พืชทำเงิน
อินทผลัม เป็นไม้ผลเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นพันธุ์พืชใหม่ของคนไทย จึงจำเป็นต้องใช้เวลาศึกษาเรียนรู้เพื่อเข้าใจธรรมชาติของไม้ผลชนิดนี้อย่างเหมาะสม ในฉบับนี้ ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยมชม บ้านสวนอำพันธ์ ของ คุณชัยอารีย์ วงศ์หาญ ประธานชมรมศูนย์ส่งเสริมปลูกอินทผลัม ภาคกลาง ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายมุสลิม ที่รู้จักคุ้นเคยกับการบริโภคอินทผลัมมาตลอดชีวิต เขามีโอกาสไปทำงานที่อิสราเอล 3 ปี ก็ได้เรียนรู้เรื่องอินทผลัมมากขึ้น เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงลงทุนปลูกอินทผลัมที่บ้านเกิดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาประมาณ 10 ปีแล้ว บ้านสวนอำพันธ์ ทุกวันนี้ บ้านสวนอำพันธ์ อินทผลัม อยุธยา จำหน่ายต้นพันธุ์อินทผลัมสายพันธุ์ชั้นนำของโลก โดยนำเข้าอินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อจากแล็บอังกฤษ DPD LTD.U.K. และ UAE. กว่า 20 สายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์ คาลาส (khalas) อัจวาห์ (Ajwah) ชิชี (Shishi) คอนัยซี่ (Khonaizi) บาร์ฮี (Barhi) พันธุ์ซัคลูล (Zaghloul) พันธุ์อาเหม็ด ดาฮาน (Ahmed dahan) พันธุ์โจซี่ (Jozi) พันธุ์ซุกการี พันธุ์มูซาฟาตี พันธุ์ซันตาน่า พันธุ์ซักห์ลูล พันธุ์ลูลู่ พ
บัณฑิตแม่โจ้ เผยเคล็ดลับ ทำงานเกษตรบนพื้นที่จำกัดอย่างไร ให้สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ตลอดปี คุณสุชาดา ดวงต๋า (คุณแพรว) อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 6 ตำบลแช่ช้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เรียนจบจากคณะผลิตกรรมการเกษตร สาขาพืชศาสตร์ เอกพืชสวนประดับ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ หลังเรียนจบได้เข้าทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับการเกษตร ทำงานในส่วนห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ทำได้ปีกว่าๆ มีเหตุให้ต้องออกจากงาน หลังจากนั้นจึงกลับไปอยู่บ้าน เริ่มจับงานเกษตรด้วยการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และมะเขือเทศราชินี เป็นพืชหลักทำเงิน ทำเกษตรบนพื้นที่ 2 งาน สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ทั้งปี คุณสุชาดา ดวงต๋า (คุณแพรว) เริ่มทำงานเกษตรมาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี 5 ปีแรกเริ่มจากการเพาะต้นกล้าพริก ขายที่ภาคกลางมาก่อน ช่วงนั้นถือว่าขายดีมาก แต่ต้องเปลี่ยนจากการเพาะต้นกล้า เพราะได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านที่ภาคเหนือ ซึ่งทางภาคเหนือไม่นิยมซื้อต้นกล้าไปปลูก เนื่องจากน้ำไม่เอื้ออำนวย จึงต้องเปลี่ยนวิธีและแนวคิดใหม่ โดยเริ่มต้นจากการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์บนพื้นที่ข้างบ้าน มีพื้นที่เพียง 2 งาน ในการทำเกษตรเลี้ยงชีพ ซึ่งพื้นที่เพีย
มะขามป้อม ชื่อพื้นเมือง มะขามป้อม ทางเขมร-จันทบุรี เรียกว่า กันโตด จังหวัดราชบุรี เรียกว่า กำทวด ส่วนทางกะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน เรียกว่า มั่งลู่ สันยาส่า ผลมะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมากที่สุดในบรรดาพืชทุกชนิดที่มีในโลก ในผลมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์วิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นาน ผลแห้ง เก็บไว้ในที่เย็น เช่น ในตู้เย็น นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไป ร้อยละ 