พืชทำเงิน
“สับปะรด” ผลไม้รสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดๆ นับเป็นผลไม้มหัศจรรย์มากคุณค่าอย่างคาดไม่ถึง สับปะรดเป็นผลไม้ที่ดีสำหรับดวงตา เพราะมีวิตามินมากมาย สารเบต้าแคโรทีนในสับปะรดช่วยทำให้ดวงตามีสุขภาพดีขึ้น หากใครรู้สึกอ่อนเพลีย ขอแนะนำให้กินสับปะรดสักชิ้น เพราะเนื้อสับปะรด มีน้ำตาลจากธรรมชาติ ช่วยเพิ่มระดับพลังงานแล้ว เนื้อสับปะรดยังมีปริมาณเส้นใยสูง ช่วยย่อยอาหาร ลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดน้ำหนักอีกด้วย สับปะรด อยู่ในกลุ่มพืชใบเลี้ยงเดี่ยว สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี เมื่อเจริญเป็นผลแล้วจะเจริญต่อไปโดยตาที่ลำต้นจะเติบโตเป็นต้นใหม่ได้อีก และสามารถดัดแปลงเป็นไม้ประดับได้อีกด้วย ปัจจุบัน สับปะรด ที่ใช้บริโภคในปัจจุบันมีระบบรากหาอาหารอยู่ในดิน จัดเป็นไม้ดิน แต่ยังคงลักษณะบางประการของไม้อากาศเอาไว้ คือสามารถเก็บน้ำไว้ตามซอกใบได้เล็กน้อย มีเซลล์พิเศษสำหรับเก็บน้ำเอาไว้ในใบ ทำให้ทนทานในช่วงแล้งได้ พันธุ์สับปะรดที่ปลูกในประเทศไทยมีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่ที่นิยมปลูกเชิงการค้า คือ “พันธุ์ปัตตาเวีย” เรียกว่า สับปะรดศรีราชา นิยมปลูกทั่วไป ผลใหญ่ ฉ่ำน้ำ เนื้อสีเหลืองอ่อน “พันธุ์ภูเก็ต หรือ พันธุ์สวี” นิย
ข้าวโพดเทียนเมืองสิงห์ ข้าวโพดแปดแถวฝักเล็กเมล็ดสีเหลืองทอง รสชาติหวาน อร่อย เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่เกษตรกรปลูกและมีตลาดรองรับในการซื้อขาย เป็นอีกพืชหนึ่งที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำพอที่จะนำไปเสริมสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว ข้าวโพดเทียนเมืองสิงห์ เดิมมีชื่อเรียกว่า ข้าวโพดเทียนบ้านเกาะ สาเหตุการเปลี่ยนชื่อนั้นเป็นช่วงที่ นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีในสมัยนั้น ไปติดตามตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูอาชีพให้แก่เกษตรกร ภายใต้โครงการพัฒนาอาชีพเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประจำปีงบประมาณ 2555 การเสนอเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ผู้บริโภคจำได้ง่ายและจำได้นาน เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่น่าสนใจ ผู้เขียนจึงได้นำเรื่องราวมาบอกเล่าสู่กัน คุณฉวี ธูปทอง เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเทียนเมืองสิงห์ ตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เล่าให้ฟังว่า เมื่อปลายปีที่แล้วน้ำฝนน้ำป่ามากได้บ่าเข้าท่วมในพื้นที่ทำนา สวน ทำให้ไม่ได้รับผลผลิตไว้กินไว้ขาย แถมยังต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก เมื่อวิกฤตผ่านไป ภาครัฐได้ช่วยเหลือด้วยการฝึกอบรมวิชาชีพ จากนั้นได้กลับมาฟื้นฟูพื้นที่เดิมที่เคยปลูกมะลิ ด้วยการปลูกข้าวโพ
