พืชทำเงิน
ถึงแม้ได้ชื่อว่าอยู่ในพื้นที่เมืองสี่แคว แต่ไพศาลีดูร้อนแล้ง สภาพทั่วไปที่เห็น…เกษตรกรทำพืชไร่ ขึ้นชื่อมากๆ คือ ปลูกอ้อย ส่งโรงงานน้ำตาล ปลูกมันสำปะหลัง ครอบครัวของ คุณสุธาสินี วันดี ทำพืชไร่มานาน จนกระทั่งเธอเรียนจบทางด้านพืชผัก จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงเริ่มมีปรับแผนการทำเกษตร สิ่งที่เธอทำอยู่ ถึงแม้เริ่มต้นไม่นานนัก แต่หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มสดใส นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของพ่อแม่ คุณสุธาสินี วันดี หรือ คุณนก อยู่บ้านเลขที่ 5/4 หมู่ที่ 18 ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ 60220 คุณนก เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่น 77 เรียนจบ ลงมือทำเกษตร ยอมรับว่ายาก แต่มีลู่ทาง คุณนก เล่าว่า เดิมทางบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไป งานเกษตรที่ทำกันคือ นาข้าว อ้อย มันสำปะหลัง มะขามเทศ สิ่งที่ประสบเหมือนกับเกษตรกรที่อื่นคือ ราคาตกต่ำ “แต่เดิมเป็นคนที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ เมื่อจบ ม.ปลาย มีความคิดว่าจะเรียนอะไรดีที่เหมาะสมกับตัวเราเองมากที่สุด ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ ตอนแรกก็คิดว่าเรียนไปเถอะ เรียนให้จบๆ ไป อยากให้ครอบครัวภูมิใจบ้าง คนต่างจังหวัดหากบุตรหลานมีการศึกษาสูงๆ นั้นเป็นเรื่องที
50 ปีที่ผ่านมา การระบาดของแมลงวันผลไม้ยังไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน ชมพู่ที่ปลูกไว้ข้างบ้านสามารถเก็บกินได้โดยไม่ต้องห่อ ปัจจุบันถ้าไม่ห่อจะไม่ได้กินแม้แต่ผลเดียว เพราะแมลงวันผลไม้จะเข้าทำลายตั้งแต่ผลยังเล็ก ทำให้ผลเน่าและร่วงหล่นจนหมด ปัจจัยที่ทำให้แมลงวันผลไม้หรือแมลงวันทองเป็นแมลงศัตรูสำคัญของผลไม้ในประเทศไทย ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีการปลูกพืชหลายชนิดหมุนเวียนตลอดปี พืชต่างๆ เหล่านั้น โดยเฉพาะไม้ผลเกือบทุกชนิดเป็นพืชอาศัยของแมลงวันผลไม้ ซึ่งแมลงวันผลไม้ที่สำคัญในบ้านเราคือ Oriental fruit fly (Bactrocera dorsalis Hendel) มีพืชอาศัยมากกว่า 50 ชนิด และ guava fruit fly (Bactrocera correcta Bezzi) มีพืชอาศัยมากกว่า 36 ชนิด พืชอาศัยของแมลงวันผลไม้ทั้งสองชนิดมีทั้งผลไม้ยอดนิยมที่ชาวบ้านชอบปลูกไว้ประจำบ้าน เช่น ชมพู่ ฝรั่ง มะม่วง และผลไม้ในป่าอีกหลายชนิด ผลไม้เหล่านี้จะทยอยออกดอกติดผลตลอดทั้งปี และกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของประเทศไทย ทำให้แมลงวันผลไม้สามารถขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณได้ตลอดเวลา โดยไม่จำกัด เพราะมีพืชอาหารต่อเนื่อง ในโครงการการจัดการแมลงวันผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยคิดว่าก
ตำรวจเชียงใหม่ ปลูกมะละกอ ด.ต. ศศิวัฒน์ ทรัพย์วรธนา (ดาบวอน) ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 ตำรวจภูธร จังหวัดเชียงใหม่ ที่อยู่ 496/2 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ด.