พืชทำเงิน
คุณไกรจักร เผ่าพันธ์ ทำสวนผสมผสานอยู่ที่ ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เขาได้ศึกษาและปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน มีการจัดโซนการผลิตภายในสวนให้ลงตัว ทำให้สามารถมีผลผลิตออกขายสู่ตลาดได้หลากหลาย เมื่อพืชผลบางชนิดราคาตกต่ำ ก็ยังมีผลผลิตชนิดอื่นช่วยประคับประครอง ทำให้มีเงินจากการขายผลผลิตพอมีกำไรเป็นเงินเก็บได้ คุณไกรจักร เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก ครอบครัวของเขามีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก จึงทำให้เขาได้ซึมซับและเรียนรู้เรื่องของการทำเกษตรมาโดยเสมอ เมื่อมีโอกาสได้มาลงมือทำสวนเป็นของเขาเอง ทำให้เกิดแนวความคิดที่อยากทำเป็นสวนผสมผสาน โดยไม่ยึดการทำพืชเชิงเดี่ยวเหมือนครอบครัว มีพืชหลากหลายชนิดจัดสรรลงตัวในแบบที่เขาใฝ่ฝันไว้ “เราโตมากับครอบครัวที่ทำเกษตร ทุกอย่างที่เราเห็นก็เหมือนอยู่ในสายเลือด ซึ่งเราเองก็มีความชอบในเรื่องของการเกษตรอยู่แล้ว พอมีครอบครัว ก็เลยมองไปถึงว่าอยากจะปลูกไม้ผลหลายๆ ชนิด ไว้ให้ลูกได้มีสวนที่ผมทำไว้ จึงได้มาบุกเบินจากพื้นที่นา มาทำสวนไม้ผลแบบผสมผสาน ช่วงแรกๆ คนแถวนี้ก็มองผมว่าบ้ารึเปล่า เพราะพื้นที่รอบๆ นี่ทำนากันหมด มีเราที่มาปลูกไม้ผล แต่พอผลผลิตออก
เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ส่งผลให้จำนวนประชากรวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรในอนาคต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยเกิดการรวมกลุ่มกันผลิตในลักษณะ “เกษตรแปลงใหญ่” เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต มีการบริหารจัดการแปลงที่ดี พัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ทั้งยกระดับแปลงใหญ่ด้วยนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ พร้อมเชื่อมโยงตลาด เพิ่มศักยภาพแข่งขันทางการตลาดอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมการข้าว ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ดำเนินงานผ่านการประชุมเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล ลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ แก่เกษตรกร มอบปัจจัยการผลิต พัฒนาผู้จัดการแปลง ทำหน้าที่ติดตามและ ประเมินผลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ
แหล่งปลูกมะม่วงส่งออกทำเงินของประเทศไทย หากดูจากแผนที่ประเทศไทยแล้ว จะพบว่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ จะมีกลุ่มที่รวมตัวกันหลายจังหวัดที่เป็นเขตติดต่อกันบ้าง เช่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร ในภาคอีสานก็เป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ภาคเหนือเกาะกลุ่มจังหวัดลำพูนประปราย น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ ภาคกลางมีไม่มากนัก ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และสุพรรณบุรี ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่พบว่ามีการปลูกมะม่วงส่งออกน้อยกว่าภาคอื่น จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม 2 แห่ง