เงาะ เป็นผลไม้ที่สำคัญของภาคตะวันออกและภาคใต้ และปัจจุบันได้ถูกนำมาปลูกในพื้นที่จังหวัดต่างๆ รวมทั้งจังหวัดหนองบัวลำภูด้วย สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างเช่น คุณสง่า สารพัฒน์ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 หมู่ที่ 9 บ้านต่างแคน ตำบลบ้านโคก อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู โทรศัพท์ (085) 456-5990 และ (063) 056-2688 (ภรรยา) คุณสง่า เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่การเกษตรกว่า 100 ไร่ เป็นที่ นส. 3 และ ส.ป.ก. โดยได้ทำการเกษตรหลายอย่าง ได้แก่ ยางพารา ประมาณ 50 ไร่ มีรายได้ปีละ 4 แสน ถึง 5 แสนบาท และแนวโน้มมีรายได้ลดลงเรื่อยๆ ทำไร่อ้อย 20 กว่าไร่ มีรายได้ปีละประมาณ 20,000 บาท และมีแนวโน้มรายได้ลดลงเช่นกัน ปี 2541 ได้ทดลองปลูกเงาะโรงเรียน จำนวน 200 ต้น โดยใช้ระยะปลูก 7×7 เมตร พื้นที่ประมาณ 6 ไร่ ได้จัดทำระบบน้ำไปยังต้นเงาะทุกต้น ลงทุนประมาณ 40,000 บาท สามารถให้น้ำเงาะได้ตลอดปี ในระยะแรกได้มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แซมช่องว่างระหว่างของเงาะ ทำให้มีรายได้เสริมในระหว่างที่ยังไม่ให้ผลผลิต การให้ปุ๋ย ได้นำแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยใช้สูตร 46-0-0 อัตรา 50
สภาพอากาศเย็นมีความชื้นสูงในช่วงเช้าและตอนกลางคืน ส่วนในตอนกลางวันอากาศร้อนอบอ้าว กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะผลมะเขือ ที่สามารถพบได้ในระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับในระยะเจริญเติบโตให้เกษตรกรสังเกตติดตามการระบาดของหนอนเจาะผลมะเขือ ตัวหนอนเจาะผลมะเขือจะเข้าทำลายยอดมะเขือ ทำให้ยอดเกิดความเสียหาย โดยตัวหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในลำต้นมะเขือที่สูงจากยอดประมาณ 10 เซนติเมตร ทำให้ยอดมะเขือมีอาการเหี่ยวในเวลาที่มีแสงแดดจัด ระยะติดผล ตัวหนอนเจาะผลมะเขือจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในผลมะเขือ ทำให้ผลผลิตมะเขือเสียหาย แนวทางการป้องกันและกำจัดหนอนเจาะผลมะเขือ ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูก และเก็บยอดหรือผลมะเขือที่ถูกทำลายนำออกจากแปลงมาเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อช่วยลดการแพร่ระบาด หากพบยอดมะเขือเหี่ยว 3-5 เปอร์เซ็นต์ หรือพบผลอ่อนมะเขือถูกทำลาย 5-10 เปอร์เซ็นต์ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเบตาไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเกษตรกรควรเลือกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง และควรพ่นสาร
จังหวัดพะเยา เป็นแหล่งปลูกหอมแดงที่สำคัญอันดับสองของภาคเหนือตอนบน รองจากจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกหอมแดง รวมทั้งสิ้น 9,628 ไร่ (สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา, 2560) กระจายอยู่ในอำเภอเมือง อำเภอแม่ใจ อำเภอจุน อำเภอปง อำเภอดอกคำใต้ อำเภอเชียงคำ และอำเภอภูซาง โดยตำบลจำป่าหวาย อำเภอเมืองพะเยา มีพื้นที่ปลูกหอมแดงมากที่สุด และเป็นหอมแดงที่ขึ้นชื่อของจังหวัดพะเยา เนื่องจากเป็นหอมแดงคุณภาพ รสเผ็ด หัวโต สีสวยสด เป็นที่ต้องการของตลาด ในช่วงต้นเดือนมกราคมของปี 2560 กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง ตำบลจำป่าหวาย อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ประสบปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนตกติดต่อกันเกือบ 10 วัน ประกอบกับมีหมอกลงจัดในช่วงเช้าและกลางคืน ทำให้เกิดโรคระบาดในแปลงปลูกหอมแดง จำนวน 13 หมู่บ้าน ส่งผลกระทบต่อผลผลิตหอมแดงเสียหายกว่า 1,400 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวนกว่า 800 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 2,374,450 บาท ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของกลุ่มงานอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา สำนักงานเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า หอมแดง ที่ได้ร
“ไคติน” เป็นโครงสร้างแข็งของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จำพวกแมลง กุ้ง ปู ปลาหมึก เป็นต้น ส่วน “ไคโตซาน” เป็นองค์ประกอบอยู่ในเปลือกนอกของสัตว์พวก กุ้ง ปู แมลง และเชื้อรา เป็นสารธรรมชาติที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว คือ ที่เป็นวัสดุชีวภาพย่อยสลายตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยในการนำมาใช้กับมนุษย์ ไม่เกิดผลเสียและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เกิดการแพ้ ไม่ไวไฟ เมื่อไคโตซานเกิดการสลายตัวจะเป็นการปลดปล่อยธาตุไนโตรเจนให้แก่ดิน นอกจากนี้ ไคโตซาน ยังสามารถยึดธาตุโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ฟอสเฟต ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชแล้วค่อยๆ ปลดปล่อยสารเหล่านี้แก่พืช ทั้งนี้เพราะไคโตซานเป็นสารชีวภาพ ฉะนั้น จึงช่วยลดการชะล้างและช่วยให้การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง ทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภาคเหนือ (สวทช. ภาคเหนือ) กศน. ตำบลขี้เหล็ก กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และสถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ จึงร่วมกันส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้การผลิต ไคติน-ไคโตซา
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมเป็นคนชอบรับประทานข้าวญี่ปุ่นคนหนึ่ง อยากทราบว่าประเทศไทยปลูกได้หรือไม่ ถ้าปลูกได้ มีที่ไหนบ้าง และความแตกต่างระหว่างข้าวไทยกับข้าวญี่ปุ่น นอกจากเมล็ดมีรูปร่างแตกต่างกันแล้ว มีอะไรอีกบ้างที่มีความแตกต่างกัน ขอคำอธิบายด้วยครับ ขอแสดงความนับถือ สุเมธ เสนาสกุล สระบุรี ตอบ คุณสุเมธ เสนาสกุล ข้าวไทย กับ ข้าวญี่ปุ่น นักพฤกษศาสตร์ และนักวิชาการเกษตร ได้จำแนกไว้อย่างชัดเจน ดังนี้ ข้าวไทย จัดเป็นชนิดอินดิก้า (Indica Type) ส่วน ข้าวญี่ปุ่น จัดอยู่ในชนิดจาโปนิก้า (Japonica Type) มาดูในรายละเอียดกันครับ ข้าวไทย เป็นข้าวเมล็ดยาว หุงขึ้นหม้อ ลำต้นสูง ใบสีเขียวอ่อน หักล้มง่าย ไม่ตอบสนองต่อปุ๋ย เป็นข้าวที่ไวต่อช่วงแสง (Photo Sensitivity) คือออกดอกในฤดูที่กลางวันมีแสงแดดน้อยกว่า 11 ชั่วโมง จึงออกดอกและเก็บเกี่ยวในฤดูหนาว ตัวอย่างข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ขาวตาแห้ง เจ๊กเชย และขาวนางเนย สำหรับข้าวในสกุล กข เนื่องจากมีการปรับปรุงพันธุ์มาแล้ว จึงต่างจากชนิดอินดิกาไปบ้าง ข้าวญี่ปุ่น เป็นข้าวเมล็ดสั้น ข้าวสารหุงไม่ขึ้นหม้อ หุงสุกแล้วคล้ายข้าวเหนียว ใช้ตะเกียบคีบเป็นคำได้
กล้วย ถูกนำมาใช้แทนคำเปรียบเปรยในประโยคบ่อยครั้ง เช่น เรื่องกล้วยๆ ของกล้วยๆ หรือแม้กระทั่ง คำว่า ง่ายกว่ากล้วย ก็แสดงให้เห็นว่า กล้วย เป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ง่าย นำมาใช้ประโยชน์ได้ง่าย รวมถึง ปลูกง่าย การันตีการปลูกว่า “ง่าย” ได้ไม่ยาก ลองพิจารณาจากตรงนี้ พื้นที่เพียง 1 ตารางวา ก็สามารถปลูกกล้วย ให้ได้ผลผลิตดี งอกงาม ใช้ประโยชน์ในทุกส่วนจากต้นกล้วยได้ ไม่ยากจริงๆ วิธีปลูก – หลุมปลูก ควรขุดหลุมขนาดประมาณ 50 คูณ 