20 ผลสด ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง (29-37 องศาเซลเซียส) นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไป ร้อยละ 67 เนื้อผลตากแดดให้แห้ง จะเสียวิตามินซีไปประมาณ ร้อยละ 60 ถ้าทำให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง จะเสียวิตามินซีไปไม่มากนัก เนื้อผลแห้งเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องจะเสียวิตามินซีไป ร้อยละ 25 ในเวลา 2 สัปดาห์ เสียวิตามินซีไป ร้อยละ 50 ในเวลา 4 สัปดาห์ และเสียไป ร้อยละ 60 ในเวลา 48 สัปดาห์ น้ำคั้นจากผล ใส่ขวดเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน 2 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปมากกว่า ร้อยละ 50 แต่ถ้าเก็บในตู้เย็นนาน 9 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปน้อยกว่า ร้อยละ 50 ในน้ำคั้นจากผลที่ใส่ขวดเก็บไว้ จะมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้นและมีความเป็นกรดคงที่ ที่ pH2 ผลมะขามป้อม จะมีช่องแบ่งระหว่าง
ปลายเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องไปเดือนมิถุนายน เป็นช่วงฤดูของไม้ผลสีแดงออกสู่ตลาด รสชาติดี มีหลายสายพันธุ์ แต่ละพื้นที่ปลูกจะมีความโดดเด่นของรสชาติที่แตกต่างกัน ว่ากันว่า ผลไม้ชนิดนี้ชอบสภาพอากาศหนาวเย็น จึงจะให้ผลผลิตดี เช่นที่ จังหวัดเชียงราย เกษตรกรที่นำลิ้นจี่เข้ามาปลูกเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ก็เพราะเห็นว่า ราคาดี และสภาพภูมิอากาศมีความเหมาะสม ที่ตำบลนางแล อำเภอเมือง ขณะที่สับปะรดนางแล และภูแล ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง คุณบัวขาว ขันจันทร์แสง ไม่ได้ปลูกสับปะรดเหมือนเกษตรกรทั่วไป แต่เป็นเกษตรกรรายที่ยังคงปลูกลิ้นจี่อยู่จนถึงปัจจุบัน และนำลิ้นจี่เข้ามาปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเป็นรายแรกๆ “ปี 2518 เป็นปีแรกที่นำลิ้นจี่เข้ามาปลูก เพราะยุคนั้นราคาลิ้นจี่ค่อนข้างสูง จึงนำพันธุ์มาจากทางอำเภอแม่สาย และสภาพอากาศมีความเย็นต่อเนื่องเหมาะสมดี นำกิ่งพันธุ์มาปลูกบนพื้นที่ 4 ไร่ จากนั้นขยายพันธุ์จากกิ่งพันธุ์ที่เจริญเติบโตเอง แล้วนำไปปลูกเพิ่มบนพื้นที่อีกแปลง ทั้งหมด 15 ไร่” สายพันธุ์ที่คุณบัวขาวนำมาปลูกมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ฮงฮวย โอวเฮียะ จักรพรรดิ และ กิมเจ็ง พันธุ์ฮงฮวย เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโต
ตำราเคลื่อนที่ด้านเศรษฐกิจพอเพียง อย่าง คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ ปราชญ์ของแผ่นดิน จังหวัดระยอง หรือเรียกกันว่า ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ในวัย 66 ปี นับเป็นแบบอย่างที่ดีงามสำหรับผู้คนในยุคนี้ ในยุคที่ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย” เหลือเพียงแต่พระราชปณิธานและพระราชดำริ รวมทั้งพระราชดำรัสอีกจำนวนมาก ให้พสกนิกรชาวไทยได้ปฏิบัติเพื่อความผาสุกและความร่มเย็น ซึ่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ได้เดินตามรอยพ่อในทุกมิติ จนประสบความสำเร็จ และมีวันนี้ได้เพราะน้อมนำพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้อย่างจริงจัง ทั้งศึกษาภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้รู้อย่างถ่องแท้ เพราะหากนำพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ จะพบว่า “ความรวย” อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และใครๆ ก็รวยได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง โดยผู้ใหญ่สมศักดิ์แนะทางรวยตามวิถีพึ่งพาตนเอง โดยให้เริ่มต้นทำเรื่องของตัวเองก่อน และต้องทำตัวเองให้รอด จึงจะแบ่งปันผู้อื่นได้ “แต่ก่อนจะทำเรื่องของคนอื่น แต่ทำไม่ได้ เพราะเข้าใจไม่ตรงกัน ผลสุดท้ายก็กลับมาทำเรื่องของตัวเอง เอาตัวเองให้รอด พอตัวเองเริ่มรอด แต่กว่าจะรอดก็นาน เพราะมีอะไ
