พืชทำเงิน
ผู้เขียน : นพกร ปานพวงแก้ว ‘มะยงชิด’ อีกหนึ่งผลไม้ยอดฮิตฤดูร้อน แม้จะเป็นพืชทนแล้ง แต่การดูแลรักษาไม่ง่ายหากต้องการได้ผลผลิตคุณภาพ เช่นเดียวกับ ‘บ้านสวนสุสิริ’ แก่งกระจาน ของ ‘ลุงหนุ่ย’ ไมตรี นพประจวบ วัย 63 ปี ‘บ้านสวนสุสิริ’ บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ อยู่ในพื้นที่หมู่ 6 บ้านวังนางนวล ต.สองพี่น้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กวาดสายตามองจะเห็นลูกสีส้มอร่ามทั้งสวน แบ่งเป็นมะยงชิดกว่า 150 ต้น โดยปลูกมะปรางหวานแทรก 50-60 ต้น ไมตรี นพประจวบ เกษตรกรผู้คร่ำหวอดกับการปลูกมะยงชิดมายาวนานกว่า 25 ปี เคยทำงานอยู่กับบริษัทญี่ปุ่นด้านนำเข้า-ส่งออกโลหะแผ่นนานกว่า 30 ปี ก่อนตัดสินใจกลับมาสู่ชีวิตเกษตรกรที่บ้านเกิด ด้วยแนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ครอบครัว เริ่มปลูกมะยงชิดตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 โดยเลือกใช้พันธุ์ทูลเกล้าที่นำแม่พันธุ์มาจาก จ.นครนายก หลังปลูกได้ประมาณ 3 ปี มะยงชิดเริ่มให้ผลผลิต แม้ช่วงแรกๆ จะยังออกผลไม่มากนัก แต่เมื่อผ่านไปผลผลิตก็เริ่มดก และมีคุณภาพดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันต้นมะยงชิดในสวนมีอายุตั้งแต่ 10-25 ปี และให้ผลผลิตจำนวนมากในทุกฤดูกาล การนำพันธุ์ซึ่งให้ผลผ
ก่อนเข้าถึงเนื้อหา ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า อำเภอสะเมิง เป็นพื้นที่ภูเขาสูง ฉะนั้น จะมีพื้นที่ราบสำหรับทำนาน้อย จะได้ข้าวประมาณ 100 ถัง ขายได้เงินประมาณ 10,000 บาท เมื่อปี 2557 สถาบัน IQS เข้ามาส่งเสริมการผลิตหญ้าหวาน จึงตัดสินใจทดลองปลูก จำนวน 1 ไร่ จนถึงปัจจุบันเปรียบเทียบแล้วมีรายได้มากกว่าการปลูกข้าวถึง 7 เท่าต่อปี หญ้าหวานนั้น หลังจากปลูกได้ 30 ถึง 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยทยอยเก็บทุกวัน ส่วนหญ้าหวานสด 10 กิโลกรัม เมื่อตากแห้งในโรงเรือนหลังคาพลาสติก หากแดดจัด ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จะเหลือน้ำหนักแห้งประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม คุณภาพของหญ้าหวานจะแตกต่างกันในแต่ละฤดูกาลคือ หน้าร้อนและหน้าฝนใบจะบางต้นสูง แต่หน้าหนาวใบจะหนาต้นจะเตี้ย หญ้าหวานถือเป็นพืชทนแล้ง จากช่วงแล้งที่ผ่านมาไม่มีน้ำรดระยะเวลาเป็นเดือนก็ไม่ได้รับผลกระทบ สามารถปลูกเป็นพืชทางเลือกทดแทนข้าวที่มีปัญหาด้านราคาอยู่ในขณะนี้ และเป็นพืชทนแล้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำได้อีกด้วย คุณละออง ศรีวรรณะ เกษตรกรบ้านอมลอง บ้านเลขที่ 94 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่สาบ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ผลิตหญ้าหวานมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์
