พืชทำเงิน
เป็นสมุนไพรที่พบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ คนสมัยก่อนรู้คุณค่าดี แต่คนรุ่นหลังไม่ใส่ใจสักเท่าไหร่ ย้อนไปในยุคก่อนเก่าโบราณ บ้านเมืองยังไม่มีความเจริญทางด้านรักษาพยาบาลอย่างปัจจุบัน มีแม่ยายกับลูกเขย ในชุมชนห่างไกลแห่งหนึ่ง ต้องเข้าป่าลึกไปหาของป่า เมื่อหาของป่าได้แล้ว ก่อนกลับ ลูกเขยคนขยัน ถูกงูมีพิษร้ายกัด จนถึงแก่ความตาย แม่ยายซึ่งเห็นเหตุการณ์เสียใจมาก นางพยายามช่วยเหลือลูกเขยแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้ นางพยายามแบกศพลูกเขยกลับบ้าน แต่ก็ทำได้ด้วยความยากลำบาก เพราะลูกเขยตัวโตมาก นางจึงลากศพลูกเขยไปซุกไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับไปหักกิ่งไม้มาปกคลุมไว้ เพราะเกรงว่า สัตว์ป่าจะมาแทะกิน จากนั้นนางกึ่งวิ่งกึ่งเดินกลับไปตามญาติพี่น้อง เพื่อนำศพลูกเขยกลับมาทำพิธีที่บ้าน นางเดินร้องไห้ พร้อมกับบ่นเสียดายลูกเขย เพราะขยันและเป็นคนดี เมื่อมาถึงบ้าน ปรากฏว่า ลูกเขยมานั่งรอแม่ยายอยู่แล้ว ซึ่งแม่ยายตกใจมาก นึกว่าผีหลอกตอนกลางวัน ลูกเขยเล่าว่า ตนเองฟื้นขึ้นมา ร่างกายเต็มไปด้วยใบไม้ชนิดหนึ่ง เข้าใจว่า ใบไม้มีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรพลิกฟื้นชีวิต แต่ก็ยังไม่มีการปักใจเชื่อ จนกระทั่งมีคนในหมู่บ้าน เกิดเหตุการณ์เช่
ผู้เขียนมีโอกาสไปเที่ยวชมสวนส้มกาที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ที่อำเภอทองผาภูมิ สวนส้มแห่งนี้ชื่อสวนลุงแกละ เจ้าของคือ “ลุงสมนึก ชูปัญญา” โทร. 089 -5094619 ความจริงลุงสมนึกเป็นอดีตเจ้าของสวนส้มบางมด ที่ยึดอาชีพปลูกส้มมาตั้งรุ่นคุณพ่อ ยาวนานกว่า 40 ปี แต่เจอวิกฤตน้ำเน่าเสียและโรคระบาดทำให้ต้นส้มตาย ลุงสมนึกจึงตัดสินใจมาซื้อที่ดินผืนใหม่ที่อำเภอทองผาภูมิเพื่อทำสวนปลูกผลไม้ตามคำแนะนำของเกษตรอำเภอ เพราะที่นี่ดินดี น้ำดี อากาศดี กว่าแหล่งอื่น สวนลุงแกละ มีเนื้อที่ประมาณ ในเนื้อที่ 42 ไร่ ตั้งอยู่ในบริเวณตำบลหินดาด อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ผลไม้ที่เป็นพระเอกของสวนแห่งนี้ ที่ลุงภาคภูมิใจมากก็คือ ส้มกา คนรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นหูกับพันธุ์ส้มชนิดนี้ ความจริงส้มกาก็คือ ส้มเช้ง เป็นส้มเปลือกหนาอีกสายพันธุ์หนึ่ง ชาวสวนบางรายมักเรียก “ส้มตรา” หรือ “ส้มกา” ความจริงส้มกา มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในเมืองจีน เป็นผลไม้กึ่งเมืองร้อนตระกูลเดียวกันกับส้มทั่วๆ ไป คนจีนในสมัยก่อนได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาหากินอยู่ในเมืองไทยก็ได้นำสายพันธุ์ส้มชนิดนี้เข้ามาปลูกด้วย โดยแหล่งใหญ่ที่ปลูกก็คื
ชื่อเกษตรเขาเขียวคงไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก รู้จักกันก็แต่คนในวงการอาชีวศึกษาสายเกษตร หรือรู้จักเขาเขียวกันว่า เขาเขียวเป็นสวนสัตว์เปิดอยู่ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี “เกษตรเขาเขียว” เป็นชื่อเรียกของโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรี ก่อตั้งมานานเกือบ 5 ทศวรรษ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2507 