พืชทำเงิน
เวลานี้หากจะเอ่ยถึงชื่อไม้ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก เชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะนึกถึง ไม้พะยูง รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจาก ไม้พะยูง เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้มีสีสันและลวดลายที่สวยงาม เป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน นำไปสู่ปัญหาการลักลอบตัดไม้ภายในประเทศ ประกอบกับไม้พะยูงหายาก และเป็นไม้หวงห้าม “ปลูกได้แต่ตัดยาก” มีการประเมินกันว่า การลักลอบซื้อขายไม้พะยูงขณะนี้ ลูกบาศก์เมตรละ 200,000-600,000 บาท เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การตัดใช้สอยหรือตัดจำหน่ายจะยุ่งยากก็ตาม แต่มีเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ได้ปลูกต้นพะยูงเพื่อเป็นการปลูกป่า สร้างความสมดุลทางธรรมชาติและเป็นเงินออมแก่ตนเองหรือลูกหลาน อย่างเช่น คุณทรงเดช บุญอุ้ม อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 7 บ้านศิลามงคล ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. 087-061-6891 ซึ่งเป็นประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ด้วย คุณทรงเดช บุญอุ้ม เจ้าของสวนพะยูง ร่วม 20,000 ต้น คุณทรงเดช เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่การเกษตรหลายแปลง รวมกันประมาณ 89 ไร่ มีอาชีพหลักคือ ทำการเกษตร
ทุเรียน มีสายพันธุ์มากมาย มีรสชาติและเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป ความหวาน มัน ขนาดของทุเรียนก็ไม่เหมือนกัน ที่มาของแต่ละสายพันธุ์ก็เยอะไปหมด ไม่ว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากประเทศไทยของเราเอง หรือแม้กระทั่งมีต้นกำเนิดมาจากต่างประเทศอีกด้วย ดังนั้น จะแยกออกได้อย่างไร ว่าอะไรเป็นอะไร เทคโนโลยีชาวบ้านของเราได้รับความกรุณาจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษแสวง ภูศิริ จากจังหวัดตรัง มาแนะนำ ทุเรียนนก ให้ท่านทุกคนได้เข้าใจกันผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษแสวง ภูศิริ เกิดเมื่อ วันที่ 30 มิถุนายน 2468 ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา สำเร็จการศึกษาจากเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เนื่องจากที่ทำงาน คือกองการยาง กรมวิชาการเกษตร มีหน่วยงานย่อยอยู่จังหวัดตรัง ท่านจึงได้ลงไปตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดตรัง พร้อมกับประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นการบุกเบิกงานด้านการเกษตรที่ทำเป็นแบบอย่างและเผยแพร่แก่เกษตรกรทั่วไป อาทิ เป็นบุคคลแรกที่ปลูกข้าวโพดหวานของจังหวัดตรัง ในที่สุดข้าวโพดหวานได้เป็นที่นิยมบริโภคของชาวจังหวัดตรัง และเผยแพร่ไปสู่จังหวัดต่างๆ ทั่วภา
ขนุน ไม้ผลเศรษฐกิจส่งออกของประเทศไทย ที่มีตลาดหลักส่งออกอยู่ที่ประเทศจีน แต่สถานการณ์ส่งออก ณ ปัจจุบันนี้ ถือว่าเข้าขั้นวิกฤต จากสถานการณ์ที่เกิดไวรัสโควิด-19 ทำให้การส่งออกชะงัก ส่งผลกระทบมาถึงราคาที่ต่ำลง จากเคยขายได้ กิโลกรัมละ 20-40 บาท เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น ราคาลดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 7-8 บาท แต่ลุงอี๊ดบอกว่า ยังสามารถประคับประคองให้พ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ด้วยการหาตลาดรองรับ ตัดส่งพ่อค้าแม่ค้าในประเทศ ปลูกพืชอย่างอื่นแซมบ้าง ก็ยังพอที่จะทำให้อยู่รอดผ่านพ้นวิกฤตช่วงนี้ไปได้ คุณเจริญ เสน่ห์ (ลุงอี๊ด) อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ที่ 6 ตำบลวังจันทร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เล่าว่า เป็นเกษตรกรมานานกว่า 10 ปี ปลูกไม้ผล ขนุน ทุเรียน และทำสวนยางพารา มีพืชหลักทำเงินเป็นขนุน ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ขนุน มีราคาดีมาตลอด มาแย่ช่วงที่เกิดไวรัสโควิด-19 ราคาขนุนตกฮวบ ตามหลักช่วงตรุษจีนขนุนจะขายได้กิโลกรัมละ 30 บาท มาปีนี้ลดเหลือกิโลกรัมละ 4-5 บาท แต่ก็ยังโชคดี เพราะที่ผ่านมาลุงทำตลาดส่งขายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ได้รับผลกระทบในเรื่องของราคาน้อย แต่สินค้ายังพอมีที่ส่ง พอได้เงินคืนทุนให้ผ่าน
ชะอม ผักพื้นบ้านที่คุ้นเคยกันดี เพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทำให้กลายเป็นพืชยอดนิยมที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกไม่น้อยไปกว่าพืชผักชนิดอื่นๆ ชะอม เป็นไม้ยืนต้นที่สามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศและมีชื่อเรียกต่างกันไป โดยใบอ่อนหรือส่วนยอดของใบสามารถนำมารับประทานได้แตกยอดทั้งปี นิยมปลูกเป็นรั้วบ้านเนื่องจากมีหนามแหลมคม แต่ปัจจุบันมีเกษตรหันมาปลูกชะอมจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมอย่างแปลงที่เห็นนี้เป็นของ คุณเพ็ญ รุจิรัตน์ ที่อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี คุณเพ็ญ เล่าให้ฟังว่า หลังจากตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ก็หันกลับมาสู่อาชีพเกษตรกรรม เพราะเป็นอาชีพที่คุ้นเคยดี อีกทั้งทางบ้านมีที่นาเป็นของตัวเอง แต่การทำนาข้าวพื้นที่ไม่มากพอ ผลได้ไม่คุ้มต้นทุน จึงหันมาปลูกพืชที่ใช้พื้นที่และลงทุนน้อยแต่ได้ผลผลิตดีอย่างชะอม โดยเนรมิตพื้นที่นาจำนวน 4 ไร่ กลายเป็นสวนชะอมที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว มานานกว่า 5 ปี สำหรับขั้นตอนการปลูก คุณเพ็ญ บอกว่า จะไถพรวนและยกเป็นร่อง โดยรอบแปลงจะมีร่องระบายน้ำรอบๆ ป้องกันน้ำในช่วงฤดูฝน จากนั้นโรยปุ๋ยคอกและไถกลบอีกรอบ รดน้ำให้ชุ่มก่อนนำกิ่งตอนขนาดสูง 40 เซนติ
อาชีพเกษตรกรรม นอกจากจะเป็นกระดูกสันหลังของชาติแล้ว ยังกลายเป็นอาชีพรองรับสำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัย ทุกระดับการศึกษา หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจร้อยล้าน พันล้าน จะประสบความสำเร็จจากอาชีพประจำแล้วอยากทำเกษตรเพิ่ม หรือผิดหวังจากงานประจำแล้วมาทำเกษตรก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงมีใจรักและความตั้งใจ อาชีพเกษตรกรรมไม่เคยทำร้ายใครอยู่แล้ว คุณชยพล กลมกล่อม สมาร์ทฟาร์มเมอร์นักพัฒนา อยู่บ้านเลขที่ 388 หมู่ที่ 19 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อดีตเป็นนักธุรกิจบ้านจัดสรรอยู่ที่กรุงเทพฯ ประสบวิกฤตฟองสบู่แตก ปี 2540 เจอกับภาวะหนี้สินมากมาย จึงได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นหนทางดำเนินชีวิต และเบนเข็มอาชีพสู่การเป็นเกษตรกรปลูกผักมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว จุดเปลี่ยน จากปลูกผัก 500 ไร่ สู่วิถีชีวิตเกษตรกรพอเพียง คุณชยพล เล่าว่า หลังจากหมดเนื้อหมดตัวจากวิกฤตฟองสบู่แตก ตนใช้เวลากว่า 2 ปี ในการเริ่มทำชีวิตใหม่ เริ่มต้นกับอาชีพใหม่ คือการมุ่งมั่นที่จะเป็นเกษตรกร โดยเริ่มจากการเช่าพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานส่งไร่สุวรรณ จำนวน 5 ไร่ จากนั้นค่อยขยับขยายเช่าพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็น 80 ไ
