พืชทำเงิน
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน โกโก้เป็นพืชทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจากการติดตามของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 (สศท.10) พบว่า เกษตรกรหันมาปลูกต้นโกโก้เป็นพืชเสริมในสวนปาล์มน้ำมัน และสวนมะพร้าว เนื่องจากโกโก้เป็นพืชที่ต้องการร่มเงา นับเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งแก่เกษตรกร โดยโกโก้ปลูกได้ทั้งเชิงเดี่ยว และแซมในพืชอื่น หากปลูกในสวนมะพร้าว 1 ไร่ สามารถแซมโกโก้ได้ประมาณ 84 ต้น และในสวนปาล์ม 1 ไร่ สามารถปลูกแซมโกโก้ได้ประมาณ 54 ต้น สำหรับ โกโก้ เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตเร็ว สามารถให้ผลผลิตได้ตั้งแต่อายุ 3 ปี เมื่อต้นยิ่งมีอายุมาก ยิ่งให้ผลผลิตสูง ช่วยเรื่องความสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากโกโก้ที่ปลูกมานาน จะมีเศษใบไม้ทับถมเน่าเปื่อยผุพังตามธรรมชาติกลายเป็นอินทรียวัตถุอย่างดี ประกอบกับโกโก้เป็นไม้ใบใหญ่มีใบมากและร่มเงาทึบ บริเวณใต้ต้นจึงไม่มีวัชพืช จึงมีส่วนช่วยให้ไม่ต้องคอยกำจัดวัชพืชในสวนปาล์มและสวนมะพร้าวนั่นเอง คุณนิตย์ ตั่นอนุพันธ์ หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ ตำบลทองมงคล อำเภอบ
ความฝันของคนเราทุกวันนี้คือ การมีเงินทองร่ำรวยและตำแหน่งชื่อเสียงเกียรติยศ แต่สุขภาพร่างกายเป็นสิ่งรองลงไป จะได้จากการที่เราวิ่งเต้นไขว่คว้าในเงินและชื่อเสียงแทบล้มประดาตาย โดยไม่เคยห่วงใยสุขภาพของตัวเอง ซึ่งเราคิดว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต พอผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง เราต้องเอาเงินที่สะสมมาชั่วชีวิตไปรักษาสุขภาพซึ่งได้บ้างไม่ได้บ้าง อาหารที่เรารับประทานเข้าไปทุกวัน เป็นอาหารที่ทำมาจากวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่มุ่งแต่ความอร่อย สวยงามและรวดเร็ว จากกระบวนการผลิตที่พึ่งแต่สารเคมีสังเคราะห์ ทำให้สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ สะสมเข้าไปในร่างกาย ก่อผลร้ายต่อสุขภาพในตอนหลังอย่างช้าหรือเร็วขึ้นกับปริมาณที่สะสมเข้าไป จนร่างกายไม่สามารถขจัดพิษภัยจากสารเคมีเหล่านี้ได้อีกต่อไป สำหรับคนอายุ 35 ปีขึ้นไป เราได้รับคำเตือนให้หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ เพราะปัญหาระบบการย่อยและพิษภัยจากสารเคมีในกระบวนการเลี้ยง คนส่วนหนึ่งก็พยายามหลีกเลี่ยงไปรับประทานผัก แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ เพราะในผักก็มีสารพิษสารพัดชนิดเช่นกัน สำหรับคนเมืองหลีกเลี่ยงยากที่จะมีผักปลอดภัยมาบริโภค ความฝันของการมีชีวิตอยู่ในไร่ในสวนมีโอกาสได้สัมผั
มีคำถามจากหลายคนว่า นโยบายที่รัฐบาลกำลังผลักดันเรื่องการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูก ข้าวนาปรังในฤดูแล้งดีหรือไม่? แล้วใครกันแน่ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้? เกษตรกรควรหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือไม่? บทความนี้ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์นโยบายดังกล่าว ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ ที่มาของโครงการเป็นอย่างไร อย่างที่ทราบกันดีว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยส่วนใหญ่ปลูกกันในพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96-97 ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมด นอกจากนั้น ยังปลูกกันในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม และเหมาะสมต่ำ (S3 และ N) ถึงร้อยละ 33 ของพื้นที่เพาะปลูก (ภาพที่ 2) ประกอบกับปัญหาอุปทานล้นตลาดของข้าว และปัญหาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงทำให้รัฐบาลริเริ่มนโยบายบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ หรือที่เรียกกันว่า “โซนนิ่ง” (Zoning) เพื่อใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปพร้อมๆ กับการสร้างสมดุลด้านอุปสงค์และอุปทานในตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยปัจจุบันรัฐบาลได้พยายามส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรัง ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของ
เกษตรกรชาวสวนลำไยโดยทั่วไปมักจะปล่อยให้ผลผลิตลำไยออกตามธรรมชาติ ถ้าปีไหนมีอุณหภูมิต่ำและหนาวเย็นนาน ลำไยจะออกดอกติดผลมาก ในขณะที่บางปีอากาศไม่หนาวเย็นพอ ลำไยจะติดผลน้อย และในช่วงที่ผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดมากช่วงกลางเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เกษตรกรก็เดือดร้อน เนื่องจากถูกกดราคา ดังนั้น การผลิตลำไยนอกฤดูจึงเป็นทางเลือกของเกษตรกรชาวสวนลำไยที่จะต้องให้ความสำคัญ ถึงแม้จะใช้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ได้ราคาดี คุ้มค่าต่อการลงทุน คุณวินัย หวันชัยศรี เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำสวนของภาคเหนือ ปี 2553 เล่าว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 มีผู้ค้นพบคุณสมบัติของสารโพแทสเซียมคลอเรต สามารถชักนำการออกดอกของลำไยได้ ไม่ต้องพึ่งพาภูมิอากาศที่หนาวเย็น ทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมและวางแผนการผลิตลำไยได้ว่าจะให้ผลผลิตออกช่วงเวลาใด เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทำให้ขายได้ราคาดี แต่เกษตรกรต้องมีการศึกษาธรรมชาติของลำไยว่ามีความต้องการสารเพิ่มประสิทธิภาพ ฮอร์โมนประเภทใด มีการวางแผนขั้นตอน จังหวะและเวลาที่เหมาะสม ให้ลำไยออกดอกติดผล ทำเป็นลำไยคุณภาพ ลูกโต ผิวสวย ปลอดสารปนเปื้อน จะได้ราคาดีเป็นที่ต้องการของตลาด แนวทางการผลิตลำไยนอกฤดู ห
ในช่วงหน้าหนาวเป็นต้นไป ทางจังหวัดอุทัยธานีภูมิใจนำเสนอโครงการไม้เมืองหนาว ที่ศูนย์พัฒนาสังคมที่ 73 บ้านอีมาดอีทราย ตำบลแก่นมะกรูด อันเป็นเนินเขาและภูเขาน้อยใหญ่เรียงรายกันอยู่ โดยแปลงทดลองปลูกไม้เมืองหนาวนั้น มีทั้งดอกทิวลิป ดอกลิลลี่ กะหล่ำปลี และสตรอเบอรี่ ฯลฯ ช่วงที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปชมโครงการไม้เมืองหนาวและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจำนวนมาก โดยเฉพาะในวันหยุดเทศกาลและวันเสาร์-อาทิตย์ และหลายคนต่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี จะสามารถปลูกไม้เมืองหนาวได้เช่นเดียวกับบนดอยในภาคเหนือ อย่างที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย จุดที่ปลูกแปลงทดลองไม้เมืองหนาว อยู่สูงจากน้ำระดับทะเล 700 เมตร ส่วนยอดเขาสูงที่เห็นอยู่ไกลๆ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร เรียกว่า เขาพะอุย อากาศจะเย็นมาก จึงนำไม้เมืองหนาวมาปลูกในสถานที่แห่งนี้ เพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย อุณหภูมิช่วงกลางวันกับกลางคืนไม่แตกต่างกันมาก ตอนกลางวันช่วงฤดูหนาวแตกต่างกันไม่ถึง 10 องศาเซลเซียส กลางวันอุณหภูมิอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 15-18 องศาเซลเซียส เหมาะกับการปลูกพืชผักเมืองหนาว ที่ผ่านมา ที่นี่เริ่