ต. ศศิวัฒน์ ทรัพย์วรธนา (ดาบวอน) ผู้หลงรักในการทำเกษตร มองดูแล้วอาจห่างไกลกับอาชีพรับราชการตำรวจอยู่มาก แต่ด้วยความที่ใจรักและมีพื้นเพพ่อแม่ทำสวนทำไร่ตั้งแต่เด็ก จึงมีแนวคิดที่จะทำสวนเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ และอีกเหตุผลที่ทำคือ ลำพังเงินเดือนตำรวจน้อยนิด ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้สบายได้ ต้องเป็นหนี้สหกรณ์ นำเงินมาใช้จ่ายหลายส่วน จึงอยากหาอาชีพเสริม ด้วยความที่พอมีความรู้ด้านการเกษตรติดตัว ประกอบกับมีผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกมะละกอให้คำแนะนำ จึงตัดสินใจใช้พื้นที่ที่เคยซื้อไว้เมื่อ 10 ปีก่อน ปลูกมะละกอพันธุ์เรดมาลาดอร์ จำนวน 5 ไร่ ปัจจุบันปลูกได้ผลดี ผลผลิตไม่พอขาย ลูกค้าต้องต่อคิวซื้อ ด้วยความที่มีรสชาติหวาน หอม อร่อย ทำเงินดี คิดง่ายๆ มะละกอ 3 วัน เก็บขายทีละ 2-3 เข่ง ก็ได้เงินหลายพันบาทแล้ว ด.ต. ศศิวัฒน์ ทรัพย์วรธนา (ดาบวอน) ดาบวอน ตำรวจหนุ่มผู้ขยันขันแข็ง เดิมมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครสวรรค์
“แต่ก่อนเคยทำไร่ข้าวโพด 20 ไร่ ต้องใช้ยาและปุ๋ยเคมีมาก อีกทั้งแรงงานหายาก เมื่อขายผลผลิตแล้ว หักลบต้นทุนกำไรไม่คุ้มค่า จึงน้อมนำเอาศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ทำการเกษตรแบบพอเพียงในพื้นที่ 2 ไร่กว่า สามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญา 2 คน” เป็นคำกล่าวที่ภาคภูมิใจของ คุณบุญหย่วน ดีคำวงศ์ เกษตรกรวัย 60 ปี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เมื่อปี 2535 ได้เริ่มนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่ 2 ไร่กว่า บริเวณบ้านของตนเอง โดยทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล เลี้ยงไก่ จิ้งหรีด และกบ ใช้แรงงานภายในครอบครัว ไม่ต้องจ้างแรงงาน ทุกอย่างที่ปลูกและเลี้ยงได้นำมาประกอบอาหารในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายเป็นรายได้ ปัจจุบันทุกวันจะมีรายได้จากพืชผัก 300 บาท ในรอบเดือนมีรายได้จากการจำหน่ายจิ้งหรีด 4,000-6,000 บาท และในรอบปีจะจำหน่ายลูกกบได้กว่า 50,000 บาท พร้อมกับจำหน่ายผลไม้ในสวนอีกประมาณ 20,000 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เรื่องปุ๋ยและยาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพใช้เอง รวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด
การใช้ชีวิตอยู่บนความฝันของคนอื่น อาจมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ไม่มีความสุข เมื่อความฝันของตัวคุณเองถูกละเลย “คุณมุก – ณัชคิรากร ดำชมทรัพย์” เกษตรกรปริญญาโทเมืองแปดริ้ว จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำในบริษัทเอกชน เพื่อไล่ตามความฝันของตัวเองในฐานะเกษตรกร ที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้อย่างน่าทึ่ง จบคอมพิวเตอร์ แต่ได้ดีในสายงานเกษตร คุณมุก นักศึกษาปริญญาโทรายนี้ สนใจเรียนสายเกษตร ตั้งแต่ ม. 3 ช่วงนั้นธุรกิจคอมพิวเตอร์กำลังบูม คุณแม่แนะนำให้เธอเรียนด้านคอมพิวเตอร์เพื่อให้จบแล้วมีงานทำแน่นอน คุณมุกยอมรับว่า ตอนนั้น เธอยังไม่รู้จักตัวเองมากพอ จึงตัดสินใจเรียนในสาขาธุรกิจคอมพิวเตอร์ ตามความต้องการของคุณแม่ หลังเรียนจบในปี 2540 เธอทำงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ประมาณ 2 ปี ก็ตัดสินใจลาออกเพื่อทำอาชีพเกษตรกรที่เธอใฝ่ฝัน จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอมีสภาพภูมิประเทศเอื้อต่อการเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา คุณมุกจึงตัดสินใจเช่าบ่อกุ้งร้าง เนื้อที่ 20 ไร่ เพื่อนำมาเลี้ยงกุ้งขาว เพราะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป ต่อมาเจอวิกฤตราคากุ้งตกต่ำ และมีปัญหาโรคกุ้ง จึงเปลี่ยน