สับปะรด พืชเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ส่งออกครองอันดับ 1 ในตลาดโลกมาอย่างยาวนาน แต่สถานการณ์การผลิตในประเทศกลับลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด มีปัญหาที่ทับถมและสะสมมากมาย โดยเฉพาะราคาสับปะรดโรงงานที่ไม่ค่อยจะสมดุลกับต้นทุนการผลิตของชาวไร่ มักจะสวิงมาก ไม่เสถียรเท่าที่ควร ประกอบกับผลผลิตต่อไร่ที่ชาวไร่ทั่วไปทำได้ยังต่ำกว่าศักยภาพการผลิตของพืชชนิดนี้ ผลผลิตเฉลี่ยที่ 4-5 ตัน ต่อไร่ นั้นนับว่าต่ำมาก จึงสะท้อนกลับมาที่ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า รายได้ของชาวไร่ไม่คุ้มกับการลงทุน เสียโอกาสมากในรอบปีการเพาะปลูก จำเป็นต้องพัฒนาวิธีการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นจากเดิม ด้วยวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกว่าเดิม จึงจะส่งผลต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น คุณชาญวิทย์ วงษ์สมุทร กูรูสับปะรดปัตตาเวีย ของจังหวัดระยอง มีวิธีการปลูกสับปะรดอย่างไร ได้ผลผลิต ไร่ละ 10-12 ตัน โมเดลนี้อาจพลิกผันวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ หากคนสายสับปะรดนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม ตามไปดูรายละเอียดกันครับ สับปะรดไทย : ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่ำเกินไป ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แสดงให้เห็นว่า ผลผลิตสับปะรดของชาวไร่ไทย ไม่ค่อยขยับขึ้นแม้เวลาจะผ่านมาหลายปี หากข้
“การที่คนเราจะมาทำเกษตร ต้องร้อนให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” เป็นคติประจำใจของ คุณอลงกรณ์ บุพสังข์ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 185 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนจะผันตัวมาทำการเกษตรเหมือนเช่นทุกวันนี้ เดิมทีเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งดูห่างไกลจากเรื่องเกษตรมากพอสมควร ก่อนจะมาถึงจุดนี้ได้ล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย แต่ไม่เคยถอดใจ จนในที่สุดทุกวันนี้สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ด้วยการทำการเกษตร คุณอลงกรณ์ บุพสังข์ เล่าว่า เมื่อก่อนทำงานเกี่ยวกับเบื้องหลัง ทำงานในกองละคร จนกระทั่งมีช่วงเวลาหนึ่งเกิดความรู้สึกว่าอยากกลับบ้าน แต่ตอนนั้นยังไม่มีเงินทุน จึงลาออกแล้วหันไปหางานทำใหม่ ได้มีโอกาสไปทำงานอยู่ที่เชียงคาน ทำงานบริการอยู่ที่โรงแรม แต่ไปเห็นว่าคนเชียงคานเขาอยู่บ้าน แต่ก็มีรายได้เพราะการทำเกษตร จึงหันมาย้อนมองที่บ้านตนเองก็มีพื้นที่ว่างอยู่ แถมยังมีต้นทุนเป็นความรู้ทางด้านการเกษตร เพราะคุณพ่อและคุณแม่เป็นเกษตรกรมาตั้งแต่จำความได้ จึงตั้งใจเก็บเงินทุนได้ก้อนหนึ่งแล้วตัดสินใจกลับมาบ้านเกิด ในปี 2556 ความล้มเหลว คือการเรียนรู้ เริ่มแรกมาตัดสินใจลงทุนทำกล้วยหอมในพื
จากผลงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์สะตอพันธุ์พื้นเมืองจนได้สะตอพันธุ์ตรัง 1 ของศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร จนมีผู้จองต้นพันธุ์สะตอ ตรัง 1 จำนวนกว่า 70,000 ต้น แต่ยังไม่สามารถผลิตสนองความต้องการของเกษตรกรผู้จองเข้ามาได้ คุณสมสุข ศรีวะปะ เป็นเกษตรกรชาวสวนยาง มีอาชีพเพาะกล้ายางพาราจำหน่ายอยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ที่ 9 ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ดร. บุญชนะ วงศ์ชนะ ขณะนั้นเป็นนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษอยู่ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ปัจจุบันนี้ท่านย้ายไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ได้ให้กิ่งพันธุ์ผมมา ก็ได้นำมาติดตาบ้าง เสียบข้างบ้าง ได้ประมาณ 300 ต้น ซึ่งได้เตรียมต้นกล้าไว้ 400-500 ต้น ต้นกล้าสะตอมีอายุประมาณ 8 เดือน ความสูงเฉลี่ยประมาณ 80-100 เซนติเมตร การขยายพันธุ์ต้นกล้าสะตอ คุณสมสุข บอกว่า การผลิตต้นกล้าในระยะแรกผลิตได้น้อย เนื่องจากแปลงกิ่งพันธุ์มีจำนวนจำกัด ต้องพยายามดูลักษณะเด่นของแต่ละต้น เช่น การออกช่อดอก ดูว่าต้นไหนออกดอกไว ประมาณ 2-3 ปี จึงจะมีช่อดอกให้เห็น เราก็จะนำกิ่งพันธุ์ของต้นเหล่านั้นนำมาเ
ในยุคที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตโรคระบาดที่น่ากลัวอย่างไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากขึ้น มีธุรกิจมากมายที่ต้องปิดกิจการลงเพราะพิษโควิด-19 ผู้คนตกงาน ต่างต้องกัดฟันสู้เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เริ่มต้นอาชีพใหม่ ซึ่งมีอาชีพหนึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมาหลายคนมองข้ามและเลือกให้เป็นอาชีพรั้งท้ายที่จะทำคือ อาชีพเกษตร กลับกลายมาเป็นอาชีพที่เข้ามาช่วยกอบกู้และเป็นอาชีพเริ่มต้นใหม่ให้ใครได้อีกหลายคน เพราะอาชีพเกษตรไม่ได้จำกัดการศึกษา ไม่จำกัดฐานะ ทุกคนสามารถเข้าถึงอาชีพนี้ได้ และเมื่อยิ่งมองลึกลงไปแล้ว อาชีพเกษตรคืออาชีพที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้เป็นลำดับต้นๆ ด้วยซ้ำ หากใครยังมองไม่เห็นภาพว่าการเป็นเกษตรกรจะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้อย่างไรบ้าง เชิญพิสูจน์ความจริงได้จากโครงการเกษตรอินทรีย์ 459 ที่ทาง ธ.ก.ส. ได้ริเริ่มโครงการขึ้นมาเพื่อช่วยเกษตรกรให้หลุดพ้นจากหนี้สิน และเพื่อสร้างความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นทั้งในด้านความเป็นอยู่และด้านสุขภาพร่างกาย คุณประเสริฐ ปิ่นนาค พนักงานพัฒนาลูกค้า 8 ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง จากลูกชาวนาสู่การเ
“ชันโรง” หลายท่านรู้จัก แต่ก็อาจมีอีกหลายท่านที่ไม่รู้จัก บางท่านไม่รู้จักชันโรง แต่รู้จัก ขี้สูด ติ้ง ขี้ตังนี อุง หรือ “ผึ้งจิ๋ว” ซึ่งก็ล้วนเป็นชื่อของชันโรงทั้งสิ้น เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับชันโรง ทราบและเข้าใจถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ของแมลงเล็กๆ ที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมเป็นตัวการในการผสมเกสรให้พืชพันธุ์ต่างๆ ทำให้พืชติดผลมากขึ้น เรามาทำความรู้จักกับแมลงชนิดนี้กัน สำหรับ “ชันโรง” มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นเช่น คนเหนือเรียก ขี้ตังนี ขี้ตัวนี หรือ ขี้ย้าแดง ภาคใต้เรียก แมลงอุง ทางอีสานเรียก แมลงขี้สูด ภาคตะวันออกเรียก ตัวตุ้งติ้ง “ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว” (Stingless bees) คือ แมลงผสมเกสรตัวเล็กๆ จัดอยู่ในจำพวกผึ้งแต่ไม่มีเหล็กในเหมือนผึ้ง “ชันโรง” มีวิวัฒนาการสูงกว่าผึ้งป่าและผึ้งหึ่ง นอกจากนี้ชันโรงยังให้น้ำผึ้งอีกด้วย น้ำผึ้งและเกสรของชันโรงมีราคาแพงกว่าน้ำผึ้งทั่วๆ ไป เนื่องจากเชื่อกันว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า เพราะรังของชันโรงหายาก และมีปริมาณน้ำผึ้งน้อย ชันโรงนอกจากจะให้น้ำผึ้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการแล้วยังช่วยผสมเกสรพืชต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ชันโรงมีกล้ามเนื้อที