คือที่อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ตำบลบ้านโภชน์ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออก จังหวัดเพชรบูรณ์ นำโดย คุณไตรรัตน์ เปียถนอม ผู้ซึ่งการันตีด้วยรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2557 ทำมะม่วงส่งออก แทน มะม่วงตามกระแส คุณไตรรัตน์ เปียถนอม เริ่มทำสวนมะม่วงมาตั้งแต่ปี 2530 ทุกปีประสบปัญหาขาดทุน เพราะไม่ได้อยู่ดูแลสวนมะม่วงด้วยตนเอง กระทั่งปี 2533 จ้างคนดูแลและปลูกมะม่วงตามความนิยมของท้องถิ่น คือ พันธุ์เขียว
มะนาว เป็นพืชที่ปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่ถ้าต้องการให้เจริญเติบโตและคุณภาพดี ควรปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก และควรเลือกพื้นที่ปลูกใกล้แหล่งน้ำ คุณทวีศักดิ์ ด้วงทอง ที่ปรึกษานิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้เขียนแนะนําวิธีปลูกมะนาวไว้ใน หนังสือ “คู่มือพืชสวนเศรษฐกิจ” ของกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ดังต่อไปนี้ 1. ควรใช้ต้นพันธุ์มะนาวจากกิ่งตอน ปักชํา หรือติดตา โดยพิจารณาแหล่งผลิตต้น พันธุ์ที่เชื่อถือได้ 2. ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน 3. ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร 4. ผสมดินกับปุ๋ยคอก จํานวน 5 กิโลกรัม และปุ๋ยร็อกฟอสเฟต (Rock Phosphate) จํานวน 500 กรัม เข้ากัน กลบดินลงหลุมให้สูงกว่าระดับดินเดิม ประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นโขดหิน แต่ถ้า เป็นพื้นที่ดอน อาจทําเป็นโขดเตี้ยๆ ก็ได้ 5. ยกถุงกล้าต้นไม้วางในหลุม โดยระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย 6. ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึง ปากถุงทั้งสองด้าน (ซ้ายและขวา) 7. ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก 8. กดบริเวณโคนต้นให้แน่น 9. หาวัสดุคลุมดิน บริเวณโคนต้
ในวันที่ 24 สิงหาคม 2564 ประเทศไทยเริ่มมีผลบังคับใช้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด ประเภทที่ 5 เสียงตอบรับด้วยความตื่นเต้นยินดีจากฝ่ายต่างๆ ก็ดังขึ้นทันที เพราะนั่นหมายความว่าจากนี้ไปการปลูกพืชกระท่อม การนำเข้า การส่งออกเชิงพาณิชย์ การขาย ในระบบอุตสาหกรรม รวมถึงการนำมาบริโภคได้อย่างเสรี ไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป ตามนโยบายรัฐบาล ต้องการผลักดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ สามารถส่งขายเชิงพาณิชย์ หรืออุตสาหกรรมได้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย แต่ยังคงมีข้อห้ามในการนำพืชกระท่อมไปผสมกับสารเสพติดชนิดต่างๆ เช่น 4×100 ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ส่วนทิศทางการสร้างรายได้หลังที่มีการ “ปลดล็อกพืชกระท่อม” ควรจะเป็นไปในรูปแบบไหน สำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกควรเตรียมตัวอย่างไร สามารถหาคำตอบได้จาก บทสัมภาษณ์พิเศษ คุณนิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ในฉบับนี้ ความเป็นมาของพืชกระท่อม กับพี่น้องชาวใต้ สืบเนื่องจาก วันที่ 24 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มมีผลบังคับใช้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด ประเภทที่ 5 ถือเป็นสัญญาณที่ดีให้กับพ