7 มีนาคม 2569 – ณ แจ้งวัฒนะ ฮอลล์ ชั้น 5.5 เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 19 #Spring มหกรรมไม้แปลก-ไม้หายากนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก โดยมีนายสรรพสิริ เชาวน์วาณิชย์ Show Director ให้การต้อนรับ การจัดงานครั้งนี้ ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตและศูนย์กลางการค้าพรรณไม้สำคัญของโลก ภายในงานมีนักสะสม ผู้ประกอบการเกษตร และผู้หลงใหลในพรรณไม้จากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของ “Exotic Plant ไม้แปลกและไม้หายาก” ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมากในอุตสาหกรรมไม้แปลก-ไม้หายาก จนสามารถเรียกได้ว่าเป็น “เบอร์ 1 ของโลก” ในด้านนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการไทย มีฐานรากการผลิตที่เข้มแข็ง และได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันประเทศไทยได้เปรียบในด้านสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกไม้แปลก-ไม้หายากส่วนใหญ่เป็
จากพนักงานบริษัทกลายเป็นเกษตรกรเต็มตัว คัดหาสายพันธุ์ใหม่ๆ ให้ได้รสชาติตามที่ลูกค้าต้องการ เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ผันตัวเป็นแม่ค้าออนไลน์ สร้างรายได้ครึ่งแสนต่อเดือน คุณปัทมา โรจนวิชัย หรือ คุณปัทม์ เจ้าของสวนมะเดื่อฝรั่งจังหวัดชลบุรี – Friend Farm Chonburi ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี จากพนักงานบริษัทที่หารายได้เสริมในช่วงที่ทำงานประจำ แต่หลังจากที่ทำมาสักระยะ รายได้เสริมเริ่มมากกว่าเงินเดือนประจำที่ทำอยู่ จึงตัดสินใจลาออก เพื่อดูแลสวนและขายมะเดื่อฝรั่งเป็นอาชีพหลัก จุดเริ่มต้นมาจากที่แฟนไปเจอเพื่อนที่ทำงานเกี่ยวกับสายการบิน แถบอาหรับและได้มาเจอมะเดื่อฝรั่ง ซึ่งเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง จึงค้นหาข้อมูลเพื่อศึกษาว่ามะเดื่อฝรั่งมีประโยชน์อย่างไร เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีใครปลูก จึงศึกษามาเรื่อยๆ แล้วก็ลองคัดสายพันธุ์มาปลูก เพื่อนำมาทดลองในประเทศไทย ว่าสายพันธุ์ไหนที่จะเหมาะนำมาปลูกในบ้านเราได้ เพื่อให้ได้รสชาติที่ดี ถูกปากกลุ่มผู้บริโภค การตลาดของเราจะขายเฉพาะออนไลน์ตั้งแต่เริ่มต้น ช่วงนั้นกระแสเฟซบุ๊กกำลังมา คนส่วนใหญ่จะขายกันทางออนไลน์ พี่
“ผัดแขนงหมูกรอบจานหนึ่งจ้า” ผักแขนงอาจจะเป็นเมนูโปรดของใครอยู่แน่ๆ แอดเชื่อว่า หลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดคิดว่า “ผักแขนง” มาจากยอดอ่อนของคะน้า แต่แท้จริงแล้วมาจากต้นกะหล่ำปลี รู้หรือไม่ “ผักแขนง” มาจากการปลูกกะหล่ำปลีที่เป็นหัว หลังจากตัดยอดได้ 15 วัน จะมีหน่อออกมาเป็นแขนงนั่นเอง พอถึงกำหนดก็สามารถตัดแขนงไปจำหน่ายได้ ลักษณะของแขนง จะมีขนาดเล็ก มีความกรอบ รสชาติคล้ายๆ กับคะน้าแต่ไม่ขม หลายๆ คนจึงมักเข้าใจผิด คิดว่าแขนงมาจากยอดอ่อนของคะน้า หรือเกษตรกรส่วนใหญ่จะเรียกว่า “กะหล่ำปลีตัดแขนง” นั่นเอง หลังจากตัดกะหล่ำปลีออก จะเหลือแกนกลางของกะหล่ำปลีแบบนี้ หลังจากตัดกะหล่ำปลีเสร็จแล้วแนะนำให้พับใบที่อยู่ใกล้เคียงลง เพื่อไม่ให้แดดส่องถึงแกนกลางที่แขนงจะงอกออกมา แต่ถ้าแขนงเริ่มแตกยอดออกมา ก็สามารถเปิดใบที่ปิดไว้ได้เลย มิฉะนั้นอาจจะเป็นแหล่งอาศัยของเพลี้ย การปลูกผักแขนง สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะให้ผลผลิตสูงในดินที่มีสภาพร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี ความเป็นกรด-ด่างของดิน (pH) อยู่ในช่วง 6.0-6.8 อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต 22-25 องศาเซลเซียส ควรได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ประโยชน์ของผักแขนง 1.