50 เซนติเมตร (กว้าง xยาว x สูง) ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม 3-4 กำมือ หากมีปุ๋ยคอก ให้ใช้ปุ๋ยคอก แต่ถ้าไม่มีให้ซื้อปุ๋ยชีวภาพมาใส่แทน – พันธุ์ สายพันธุ์กล้วยจัดว่าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ามีสายพันธุ์ที่ดีก็วางใจไปเกินครึ่งว่า การปลูกกล้วยครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ ได้เครือใหญ่ ผลสวย รสชาติดี แต่ถ้าสายพันธุ์ไม่แน่ชัด ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะกล้วย อย่างไรก็คือ กล้วย ถ้าไม่ใช่กล้วยป่าก็ไม่ต้องกังวล เพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีเมล็ดในผลกล้วยให้รำคาญยามกิน หน่อกล้วย หาซื้อได้ตามชอบใจตามร้านจำหน่ายพันธ์ุไม้ หากพื้นที่เพียง 1 ตารางวา จำนวน 1 หน่อ จัดว่ากำลังดี เมื่อได้หน่อกล้วยมาแล้ว วาง
กล้วยไข่ เป็นผลไม้ที่มีระยะเวลาการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น เมื่อตัดออกจากเครือยังเป็นสีเขียว วางจำหน่ายไม่กี่วันก็จะเหลืองสุกและขั้วหวีจะเน่าตามมา กล้วยไข่เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเช่นเดียวกับผลไม้ประเภทอื่นๆ ซึ่งจะต้องมีระยะเวลาในการเดินทางและระยะเวลาในการวางจำหน่ายอยู่ในร้านประมาณ 15 วัน คุณจารุวรรณ บางแวก ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การส่งออกกล้วยไข่ไปจำหน่ายต่างประเทศ พบว่า มีปัญหาในเรื่องของการส่งออก คือ ขั้นตอนของการบ่มและการวางจำหน่าย มีปริมาณการสูญเสียมากที่สุด ประมาณ 64% สาเหตุการสูญเสียที่สำคัญคือ โรคขั้วหวีเน่า 60% ที่มีสาเหตุจากการทำลายของเชื้อรา ทำให้ผลผลิตส่วนหนึ่งเกิดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้อายุการวางจำหน่ายสั้นลงที่ปลายทาง และเมื่อเกิดโรคขั้วหวีเน่า ก็จะทำให้ขายไม่ได้ การสูญเสียของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยในตัวของผลิตผลเอง ได้แก่ การหายใจ การคายน้ำ ซึ่งทำให้ผลิตผลเกิดการสูญเสียน้ำหนัก และปัจจัยภายนอก ได้แก่ การทำลายของโรคและแมลง การเกิดบาดแผลอ
หากเอ่ยชื่อ “บรรจง” แห่งบ้านฉาง เมื่อสามสิบปีที่แล้ว วงการค้าและผลิตมะม่วงนอกฤดู จะรู้ดีว่าเขาคือผู้ประสบความสำเร็จกับมะม่วงนอกฤดู ที่มีทั้งเขียวเสวย น้ำดอกไม้ ก่อนจะมีสารเร่งออกมาบังคับต้นมะม่วงออกนอกฤดูเสียอีก เป็นที่กล่าวขวัญกันมาในอดีตนานแล้ว กระทั่ง ปี 2536 เขาได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในด้านทำสวนมะม่วงมาแล้ว อีกไม่นานเขาก็จะได้รับพระราชทานปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก สาขาวิทยาศาสตร์ เป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล ส่วนรางวัลชนะเลิศประกวดไม้ผลมะม่วง ขนุน นั้น มีมากมายจนจำไม่ได้ เขากล่าวกับผู้เขียนไว้เมื่อครั้งได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นไว้ว่า “ผมเป็นคนชอบทดลองและทำในสิ่งใหม่ๆ ในด้านการนำวิชาการมาควบคู่กับการปฏิบัติจนประสบผลสำเร็จ ในการผลิตมะม่วงนอกฤดูและก่อนฤดู เนื่องจากมีภาระหน้าที่ลูกสาว 3 คน กำลังเรียนในมหาวิทยาลัย กำลังใช้เงินอยู่ ส่วนลูกชายก็ไปหาความรู้ที่ประเทศออสเตรเลีย หากไม่ได้ราคาจากมะม่วงนอกฤดู ผมคงไม่มีปัญญาส่งลูกเรียนแน่” เขากล่าวถึงความลำบากในอดีตที่ผ่านมา 30 ปี ที่คลุกคลีกับสวนมะม่วงที่เขาเช่าที่ดินไว้นับร้อยไร่ ผู้เขียนเลยถามเข