จังหวัดราชบุรีมีความประสงค์ที่จะจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมและได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ให้ทราบว่าจังหวัดราชบุรีมีพื้นดินของจังหวัดเป็นป่าสงวนฯ อยู่บริเวณเขาเขียว ตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม ประมาณ 8,000 ไร่ ต่อมากรมอาชีวศึกษาจึงได้มีการประชุมคณะกรรมการและมีมติอนุมัติให้ตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรีขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2512 โดยมีคณะกรรมการจากจังหวัดราชบุรีเข้าร่วมและฝ่ายของกรมอาชีวศึกษา ซึ่งมี นายระบิล สิตสุวรรณ รองอธิบดีกรมอาชีวศึกษา นายเชิญ มณีรัตน์ หัวหน้ากองโรงเรียนเกษตรกรรม ดร.บัญญัติ วิโมกขสันต์ และ นายสัณหจิตต์ ฐาปนะดิลก เป็นผู้ประสานงานเพื่อจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรี ในที่ประชุมได้ตกลงให้ย้ายสถานที่ก่อสร้างจากการสำรวจพื้นที่ไว้ก่อนแล้วประมาณ 608 ไร่ เป็นพื้นที่ที
มะยงชิด-มะปรางหวาน เป็นผลไม้ขึ้นชื่อจังหวัดนครนายก ผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ ลูกใหญ่ สีสวย อร่อยกว่าในพื้นที่อื่น คุณสุดา รุ่งเรือง เกษตรอำเภอเมืองนครนายก กล่าวว่า อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก มีพื้นที่การปลูกมะยงชิด ประมาณ 3,255 ไร่ ในปีนี้สถานการณ์การติดดอกออกผลถือว่าน้อยมาก ปลูกแบบวิธีธรรมชาติติดผลเพียง 10เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้เกษตรกรต้องหาวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในช่วงการติดดอกออกผล คือการใช้หลอดไฟเร่งในการออกดอก แต่บางปี อย่างปีนี้ หากมะยงชิดดอกกำลังบานแล้วฝนตกหนัก จะทำให้การติดผลน้อย คุณชัชวาลย์ วิไลวงษ์ ข้าราชการบำนาญ ตำแหน่งโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด อยู่บ้านเลขที่ 79/2 หมู่ที่ 8 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เกษตรกรผู้ใช้นวัตกรรมผลิตมะยงชิดโดยการใช้ดวงไฟส่อง เพื่อช่วยการออกดอก เริ่มทำสวนได้เกือบ 10 ปีแล้ว ทำตั้งแต่ที่ยังรับราชการอยู่ โดยพื้นที่สวนตรงนี้มีทั้งหมด 22 ไร่ เป็นมรดกจากคุณพ่อคุณแม่ มีการแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกผลไม้หลายชนิด โดยจะปลูกมะยงชิดเป็นตัวหลัก ปลูกมังคุด กระท้อน มะพร้าว เป็นพืชแซมบ้าง คุณชัชวาลย์ เล่าว่า ที่ผ่านมา ที่สวนมะยงชิดของตนต้องประสบกับปัญหาก
กล้วยไข่ เป็นผลไม้ที่มีระยะเวลาการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น เมื่อตัดออกจากเครือยังเป็นสีเขียว วางจำหน่ายไม่กี่วันก็จะเหลืองสุกและขั้วหวีจะเน่าตามมา กล้วยไข่เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเช่นเดียวกับผลไม้ประเภทอื่น ๆ ซึ่งจะต้องมีระยะเวลาในการเดินทางและระยะเวลาในการวางจำหน่ายอยู่ในร้านประมาณ 15 วัน คุณจารุวรรณ บางแวก ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การส่งออกกล้วยไข่ไปจำหน่ายต่างประเทศพบว่ามีปัญหาเรื่องการส่งออก คือ ขั้นตอนของการบ่มและการวางจำหน่าย มีปริมาณการสูญเสียมากที่สุดประมาณ 64 % สาเหตุการสูญเสียที่สำคัญคือ โรคขั้วหวีเน่า60 % ที่มีสาเหตุจากการทำลายของเชื้อรา ทำให้ผลผลิตส่วนหนึ่งเกิดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้อายุการวางจำหน่ายสั้นลงที่ปลายทาง และเมื่อเกิดโรคขั้วหวีเน่าก็จะทำให้ขายไม่ได้ การสูญเสียของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยในตัวของผลิตผลเอง ได้แก่ การหายใจ การคายน้ำซึ่งทำให้ผลิตผลเกิดการสูญเสียน้ำหนัก และปัจจัยภายนอกได้แก่ การทำลายของโรคและแมลง การเกิดบาดแผลอันเนื่องมา