จากสภาพดินเค็ม เสื่อมโทรม และขาดความอุดมสมบูรณ์มีอินทรียวัตถุต่ำ การขาดแคลนน้ำต้องอาศัยพึ่งพาเพียงน้ำฝนในการเพาะปลูกปีละครั้ง นับเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน ทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิถีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ เกษตรกรเป็นจำนวนมากจำต้องละทิ้งผืนนาและบ้านเกิดเข้ามาขายแรงงานในเมืองหลวง เนื่องจากรายได้จากการเพาะปลูกพืชผลในผืนดินที่แห้งแล้งและขาดความอุดมสมบูรณ์ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพและครอบครัว ปี 2537 เกษตรกรที่บ้านหนองว้า อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับผลกระทบจากสภาพปัญหาดังกล่าว นาข้าวให้ผลผลิตต่ำ ทำให้มีฐานะยากจน แต่ในวันนี้ แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อเกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการประกอบอาชีพ ด้วยการปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าว กลายเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยสร้างรายได้ และช่วยพลิกผืนนาให้คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ทั้งนี้ ถั่วเหลือง ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ และเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถนำไปแปรรูปอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว เต้าหู้
เฝ้าระวังสวนมะพร้าวในช่วงอากาศชื้น และมีฝนตก กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวเฝ้าระวังด้วงแรดมะพร้าว สามารถพบได้ทั้งในระยะที่ต้นมะพร้าวยังไม่ให้ผลผลิตและให้ผลผลิตแล้ว ให้สังเกตการเข้าทำลายของด้วงแรดมะพร้าว จะพบตัวเต็มวัยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว โดยเจาะทำลายยอดอ่อนที่ใบยังไม่คลี่ ทำให้ใบใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายหางปลาหรือรูปพัด กรณีถูกทำลายมาก ใบใหม่แคระแกร็น รอยแผลตรงบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเกิดยอดเน่าจนถึงต้นตายได้ในที่สุด สำหรับด้วงแรดมะพร้าวในระยะตัวหนอน จะพบตามพื้นดินบริเวณกองปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก ซึ่งตัวหนอนจะเจาะชอนไชกัดกินและทำลายระบบรากของมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้ยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต หากพบการเข้าทำลายของด้วงแรดมะพร้าว เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน คือวิธีเขตกรรม ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้เกษตรกรหมั่นรักษาความสะอาดและกำจัดเศษวัสดุต้นมะพร้าวบริเวณสวนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ กรณีมีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก
เป็นที่ทราบกันดีว่า ความต้องการในการบริโภค “มะละกอ” ของคนไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มมะละกอดิบ เพื่อนำมาใช้ทำส้มตำ ส้มตำเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยทุกภาค ในส่วนของมะละกอเพื่อการบริโภคสุกเมื่อมองจากสภาพความจริงคนไทยยังนิยมไม่มากนัก ทั้งๆ ที่เป็นผลไม้ที่ทรงคุณค่าชนิดหนึ่ง และมีราคาไม่แพงนัก อาจจะเป็นเพราะประเทศไทยมีผลไม้ให้ได้เลือกบริโภคตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม มะละกอ จัดเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย แต่ก่อนการเริ่มต้นของการปลูกมะละกอนั้น ก็จะต้องเริ่มจากการเพาะกล้ามะละกอเสียก่อน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำประสบการณ์ ที่นักวิชาการแนะนำหรือจากที่นำไปปฏิบัติเองในการเพาะเมล็ดมะละกอมานำเสนอให้ผู้ที่สนใจนำไปใช้เป็นแนวทางในเรื่องของการเพาะกล้า เนื่องจากมะละกอทุกสายพันธุ์ใช้วิธีการเพาะกล้าเหมือนกัน สำหรับเคล็ดลับการเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีและสม่ำเสมอ รศ.