พืชทำเงิน
ด้วงงวงมะพร้าว หรือ ด้วงสาคู จัดว่าเป็นด้วงงวงขนาดกลาง ตัวเต็มวัย ปีกมีสีน้ำตาลดำ อกมีสีน้ำตาลและมีจุดสีดำ มีขนาดลำตัวยาว ประมาณ 25-28 มิลลิเมตร ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดและลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ตัวผู้มีขนที่ด้านบนของงวงใกล้ส่วนปลาย ตัวหนอนมีสีเหลืองปนน้ำตาล ดักแด้เป็นปลอกทำด้วยเศษชิ้นส่วนจากพืชที่กินเป็นอาหาร โดยด้วงงวงชนิดนี้นับเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะพืชจำพวกปาล์ม เช่น มะพร้าว สาคู และลาน ในประเทศไทยพบมากที่ภาคใต้ ตัวหนอนจะอาศัยและกัดกินบริเวณยอดอ่อน ตัวเต็มวัยจะเกาะกินเนื้อเยื่อด้านในของลำต้นลึกจนเป็นโพรง ซึ่งอาจทำให้ต้นตายได้ โดยจะบินออกหากินในเวลากลางวัน สามารถบินได้ไกลถึง 900 เมตร และอาจกินซ้ำจากที่ด้วงแรดมะพร้าว (Oryctes rhinoceros) ซึ่งเป็นด้วงกว่างกินไว้แล้ว ตัวเมียใช้เวลาวางไข่นาน 5-8 สัปดาห์ ในปริมาณเฉลี่ย 400 ฟอง อย่างไรก็ตาม ด้วงสาคู ก็กลายมาเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น เพราะมีรสชาติอร่อย และมีคุณค่าทางอาหารสูง มีโปรตีนสูงไม่แพ้โปรตีนจากเนื้อสัตว์เลยทีเดียว และยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่า
จังหวัดอุบลราชธานีเป็นแหล่งปลูกพริกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยปลูกพริกกันมากในอำเภอม่วงสามสิบ อำเภอเมือง และอำเภอเขื่องใน ปัญหาอุปสรรคสำคัญของการปลูกพริกเพื่อการส่งออก คือ ปัญหาโรคพืชและแมลงศัตรูพืช เช่น ไส้เดือนฝอยรากปม โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคใบหงิกที่เกิดจากเชื้อไวรัส และโรคแอนแทรกโนส แมลงวันเจาะผลพริก เพลี้ยไฟ ไรขาว และต้นกล้าเหี่ยวยุบ เมื่อเจอปัญหาโรคแมลงระบาด เกษตรกรจำเป็นต้องฉีดพ่นสารเคมีเพื่อรักษาผลผลิต แต่ปัญหาที่ติดตามก็คือ เกิดปัญหาสารพิษตกค้างในพริก โดยสารพิษที่พบเกินค่าความปลอดภัยมากขึ้นทุกปี ได้แก่ สารไซเปอร์เมทริน โปรวิโนฟอส คลอไพรีฟอส เนื่องจากเกษตรกรใช้สารเคมีโดยขาดความระมัดระวัง ใช้ในกลุ่มที่มีพิษร้ายแรง และใช้ไม่ถูกต้องตามคำแนะนำ มีการเก็บเกี่ยวก่อนระยะปลอดภัยซึ่งเสี่ยงต่อการตกค้างของสารพิษในผลผลิต นอกจากนี้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราสูงและใส่โดยไม่ได้มีการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติของดิน อันเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ธาตุอาหารสะสมในดิน ทำให้สภาพดินเสื่อม พื้นที่ปลูกพริกที่มีสภาพเป็นดินร่วน ปนทราย เสี่ยงต่อการระบาดของไส้เดือนฝอยรากปม ทำให้ผลผลิตลดลง 50 – 100
กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ซึ่งถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศเข้ามามีส่วนร่วม โดยปัจจุบันมีจำนวนนาแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 1,902 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 2,433,172 ไร่ เกษตรกร จำนวน 175,647 ราย ในพื้นที่ 71 จังหวัด คุณจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ส่งเสริมการทำนาแบบแปลงใหญ่ เพื่อต้องการให้เกษตรกรรายย่อยมารวมกลุ่มกันผลิต รวมกันขาย เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มอำนาจการต่อรอง นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน จากผลการดำเนินงาน ตั้งแต่ ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีความพึงพอใจในการรวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกันภายใต้ระบบนาแปลงใหญ่ ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็งขึ้นในด้านการจัดการเพาะปลูกให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งการรวมกลุ่มทำให้เกิดประสิทธิภาพทั้งด้านการผลิต การตลาด โดยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,326 บาท ต่อไร่ โดยปีแรกเพิ่มขึ้น 115 บาท ต่อไร่ ปีที่ 2 เพิ่มขึ้น 1,211 บาท ต่อไร่ เป็นผลมาจากผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น 17.50% ขณะที่ต้นทุนกา