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่บริโภคข้าวเป็นหลักมาตั้งแต่แรกเกิดก็ว่าได้ แต่ไม่เคยทราบว่า ข้าวเปลือก 1 เกวียน เมื่อนำมาสีเป็นข้าวสารแล้วจะได้ข้าวสารกี่กิโลกรัม และอีกคำถามหนึ่ง ผมอยากทราบว่า ข้าวนึ่งที่ส่งออกไปขายต่างประเทศนั้น เป็นข้าวนึ่งเหมือนกับที่เรารับประทานกับลาบส้มตำหรือไม่ ขอคำอธิบายด้วยครับ ขอแสดงความนับถืออย่างสูง นิวัฒน์ มงคลกิตติพงษ์ นครสวรรค์ ตอบ คุณนิวัฒน์ มงคลกิตติพงษ์ ข้าวไทย เป็นข้าวเมล็ดยาว จัดเป็นชนิดอินดิกา (Indica Type) ซึ่งต่างกับข้าว ชนิดจาโปนิกา (Japonica Type) ซึ่งเป็นชนิดเมล็ดป้อม และสั้น มีปลูกมากในเขตอบอุ่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ทางตอนเหนือบางมณฑล ข้าวไทย เป็นข้าวชนิดเมล็ดยาวเรียว เมื่อผ่านกระบวนการขัดสี จะได้ต้นข้าวเพียง 66 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ รายงานไว้ว่า ข้าว 1 เกวียน หรือข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน นำมาแปรรูปแล้วได้เนื้อข้าว เฉลี่ย 660 กิโลกรัม นอกจากนั้น เป็นรำข้าวขาว รำข้าวกล้อง และแกลบ ในปริมาณ 80, 30 และ 230 กิโลกรัม ตามลำดับ ส่วนข้าวชนิดจาโปนิกา แปรรูปแล้วจะได้ต้นข้าวมากถึง 80
จากปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้ คุณสอาด คำทราย จำต้องเกษียณตัวเองออกราชการก่อนกำหนด ทั้งๆ ที่ใจยังรักอยากจะทำงานต่อ แต่เพราะกลัวความเครียดจากการทำงานที่เพิ่มขึ้นตามภาระงานที่ได้รับซึ่งเป็นสาเหตุเร่งเร้าทำให้สุขภาพทรุดโทรม จึงตัดสินใจเกษียณตัวเองจากอดีตเจ้าพนักงานการเกษตร อำลาหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้แก่เกษตรกรมา 31 ปี คุณสอาด คำทราย อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 6 บ้านปงวัง ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง สัมผัสชีวิตเกษตรมาโดยตลอด เมื่อเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมลำปาง (ปัจจุบัน เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดลำปาง) ปี พ.ศ. 2520 ในระดับ ปวช. และ ปวส. จบปี พ.ศ. 2524 (ต่อมาจบปริญญาตรี วท.บ. เทคโนโลยีการเกษตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ปี พ.ศ. 2535) ในปี พ.ศ. 2524 ได้บรรจุเป็นเจ้าพนักงานการเกษตรที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่ และย้ายมาอยู่จังหวัดลำปางเมื่อปี พ.ศ. 2531 ระหว่างรับราชการอยู่ที่จังหวัดลำปาง ได้ใช้พื้นที่หลังบ้านตนเองประมาณ 400 ตารางเมตร ยกแปลงปลูกผักเป็นแปลงๆ เริ่มปลูกได้ก็แจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน เมื่อมีมากขึ้นจึงมีแม่ค้าใกล้เคียงมาซื้อกัน ส่วนใหญ่เป็นผักตามฤดูกาล ในเวลานั้นไม่ได้ปลูกมาก