ในระยะนี้จะมีสภาพอากาศแห้งแล้ง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังการระบาดของหนอนม้วนใบและหนอนกระทู้ผัก สามารถพบได้ในระยะที่ต้นถั่วเหลืองอายุประมาณ 1 เดือน เกษตรกรควรสังเกตหนอนม้วนใบ มักพบหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชักใยบางๆ คลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจะกระจายกันออกไปทั่วทั้งแปลง เพื่อสร้างใยยึดใบพืชจากขอบใบของใบเดียวเข้าหากัน หรือชักใยดึงเอาใบมากกว่า 2 ใบมาห่อรวมเข้าหากัน และอาศัยกัดกินอยู่ในใบที่ห่อม้วนนั้นจนหมด จึงเคลื่อนย้ายเข้าไปทำลายใบอื่นต่อไป สำหรับในระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่ หากพบใบถูกทำลาย 30% หรือในระยะหลังดอกบาน 4 สัปดาห์ กรณีพบใบถูกทำลาย 60% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร นอกจากนี้ เกษตรกรควรติดตามเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้ผัก จะพบหนอนเข้าทำลายตั้งแต่ต้นถั่วเหลืองเจริญเติบโตทางลำต้นและใบจนถึงระยะออกดอกและติดฝัก โดยหนอนที่ฟักออกม
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 8 จังหวัด ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้พระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ( ส.ป.ก.) เมื่อปี 2518 เพื่อนำไปแจกจ่ายให้เกษตรกรใช้เป็นที่ดินทำกิน ส.ป.ก. ส่งเสริมวิถีชีวิต “เศรษฐกิจพอเพียง” บนแผ่นดินพ่อ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกร ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกๆ ด้าน ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและการพัฒนาการเกษตรเป็นปัญหาหนึ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัย และทรงเป็นผู้ริเริ่มในการพัฒนาด้านการเกษตรต่างๆ เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประกาศใช้บังคับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในพื้นที่ 8 จังหวัด จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้กัน
น้ำปัสสาวะ น้ำฉี่ น้ำเยี่ยว แค่พูดถึง หลายคนก็รู้สึกรังเกียจแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่า น้ำสีเหลืองๆ นี้แหละ มีประโยชน์เหลือหลาย เพราะอุดมด้วย แร่ธาตุ วิตามิน ฮอร์โมน เอนไซม์ ภูมิคุ้มกัน โปรตีน รวมทั้งสารที่มีประโยชน์อีกมาก และยังพบว่าน้ำปัสสาวะตอนเช้าหลังตื่นนอนมีฮอร์โมนเมลาโทนินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ และยิ่งเป็นน้ำปัสสาวะของเด็กจะมีแร่ธาตุมากมาย ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง สังกะสี ไอโอดิน เหล็ก ยูเรีย ซึ่งสามารถต้านการอักเสบ และบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย ในการแพทย์แผนโบราณได้บ่งบอกถึงข้อดีของการดื่มน้ำปัสสาวะ จึงมีผู้นำน้ำปัสสาวะมาดื่ม เพื่อป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เพราะเชื่อว่าในน้ำปัสสาวะมีสารอินเตอร์เฟอรอน เป็นสารต้านมะเร็ง