัวไม่เคยจับงานเกษตรเป็นชิ้นเป็นอันจริงจัง เพราะมีความถนัดในงานเขียนและรักในสายอาชีพผู้สื่อข่าวมากกว่า หลายปีทีเดียวก่อนการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น คุณประมวนตัดสินใจบ่ายหน้ากลับบ้านเกิด เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ปิดตัวลง และตั้งใจทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการเปิดร้านสะดวกซื้อ ผ่านไป 1 ปี ความมั่นคงทางรายได้มีไม่มาก จึงหวนกลับไปทำงานสายอาชีพที่ถนัดอีกครั้งในตัวจังหวัดมหาสารคาม แต่เมื่อบวกลบรายได้และค่าใช้จ่ายแล้ว เงินเดือนที่ได้รับแทบไม่เหลืออะไร ท้ายที่สุด สิ่งที่คุณประมวนคิดได้คือ การกลับไปสู่รากฐานและตัวตนของบรรพบุรุษ เขาซื้อรถไถนาหวังรับจ้างและช่วยพ่อทำนาเท่าที่พอจะทำได้ ด้วยความเป็นคนไม่หยุดนิ่ง เมื่อมีเปิดรับสมัครสอบบุคคลเข้ารับการอบรมโครงการโคกหนองนาตามแนวทางพระราชดำริ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ โคก หนอง นา โมเดล เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและเผยแพร่กิจกรรมของ โคก หนอง นา โมเดล ในนามของนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ จ
สับปะรด ชื่อวิทยาศาสตร์ Ananas comosus (L.) วงศ์มรอมมีเลียซีอี้ (Family Bromeliaceae) มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศบราซิล ปารากวัยและอาร์เจนตินา นักเดินเรือชาวสเปนและโปรตุเกสเป็นผู้เผยแพร่พันธุ์สับปะรดไปยังประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทยสันนิษฐานว่า ช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ปี ค.ศ. 1680-1700) พ่อค้าชาวโปรตุเกสได้นำพันธุ์สับปะรดกลุ่มสแปนนิช (Spanish) หรือสับปะรดพันธุ์อินทรชิตเข้ามาปลูกในไทย จนกลายเป็นสับปะรดพันธุ์พื้นเมืองของไทย สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย ในไทย ต่อมามีผู้นำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากประเทศอินโดนีเซียมาปลูกไว้ในพื้นที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อของ “สับปะรดปราณบุรี” ทุกวันนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กลายเป็นแหล่งปลูกและแปรรูปสับปะรดที่มากที่สุดของประเทศ ปี 2460 มีผู้นำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้ามาปลูกอย่างแพร่หลายในจังหวัดลำปาง สับปะรดพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ สับปะรดปัตตาเวียพันธุ์น้ำผึ้ง เนื่องจากมีรสหวานเหมือนน้ำตาลทราย ผลจะมีลักษณะอวบใหญ่ น้ำหนักประมาณ 4 กิโลกรัม เพราะเกษตรกรนิยมใช้เส้นตอกมัดก้า
อําเภอสูงเนิน เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นดินแดนเก่าแก่ เป็นเมืองเก่าที่สร้างขึ้นในสมัยขอมเข้ามาเป็นใหญ่ในแผ่นดินที่ราบสูงแห่งนี้ โดยมีเมืองเก่าสองเมือง คือเมืองเสมา และเมืองโคราฆะปุระ ที่มาของคําว่า “สูงเนิน” เป็นชื่อเรียกตามลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งเป็นที่ราบสูงสลับกับที่เนิน เดิมเรียกชื่อว่า “บ้านสองเนิน” เพราะมีเนินดินอยู่สองฟากฝั่งของบึงแห้ว (เป็นบึงใหญ่ที่มีน้ำตลอดปี) ต่อมาในภายหลังได้เรียกชื่อเพี้ยนมาเป็น “สูงเนิน” นับเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย ดังคำขวัญที่ว่า “ถิ่นเดิมโคราช พระพุทธไสยาศน์ศิลา ธรรมจักรล้ำค่า ปราสาทหินโบราณ ส้มโอหวานรสดี ประเพณีกินเข่าค่ำ แดนธรรมวะภูแก้ว” ซึ่งพออ่านคำขวัญประจำอำเภอจนจบประโยคแล้ว หลายคนคงมีความสงสัยไม่น้อยว่า “ส้มโอหวานรสดี” มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับอำเภอสูงเนิน ฉบับนี้มีคำตอบ คุณวิหาร นอกตาจั่น หรือ พี่หาร เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอ อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 7 บ้านหนองเอื้อง ตำบลบุ่งขี้เหล็ก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จากอดีตเคยทำนา ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำเกษตรผสมผสาน พร้อมกับการปลูกส้มโอขาวน้ำผึ้งสร้างรายได้บนพื้นที่ 5 ไร่