ความจริง โก้โก้ เป็นพืชที่เกษตรกรส่วนหนึ่งในบ้านเราปลูกกันมานานหลายสิบปีแล้ว แต่อาจจะเป็นเพราะตลาดยังไม่กว้างขวาง และหน่วยงานภาครัฐยังไม่ได้ส่งเสริมอย่างจริงจัง ประกอบกับพืชเศรษฐกิจตัวอื่นๆ อย่างเช่น ยางพารา ได้ราคาดี เกษตรกรส่วนใหญ่จึงหันไปปลูกยางพารากัน จนกระทั่งยางพาราราคาตกต่ำต่อเนื่องกันมาหลายปี และยังไม่มีทีท่าว่าราคาจะดีเหมือนในอดีต เกษตรกรกลุ่มหนึ่งจึงหันเหมาปลูกโกโก้แทน ขณะเดียวกันมีบริษัทเอกชนหลายรายเข้ามาทำธุรกิจอย่างจริงจัง โดยนำต้นพันธุ์มาให้ปลูกและรับซื้อ ชี้ตลาดกว้าง คนยังปลูกน้อย “คุณปัทมพร พิชัย” อายุ 37 ปี เกษตรกรในตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน เป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจมาปลูกโกโก้ เพราะมองว่าเป็นพืชที่คนทุกเพศทุกวัยกินกัน ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ เป็นตลาดที่กว้างกว่ากาแฟเสียอีก แต่คนปลูกมีจำนวนไม่มากเท่าไร ขณะที่มีคนทำช็อกโกแลตเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่มักส่งมาจากเมืองนอก ไม่ได้ซื้อในบ้านเรา นอกจากจะปลูกแล้ว คุณปัทมพรยังรับซื้อจากเกษตรกรในเครือข่ายด้วย เป็นการส่งเสริมเกษตรแบบครบวงจร โดยได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ในอดีตที่เคยทำงานกับทางปิดทองหลังพระฯ น่าน และทำงานที่โครงการแม่ฟ้า
วันนี้ ได้รับเชิญจาก คุณชาวิช จันทร์เกษ ประธานสหกรณ์การเกษตรผสมผสานสกลนคร จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานเครือข่าย มหาวิทยาลัยชาวนาสกลนครร่วมกันขับเคลื่อนโครงการเกษตรเพื่ออาหารและการท่องเที่ยว โดยมีเกษตรกรรุ่นใหม่ young smart farmer เป็นแกนนำเนื่องจากเป็นคนหนุ่มไฟแรงมีแนวความคิดหัวก้าวหน้าทันต่อโลกในสถานการปัจจุบัน ให้มาร่วมงานเปิด สถาบันพัฒนาเกษตรกร (มหาวิทยาลัยชาวนาสกลนคร) ที่ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือกลุ่มผสมผสานและเทคโนโลยี กลุ่ม Young Smart Farmer สกลนคร โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นของ คุณสิทธิ์ศักดิ์ พุ้ยมอม อยู่ที่บ้านดอนเชียงบาน หมู่ที่ 3 ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร อาศัยติดรถร่วมกับ ว่าที่ ร.ต. ประสิทธิชัย บุระเนตร รักษาการสหกรณ์จังหวัดสกลนคร มารับ และออกจากตัวเมืองสกลนคร มุ่งหน้าไปตามถนนสายสกลนคร-นครพนม ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หรือราว 30 กม. ผ่านทางเข้า เข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเลยไปอีกราว 3 กม. ก็ถึงบ้านดอนเชียงบาน เป็นสามแยก ไปทางอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เลี้ยวซ้ายไปตามถนนดอนเชียงบาน-นาหว้า ราว 2 กม. ก็จะพบกับพื้นที่ของการเปิดงาน “สถาบันพัฒนาเกษตรกร” ว
เกษตรกร ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปลูกต้นไผ่สร้างรายได้และสามารถพัฒนาเป็นอาชีพจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้กลุ่มลูกค้าที่เข้ามารับซื้อต่างพากันชื่นชมในความพยายาม นอกจากนี้ ยังบรรลุผลสำเร็จเกี่ยวกับการแปรรูปไม้ไผ่เจาะตลาดการขายให้กับคนรุ่นใหม่ คุณปริชมน หาญเผชิญโชค เกษตรตำบลป่าระกำ เล่าก่อนที่จะมารู้จักกับเกษตรกรที่เริ่มจากการพูดคุยกับเกษตรกร ซึ่งในช่วงแรกก็ไม่ได้มีการสนับสนุนอะไรเลย แต่พอมาเห็นว่าที่บ้านของ คุณสำราญ อภัยกาวี มีการทำกิจกรรมมากมายหลายอย่าง ก็ได้เชิญคุณสำราญ เข้าไปเป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร ภายใต้ชื่อโครงการ สวนสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเลือกคุณสำราญ เพราะว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งและพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร หลังจากนั้นมา ทางด้านเกษตรตำบลป่าระกำร่วมกับทางเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ทั้งนี้ เพื่อชักชวนคนในพื้นที่และต่างพื้นเข้ามาเที่ยวเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีอาชีพและรายได้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อ