เมื่อน้ำปัสสาวะเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการจึงขับออกมา เมื่อดื่มเข้าไปร่างกายก็จะสร้างภูมิต้านทาน โดยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวไล่กินปัสสาวะที่เราดื่มเข้าไป ซึ่งกระจายไปทั่วร่างกาย และเม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่กินเชื้อโรค กินมะเร็ง กินสิ่งแปลกปลอมรวม ทั้งสิ่งที่มีพิษในร่างกายอยู่แล้ว ร่างกายจึงมีภูมิต้านทานเพิ่มมากขึ้น การใช้น้ำปัสสาวะในนาข้
สะตอ พืชท้องถิ่นที่อยู่คู่ภาคใต้มาช้านาน ด้วยความอร่อยล้ำมีกลิ่นเฉพาะตัว ใครกินแล้วกลิ่นติดปากอยู่นาน ผนวกกับปัจจุบันสะตอสามารถปลูกได้ในภาคอื่นนอกจากภาคใต้ จึงเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจปลูกกันไว้รอบรั้วบ้าน สะตอ มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัด เช่น จังหวัดชุมพร หรือสุราษฎร์ธานี เรียกว่า “สะตอ” หรือ “กะตอ” หรือตามแต่ละท้องถิ่นในภาคใต้เรียก นอกจากสะตอจะปลูกกันมากในทางภาคใต้ของประเทศไทยแล้วยังมีปลูกในประเทศมาเลเซียรวมถึงอินโดนีเซียด้วย สายพันธุ์สะตอที่ปลูกอยู่ในภาคใต้คือ พันธุ์สะตอข้าว สะตอดาน นอกจากสะตอมีการปลูกไว้ในสวนหรือหัวไร่ปลายนาแล้วยังมีเกษตรกรทำสวนสะตอปลูกส่งขายสู่จังหวัดภาคใต้ ส่วนหนึ่งได้มีการส่งขายเข้ามาภายในกรุงเทพมหานครด้วย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ชื่อสามัญ Pakria ชื่อวิทยาศาสตร์ Pakria speciosa Hassk. จัดอยู่ในวงศ์ Leguminosae ลำต้นค่อนข้างสูง ประมาณ 20-30 เมตร เปลือกหนาสีน้ำตาล ผิวเรียบ มีรากแก้วช่วยพยุงลำต้น เมล็ดสะตอเกิดจากรังไข่ที่ผสมแล้ว เมล็ดมีสีเขียวเรียงตามแนวขวางกับฝัก เมล็ดมีรูปร่างรี สะตอหนึ่งฝักมีเมล็ดประมาณ 7-20 เมล็ด ลักษณะใบของต้นสะตอก้านทางใ
ที่บ้าน คุณภีรพร หอมสมบัติ ชาวบ้านบ่อใหญ่ หมู่ 2 ต.บ่อใหญ่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม และภรรยา คือคุณทัศนีวรรณ์ หอมสมบัติ โทร. (088) 036-2139 เจ้าของพื้นที่ทำการเกษตร 1 ไร่ ได้แสน โดย คุณ ภีรพร กล่าวว่า แปลง 1 ไร่ ได้แสน เน้นการปลูกข้าวอินทรีย์เคมี ใช้มูลโค มูลกระบือ มูลไก่ รองพื้น ตามด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 จำนวน 5-10 กิโลกรัม ต่อไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 7-10 กิโลกรัม ต่อไร่ ช่วงปลูกในเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม การดูแลรักษา ทำโดยการสูบน้ำเข้านา ประมาณต้นเดือนกันยายน ให้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 จำนวน 10 กิโลกรัม ต่อไร่ ได้ผลผลิตต่อฤดูกาล 700-800 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาข้าว ขายตามราคาจำนำ เกวียนละ 15,000 บาท “ผมเลี้ยงปลาดุกในนาข้าว จำนวน 20,000 ตัว ขายได้ปีละกว่า 20,000 บาท ปลูกมะนาว พันธุ์พิจิตร 1 จำนวน 20 ต้น ในวงบ่อซีเมนต์ รอบแปลงและรอบบ่อปลา ได้ผลผลิตนอกฤดูกาล มีรายได้วงบ่อละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 40,000 บาท ขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีการตอนกิ่งจำหน่ายภายในชุมชน ปีละ 100-200 ราคากิ่งละ 100 บาท ปลูกพืชฤดูแล้ง ถั่วลิงสง จำนวน 1 ไร่ ได้เงินกว่า 10,000 บาท เลี้ยงปลาในบ่อ พื้นที่ 1 งาน จับขายได้ 3