ปัจจุบันนี้ผลไม้ตามฤดูกาลมีให้เห็นในทุกวัน เวลาทุกคนไปตลาดในตอนเช้าหรือตามแผงต่างๆ ก็จะพบว่ามีผลไม้มากมายให้เลือกซื้อ แต่หลังจากสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดในไทย ทำให้ในหลายจังหวัดการปลูกผลไม้เห็นทีจะเริ่มขาดทุนมากขึ้น บวกกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยในแต่ละภาค ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ต่างเริ่มหาวิธีที่จะแปรรูปให้รับประทานได้อร่อยหรือเก็บไว้ได้นานมากขึ้น เหมือนอย่างที่หมู่บ้านฝั่งแวน หมู่ที่ 11 ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่นอกจากจะมีอาชีพทำนากันแล้วอีกด้านยังมีอาชีพทำสวนลำไยด้วย ด้วยปัจจุบันพบว่าราคาลำไยในแต่ละปีนั้นผันผวนเป็นอย่างมาก บางปีราคาดี บางปีราคาถูก ทำให้ชาวบ้านสวนลำไยเริ่มหาวิธีแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของลำไย ประวัติลำไย ลำไยเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย ซึ่งอาจมีถิ่นกำเนิดในลังกา อินเดีย พม่า หรือจีน แต่ที่พบหลักฐานที่ปรากฏในวรรณคดีของจีนในสมัยพระเจ้าเซ็งแทงของจีนเมื่อ 1,766 ปีก่อนคริสตกาล และจากหนังสือ RuYa ของจีนเมื่อ 110 ปีก่อนคริสตกาลได้มีการกล่าวถึงลำไยไว้แล้ว และชาวยุโรปได้เดินทางไปยังประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 1514
“มะละกอ” เป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของไทยในปัจจุบัน นิยมบริโภคกันเป็นจำนวนมากทั้งในรูปของผลไม้ดิบเพื่อปรุงเป็นอาหารคาวหวาน และบริโภคในรูปของผลไม้สุก โดยมะละกอจะเริ่มให้ผลเมื่ออายุได้ประมาณ 8 เดือนขึ้นไป จากนั้นจะทยอยออกผลมาตลอดทั้งปี และจะมีผลผลิตสูงในระยะปีที่ 2 – 3 พอเข้าปีที่ 4 ต้นจะเริ่มทรุดโทรม ให้ผลผลิตลดลง ผลมีขนาดเล็กลง ดังนั้น การปลูกมะละกอเป็นการค้า มักจะเก็บผลเพียงปีที่ 2 – 3 เท่านั้น หลังจากนั้นจะตัดทิ้งและปลูกใหม่ ปกติแล้วมะละกอจะให้ผลผลิตไปได้เรื่อยๆ แม้จะมีอายุมากขึ้น แต่ผลมะละกอที่ได้ในระยะหลังจะเล็กลงเรื่อยๆ ขายไม่ได้ราคา แต่หากใครไม่ได้ปลูกเพื่อการค้า ไม่ได้จริงจังกับเรื่องผลผลิตมากนัก ลอง “ทำสาว” ให้มะละกอดูก่อน สำหรับการทำสาวมะละกอที่ว่านี้ แนะนำให้ทำหลังจากที่เราได้เก็บผลผลิต มะละกอ รุ่นแรกไปแล้ว คือการตัดต้นมะละกอให้เหลือไว้สัก 2-3 ใบก็พอ แล้วบำรุงต้นเพื่อเลี้ยงยอดใหม่ ประมาณสองเดือน หลังจากนี้ ยอดมะละกอที่แตกใหม่ก็จะเริ่มออกดอกและติดผลตรงตามสายพันธุ์เดิมที่เราปลูก และจะสามารถเก็บผลผลิตได้ในราวๆ เดือนที่ 4 หลังจ
อาชีพเกษตรกรรม ถือเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน แต่กลับเป็นที่น่าแปลกใจว่าภาคการเกษตรของประเทศไทยยังก้าวไม่ทันเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการติดนิสัยทำเกษตรแบบเดิมๆ ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นส่วนมาก เมื่อสินค้าล้นตลาดราคาตก ก็ส่งผลกระทบกันไปหมด ดังนั้น เกษตรกรอาจจะต้องปรับแก้พฤติกรรมแบบเดิมๆ แล้วหันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน วางแผนการปลูกพืชให้ตรงต่อความต้องการของตลาด ผลิตคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน คุณอิศรากรณ์ พลธรรม อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 3 บ้านเหมืองแพร่ ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดเลย เริ่มทำเกษตรด้วยหลักคิดหัวสมัยใหม่ เล่าว่า ตนเรียนจบเทคนิคช่างไฟฟ้า หลังเรียนจบทำงานบริษัทอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 ปี แล้วออกจากงาน เพราะจุดมุ่งหมายของตนจริงๆ คือ การทำเกษตร การเข้าไปเรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ คือเพื่อทำงานหาเงินทุนสักก้อนกลับมาพัฒนาไร่นาที่บ้าน ซึ่งเมื่อก่อนที่บ้านทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำนา มีรายได้ไม่แน่นอน จึงอยากที่จะปรับเปลี่ยนทำเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อพ่อแม่และลูกหลานในอนาคต ปลูกมันเทศญี่ปุ่น-กะหล่ำปลี ส
กระผม คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ ผู้เขียน เดินทางผ่านจากบ้านค่ายลูกเสือ ถึงบ้านหนองแวง หมู่ที่ 5 ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนถึงเทศบาลตำบลภูปอ เห็นป้ายขนาดใหญ่เชิญชวนท่องเที่ยว ริมอ่างเก็บน้ำฝายน้ำล้นห้วยแก่งน้อย คุณวิจิตรา สารปรัง ให้การต้อนรับด้วยไมตรีจิตร คุณนิยม สารปรัง อดีตข้าราชการครู ลาออกเมื่ออายุ 55 ปี ปัจจุบันอายุ 58 ปี กำลังทำความสะอาดโรงเรือนสุกรขุน อยู่ 2 คน อย่างมีความสุข ลูกสาว และลูกชาย จบการศึกษาไปทำงานมีฐานะที่มั่นคงแล้ว กลับมาเยี่ยมพ่อแม่บ้างเมื่อถึงวันหยุด “การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง” พื้นที่บริเวณนี้ 7 ไร่เศษ ตอนใต้ฝายน้ำล้น เริ่มต้นทำไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ ได้รับการประสานงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เลี้ยงโคขุน 10 ตัว ไปได้ดีและพอมีกำไรสวยงามมาก เพราะเป็นการออมเงินที่ดี วัวมีอาหารคือหญ้า หากเอาเงินหมื่นไปฝากธนาคาร ดอกเบี้ยไม่กี่บาท ซื้อวัวแม่พันธุ์ 1 ตัว ผ่านไป 1 ปีคลอดลูกได้ 5-6 พันบาท หรือขุนแบบซื้อมาขายไป ได้กำไรดีมาก คุณนิยม เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนบ้านนาจารย์ หมู่ที่ 2 ต
คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา พี่ต้อยจบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนกระทั่งเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง พี่ต้อย ชอบกินแกงผักเชียงดามาตั้งแต่เล็กๆ ถูกปลูกฝังให้กินผักพื้นบ้านทุกชนิด ที่บ้านเกิดบ้านป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คุณพ่อ คุณแม่ ได้ปลูกไว้ 4-5 ต้น ตอนเด็กๆ คุณแม่ใช้ให้ไปเก็บผักเชียงดามาประกอบอาหารอยู่เป็นประจำ เช่น แกงใส่ปลาแห้ง ใส่แกงแค เอามาผัดไข่ ลวกกินกับน้ำพริก และตำมะม่วง ทุกคนในครอบครัวจะชื่นชอบมากๆ ผักเชียงดายิ่งเด็ดยอดก็จะยิ่งแตกยอดอย่างรวดเร็ว ญาติๆ และเพื่อนบ้านต่างก็มาเด็ดยอดไปประกอบอาหาร ที่บ้านจะไม่หวงเผื่อแผ่กันไป เพราะบางบ้านเขาก็ไม่มีที่ดินกว้างพอจะปลูกผักกินได้ ที่บ้านสวนไร่แสนสุข มีต้นผักเชียงดาอยู่ต้นเดียวเพียงพอที่จะเด็ดยอดมาแกงสำหรับคนในครอบครัว 4 คน ต่อมาได้ตัดเถามาชำไว้ในโรงเรือนเพาะชำ 50 กิ่ง วันหนึ่งแม