เมื่อนานมาแล้วทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้มีการลงบทความของ คุณไพบูลย์ ไกรทอง หรือ พี่ต่อ อยู่บ้านเลขที่ 112 หมู่ที่ 12 ตำบลนาป่า อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ไปแล้ว ในเรื่องของการปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องสร้างรายได้ แต่ในครั้งนี้ทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านได้มีการโทร.อัพเดทข้อมูลการต่อยอดสร้างรายได้จากการปลูกกล้วยเพิ่มเติม จึงทำให้ได้รู้ว่าในปัจจุบันนี้นอกจากที่สวนจะมีรายได้จากการขายกล้วยน้ำว้าแล้ว ยังมีการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้จากหัวปลีหรือปลีกล้วย อีกด้วย ส่วนการสร้างรายได้จากปลีกล้วยนั้นจะเป็นไปในแนวทางไหนเชิญมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน พี่ต่อเล่าถึงการสร้างรายได้จากปลีกล้วยว่า ปัจจุบันที่สวนของตนเองเน้นการปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องเป็นหลัก บนพื้นที่กว่า 60 ไร่ ปลูกมานานกว่า 13 ปี ซึ่งจุดเด่นของกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องคือ ลูกโต ผิวสวย เป็นที่ต้องการของตลาด เป็นพืชหลักสร้างรายได้ดีมาโดยตลอด แต่ด้วยลักษณะนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ชอบหยุดนิ่ง พยายามจะหาอะไรทำเสริมอยู่เสมอ จนได้มองไปเห็นปลีกล้วยของที่สวนที่มีจำนวนเยอะจะทิ้งก็เสียได้ จึงเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดจากปลีกล้วยเพิ่ม จากการเริ่มต้นเดินเข้า
ศุภจี เปิดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ หวังปูทางตลาดล่วงหน้า ดันผลไม้ไทยสู่เวทีโลก จัดจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย คาดสร้างมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวระหว่างพิธีเปิด “โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ” ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และตัวแทนจำหน่ายศักยภาพสูงจาก 18 ประเทศทั่วโลก รวม 94 บริษัท เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ ในครั้งนี้เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online คาดสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความตกลงซื้อขาย (MOP) 10 คู่ กับผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน สำหรับโครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการ “หาตลาดล่วงหน้า” ก่อนฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด ช่วยกระจายผลผลิตและเสริมความมั่นคงด้านราคาให้เกษตรกร “เราต้องให้ความใส่ใจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ งานวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น กระทรวงพาณิชย์จะดำเนิน
ในช่วงฤดูแล้ง สภาพอากาศแห้งแล้ง ปริมาณน้ำในแหล่งต่างๆ มักมีจำกัด จึงชวนเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ชลประทานหันมาปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยทดแทน เช่น แตงโม ถั่วลิสง มะเขือเทศ ข้าวโพดหวาน เป็นต้น แตงโม ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม การปลูก – เตรียมดิน ไถดะตากดิน 1 ครั้ง ไถพรวน 1 ครั้ง ปรับปรุงดินโดยใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านปูนขาวให้ทั่วเพื่อปรับสภาพดิน จากนั้นไถยกร่องขนาดแปลงกว้าง 2-3 เมตร