ดร. กวิศร์ วานิชกุล ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “การเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีสม่ำเสมอนั้น ให้นำเมล็ดมะละกอแช่น้ำ 1-2 วัน โดยในช่วงวันแรกให้เปลี่ยนน้ำอย่างน้อย วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นให้เปลี่ยนน้ำถี่ขึ้น เนื่องจากเมล็ดมะละกอมีการหายใจมากข
ที่บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 20 ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อขายตัวไหมสุกไม่เลี้ยงขายเส้นไหม ต้องตามไปดู แม่เฉลา มูลลิวัล อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 20 บ้านร่องส้าน ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงไหม เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 2509 ได้อพยพมาจากภาคอีสานเพื่อหนีความแห้งแล้งไปอยู่ที่บ้านทับกุมารทอง ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย แต่ประสบกับภาวะน้ำท่วม พื้นที่ทำกินที่เชียงรายเป็นพื้นที่เช่า เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้นำหน่วยทหารตำรวจมาแจกสิ่งของบรรเทาทุกข์ และทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้ถามว่า อยากจะย้ายไปอยู่ที่อำเภอเชียงคำไหม เพราะสมัยนั้นอำเภอเชียงคำ ยังขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านจึงตกลงย้ายมา โดยมีหน่วยราชการไปรับมาสร้างแคมป์อยู่ที่ทำการตำรวจตระเวนชายแดน บก 308 และได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน 15 ไร่ ที่อยู่อาศัย 1 ไร่ ต่อครอบครัว เมื่อก่อน พื้นที่นี้ยังมีความแห้งแล้ง นายอำเภอเชียงคำในขณะนั้นได้อนุมัติให้สร้างอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นอ่างเล็กๆ กั้นลำห้วยขึ้นเพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ ก่อนที่จะสร้างอ่างกั้นห้วย การขุดบ่อน้ำแทบไม่มีน้ำ เมื่อสร้างเสร็จจึงมีน้
สภาพอากาศร้อน สลับกับมีฝนตกในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนลองกองเฝ้าระวัง การระบาดของโรคราสีชมพู มักพบโรคในระยะที่ต้นลองกองมีผลอ่อน เริ่มแรกพบเส้นใยสีขาวของเชื้อรา เจริญคลุมกิ่งหรือลำต้น ต่อมาเส้นใยของเชื้อราหนาขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีชมพูยึดแน่นกับกิ่ง เมื่อเฉือนดูบริเวณกิ่งหรือลำต้นที่พบเชื้อรา จะพบเนื้อไม้เป็นแผลสีน้ำตาล และกิ่งที่เป็นโรคราสีชมพูบริเวณยอดจะเหี่ยว ใบเหลือง และร่วงเป็นหย่อมๆ ต่อมากิ่งจะแห้งตายในที่สุด สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคราสีชมพู ให้เกษตรกรตัดแต่งทรงพุ่มต้นลองกองให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมความชื้นใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีมากเกินไป ส่วนในช่วงฤดูฝนเกษตรกรควรหมั่นตรวจดูต้นลองกองบริเวณกิ่งภายในสวนอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการใบเหลืองหรือพบราสีขาว หรือสีชมพูขึ้นบนกิ่ง ให้เกษตรกรตัดกิ่งที่เป็นโรค เก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรค และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกนำไปเผาทำลายนอกสวน เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค และใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี ผสมน้ำเข้มข้น จากนั้นนำมาทาบริเวณรอยแผลตรงกิ่งที่ตัดออกไป หากพบอาการของโรคราสีชมพูบนง่าม กิ่ง หร