ทุกวันนี้ ต้นทุนค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี ที่อยู่ในเกณฑ์สูง แต่ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิด กลับชะลอตัวลดลง หากผลผลิตที่ปลูกได้ ขายไม่ได้หรือขายได้ราคาต่ำ เกษตรกรก็อยู่ลำบากขึ้น เพราะรายรับไม่พอกับรายจ่าย ทางออกที่ดีที่สุดคือ ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง เพื่อให้มีผลกำไรเหลืออยู่ในกระเป๋าได้มากที่สุด วิถีชาวนาตำบลสลักได เกษตรกรในพื้นที่บ้านตระแบก หมู่ที่ 4 ตำบลสลักได อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชุมชนแห่งนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ผลผลิตแต่ละปีไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณและการกระจายตัวของฝน เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่นอกพื้นที่เขตชลประทาน ปลูกข้าวนาน้ำฝนได้เพียงปีละครั้ง ส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิเป็นหลัก หลายสิบปีที่ผ่านมา ชาวนาในท้องถิ่นนี้ ปลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาตลอด ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไรต่ำ เนื่องจากสภาพดินเสื่อมโทรม มีความเป็นกรดค่อนข้างสูง ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช เนื่องจากเกิดจากการตกค้างของสารเคมี ปุ๋ยเคมี ที่มีการใช้อย่างไม่ระมัดระวังและต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินตายไป ทำให้สภาพดินเสื่
ปัจจุบัน กระแสความนิยมบริโภคพืชผักอินทรีย์เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สินค้าขายดีหลายชนิด จัดอยู่ในกลุ่มพืชผักพื้นบ้าน ที่ปลูกเป็นผักริมรั้ว ดูแลแบบพืชผักอินทรีย์ กลายเป็นสินค้าทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของเกษตรกรในหลายพื้นที่ เพราะพืชผักพื้นบ้านปลูกดูแลง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาโรคแมลงมากนัก แถมมีตลาดรองรับแน่นอน สร้างรายได้ดีให้แก่เกษตรกร ถั่วแปบ หรือ มะแปบ เหมยโต้ว เสี่ยงตาวโต้ว ถั่วแปบ เป็นพืชตระกูลถั่ว ที่มีแหล่งกระจายพันธุ์มาจากประเทศอินเดีย แล้วจึงกระจายพันธุ์ไปทางภูมิประเทศแบบเขตร้อนหรือร้อนชื้น โดยทั่วไปมี 2 ชนิด คือ ถั่วแปบเขียว ฝักจะมีสีเขียวเข้ม และถั่วแปบขาว ซึ่งฝักจะมีสีเขียวซีดขาว แต่ปัจจุบันมีถั่วแปบอีกชนิดหนึ่ง คือ ถั่วแปบม่วง มีลักษณะฝักสีม่วง มีดอกสีม่วง สวยงามมาก ปลูกตามแนวรั้วไว้รับประทานฝักอ่อน เช่น แกงส้ม ลวกจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอยใส่หมูหรือกุ้งก็ได้ตามชอบ ถั่วแปบ ประกอบด้วย โปรตีน แป้ง ไขมัน เกลือแร่ และแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี รวมไปถึงวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี กรดแพน-ไรทีนิค และสารพฤกษเคมี ที่มีชื่อว่า ไฟโตฮีแม็กกลูตินิน (Phytohemagglutini
ธุรกิจฟาร์มเห็ด เป็นอีกหนึ่งอาชีพในฝันที่หลายคนสนใจอยากทำเป็นอาชีพหลังเกษียณเพราะใช้เงินลงทุนไม่สูงมากแต่ให้ผลตอบแทนที่ดี การพัฒนาธุรกิจฟาร์มเห็ดให้ประสบความสำเร็จมีปัจจัยพื้นฐานไม่กี่อย่างเริ่มจากโรงเรือนที่ใช้เปิดคอกเห็ดต้องควบคุมอุณหภูมิ-ความชื้น-แสง-ปริมาณอ๊อกซิเจนได้อย่างเหมาะสม ควบคุมโรคแมลงและไรเห็ดได้ ก็มีดอกเห็ดออกขายทำเงินได้แล้ว หากต้องการให้ฟาร์มเห็ดมีผลกำไรเพิ่มมากขึ้นก็ต้องลงทุนขายก้อนเห็ดและเชื้อพันธุ์เห็ดไปพร้อมๆ กัน หากใครอยากเห็นธุรกิจฟาร์มเห็ดที่สร้างมาเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นมรดกทางธุรกิจแก่ลูกหลานในระยะยาว ควรลงทุนสร้างฟาร์มเห็ดครบวงจร มีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดและติดแบรนด์สินค้าฟาร์มให้เป็นที่รู้จักของตลาดในวงกว้าง และพัฒนาต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาใช้ชมและเลือกซื้อสินค้าถึงฟาร์ม ซึ่งการทำธุรกิจรูปแบบนี้จะสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับ “เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม ” ผู้นำตลาดฟาร์มเห็ดเชิงท่องเที่ยวแนวใหม่ กับฟาร์มเห็ดครบวงจร ที่นี่เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ กิจกรรม ที่พัก ร้านกาแฟ ช็อปปิ้ง และไฮไลท์ร้านอาหาร เสิร์ฟเมนูเห็ดนานาชนิด ที่เป็นท
สวนทุเรียน GAP ของ ลุงมนัส ฮวดจึง ประธานชมรมเกษตรกรชาวสวนจังหวัดปราจีนบุรี บ้านเลขที่ 133/2 หมู่ 8 ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โทร.0-3740-3568 , 086-144-1092 ลุงมนัสมีพื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดที่ลาดกระบัง อาชีพเดิมทำนาแต่มีรายได้ลุ่มๆ ดอนๆ จึงตัดสินใจ ซื้อที่ดินเนื้อที่ 30 ไร่ ในตำบลดงขี้เหล็กตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อนเพื่อปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน ปัจจุบัน สวนฮวดจึง ปลูกทุเรียน 350 ต้น ต้นมังคุด 500 ต้น เงาะโรงเรียน100 ต้น กระท้อน 50 ต้น และมะไฟอีกบางส่วน ระหว่างเดินชมสวนแห่งนี้ สังเกตว่า ไม้ผลส่วนใหญ่มีอายุกว่า 15 ปีแล้วทั้งสิ้น เช่น ต้นทุเรียน ต้นเงาะพันธุ์โรงเรียน ต้นกระท้อน พันธุ์ปุยฝ้าย ซึ่งโดยปกติ ต้นไม้ที่มีอายุมากจะให้ผลผลิตลดลง แถมลำต้นสูงใหญ่มาก การดูแลสวนจึงทำได้ยาก โดยเฉพาะต้นกระท้อนที่ต้องอาศัยการห่อผล ลุงมนัสพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเลือกใช้เทคนิคการทำสาวต้นไม้ ลุงมนัส ต้องใช้เวลาในการตัดทอนต้นให้เตี้ยลง ค่อยๆ ทำอย่างใจเย็น ใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี จึงจะได้ต้นทุเรียน ต้นเงาะ ต้นกระท้อนที่มีวัยสาวเอ๊าะๆ ที่มีผลผลิตเพิ่มพูนมากขึ้น การดูแล “สวนฮวดจึง” ลุงมนัสไม่
บุก เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ซึ่งฤดูแล้งส่วนต้นจะตายเหลือแต่หัวอยู่ใต้ดิน เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงประเทศจีน ญี่ปุ่น และทางใต้ไปถึงประเทศไทย อินโดจีน และฟิลิปปินส์ ทั่วโลกมีพืชสกุลบุกอยู่ประมาณ 170 ชนิด แต่มีเพียงไม่กี่ชนิดที่นำมาใช้ประโยชน์ ประเทศไทยมีบุกทั้งชนิดหัวกลมและหัวยาวอยู่ประมาณ 45 ชนิด ขึ้นอยู่ในสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่นำต้นอ่อนและช่อดอกมาปรุงเป็นอาหารตามฤดูกาล หากเป็นเมื่อก่อน ต้องยอมรับเลยว่า “บุก” เป็นพืชที่มาจากป่าจริงๆ แม้กระทั่งปัจจุบัน “บุก” ก็ยังเป็นพืชที่มีชาวบ้านหรือเกษตรกรเข้าไปเก็บจากป่ามาขายเป็นรายได้ นับย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน คุณวิทยา วนาสถิตย์ อดีตเกษตรอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เคยดำรงตำแหน่งเกษตรอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในคราวนั้นคุณวิทยารับทราบข้อมูลเรื่องการเข้าป่าขุดหัวบุกไปขาย โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้เคยหารือเรื่องการเข้าป่าหาของป่าไปขายของชาวบ้านในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียงที่มีมาก จากการที่มีบริษัทสัมปทานพื้นที่ป่าเพื่อให้ชาวบ้านเข้าไปขุดหัวบุกนำมาขาย ความจำเป็นในการทำสัมปทานก็เพื่อให้มีการซื้อขายอย่างถูก