ความยาวตามสภาพพื้นที่ระยะปลูก เจาะหลุมปลูก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร และใช้พลาสติกสีดำคลุมแปลง ระยะปลูกระหว่างหลุม 60 เซนติเมตร ระหว่างแถวห่าง 6 เมตร เมื่อต้นกล้าอายุ 10-12 วัน คัดต้นกล้าสมบูรณ์ทําการย้ายปลูกต้นกล้าที่สมบูรณ์ปลูก 1 ต้นต่อหลุม – เตรียมเมล็ดพันธุ์ นําเชื้อไตรโคเดอร์มาผสมกับดินปลูก อัตรา 1 : 4 ใส่กระบะเพาะเมล็ด นำเมล็ดแช่น้ำอุ่น (40-50 องศาเซลเซียส) นาน 4-6 ชั่วโมง ขัดเมือกออกบ่มไว้ 2 คืน แล้วนําไปเพาะในถาดเพาะที่เตรียมไว้ ให้น้ำ – ให้น้ำตามร่องทุก 5-7 วัน ตามสภาพความชื้นของดิน ไม่ควรให้น้ำระบบพ่น ฝอยเพราะอาจทำให้เกิ
ยางพารา นับเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ทำรายได้อย่างสม่ำเสมอ และเป็นพืชที่กรีดได้เกือบทุกวัน มีต้นทุนการจัดการภายในสวนไม่สูงมาก ใช้เวลาทำงานไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน อีกทั้งยังเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่มีตลาดมารองรับอยู่ตลอด แต่เนื่องด้วยในสถานการณ์ปัจจุบันราคายางค่อนข้างมีความผันผวนสูง อาจส่งผลกระทบกับรายได้ในบางช่วงของเกษตรกรหายไป ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องปรับตัวหาทางรอดด้วยการหาพืชอย่างอื่นมาปลูกเสริมในสวนยาง เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนมาใช้จ่ายในครอบครัว และอีกส่วนเก็บเป็นเงินออมไว้ คุณถนอมชัย กล่อมปัญญา หรือ พี่หนอม อยู่บ้านเลขที่ 80/3 หมู่ที่ 1 ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เกษตรกรหัวสมัยใหม่ จากเมื่อก่อนทำสวนยางพาราเพียงอย่างเดียว ปรับตัวตามสถานการณ์มองหาพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิดมาปลูกแซมในสวนยาง บนแนวคิด วันสต็อป เซอร์วิส ครบจบในสวนเดียว ที่มีกระบวนการปลูก-แปรรูป และทำการตลาดเอง ทำให้สามารถจัดสรรรายได้จากพืชได้ทั้งแบบรายวัน รายเดือน และรายปี มีเงินหมุนใช้ในครอบครัวอย่างไม่ขัดสน พี่หนอม เล่าถึงจุดเริ่มต้นปลูกพืชแซมในสวนยางว่า ก่อนหน้านี้ตนเป็นเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ควบคู่ไปกับการขายอาหาร
มะยงชิด ผลไม้ขึ้นชื่อจังหวัดนครนายก หากใครได้ลิ้มลองรสชาติเป็นอันต้องติดใจ ด้วยลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนที่อื่น ทั้งขนาดของผลที่ใหญ่ สีของเปลือกและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมมะยงชิดของที่นี่มีชื่อเสียงกลายเป็นซิกเนเจอร์ของจังหวัด ที่ใครมาแล้วต้องซื้อกลับ สวนมะยงชิดลุงนวย นับเป็นแหล่งผลิตมะยงชิดที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพ และรสชาติของมะยงชิดที่หวานกำลังดี มีอมเปรี้ยวหน่อยๆ รวมถึงขนาดผลใหญ่ ที่ใหญ่เท่าๆ กับไข่ไก่ จนแม่ค้าต้องมานอนเฝ้าขอซื้อถึงสวน คุณอำนวย อินไชยะ (ลุงนวย) เจ้าของสวนมะยงชิดลุงนวย อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เล่าว่า เดิมทีตนเองทำงานอยู่กรมพัฒนาที่ดินมาก่อน งานสวนถือเป็นเรื่องไกลตัว อาศัยความมีใจรัก ระหว่างรับราชการมีโอกาสได้ไปคุมงานตามต่างจังหวัด จึงเสาะหาพันธุ์ไม้ดีๆ มาปลูกสะสมไว้ ด้วยลักษณะของงานที่ทำค่อนข้างเครียด กลับบ้านก็อยากพักผ่อนได้เห็นสีเขียวๆ เดินดูเพลินๆ ปลูกมาหลายชนิด มาจบสุดท้ายที่มะยงชิด เพราะมะยงชิดเป็นไม้ผลที่ดูแลง่าย ช่วงไปทำงานก็อาศัยให้เทวดาช่วยเลี้ยง หลังเกษียณอายุราชการจึงหันมาทำสวนอย่างเต็มตัว พลิกดินเปร