คุณกัญญา งามสงวน ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จในการส่งเสริมอาชีพปลูกเมล่อนอินทรีย์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ว่าสหกรณ์ได้ส่งเสริมสมาชิกหันมาปลูกเมล่อนอินทรีย์ในลักษณะปลูกในโดม ซึ่งสหกรณ์มีเป้าหมายที่จะสร้างอาชีพสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิกและเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภคสหกรณ์ได้รับคำแนะนำจากสำนักงานเกษตรจังหวัดในการเรียนรู้วิธีการปลูกเมล่อน ใช้เวลาเพียง 60 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปขายได้ และได้เตรียมตลาดไว้รองรับผลผลิตของสมาชิก เพื่อช่วยกระจายไปสู่ผู้บริโภค จากนั้นสหกรณ์จึงลงทุนสร้างโรงเรือนกลางของสหกรณ์ใช้งบประมาณ 600,000 บาท ทำให้ผลผลิตมีรสชาติดี เนื้อนุ่ม หวาน หอม มีทั้งสีส้มและเขียว ปัจจุบันขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ถ้าซื้อเหมาถึงฟาร์มขายราคากิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งถูกกว่าตามห้างทั่วไปและยังปลอดสาร ปัจจุบันสหกรณ์มีโรงเรือนสำหรับปลูกเมล่อน 2 โรงเรือน เป็นโรงเรือนแบบปิดที่สามารถควบคุมการผลิตได้ โดยจะควบคุมความหนาแน่นของจำนวนต้น การให้น้ำ การดูแลรักษาซึ่งปลอดจากสารเคมี สารกำจัดแมลง เพื่อให้เกิดความปลอ
ไทย เป็นประเทศที่มีการส่งออกสับปะรดแปรรูปบรรจุกระป๋องมาก เป็นอันดับ 1 ของโลก มีส่วนแบ่งของตลาดสับปะรดกระป๋องมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของตลาดโลก สายพันธุ์สับปะรดที่ปลูกเข้าสู่อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง นั้นคือ สายพันธุ์ “ปัตตาเวีย” ซึ่งมีพื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ อยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่อื่นๆ กระจายอยู่ที่จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดชลบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดชุมพร เป็นต้น ปัจจุบัน จากข้อมูลพบว่าผลผลิตสับปะรดที่ปลูกได้ในประเทศไทย 70-80 เปอร์เซ็นต์ ปลูกเพื่อส่งเข้าโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเป็นสับปะรดกระป๋องและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากสับปะรด เช่น น้ำสับปะรดเข้มข้น สับปะรดกวน และสับปะรดสดแช่แข็ง เป็นต้น ส่วนที่เหลืออีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ เป็นการใช้เพื่อบริโภคสดภายในประเทศ ประเทศไทยนั้นเป็น อันดับ 1 ในการผลิตและส่งออกสับปะรดกระป๋องเท่านั้น แต่ถ้าพูดถึงการส่งออกสับปะรดในรูปสับปะรดผลสดนั้น ถือว่าไทยเรามีการส่งออกน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งของไทย อย่างประเทศฟิลิปปินส์ ที่สามารถส่งออกสับปะรดผลสดได้ปีละกว่าแสนตันต่อปี หรือแม้แต่ไต้หวันซึ่งมีพื้นที่
“แรกๆ ใครก็หาว่าบ้า มีที่ดินดีๆ เอามาปลูกสวนป่า ปลูกไปเมื่อไรจะโต เชื่อสิยังไงก็ไปไม่รอด” คำพูดเหล่านี้หญิงแกร่งคนนี้ ไม่เคยลืม แต่ ณ ปัจจุบัน คำพูดสบประมาทเหล่านี้ ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง หากคนเรามุ่งมั่น และมีแบบแผน อย่างไรแล้วความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล คุณธวัลรัตน์ คำกลาง เกษตรกรดีเด่น ปี 2561 อยู่บ้านเลขที่ 91/1 หมู่ที่ 6 ตำบลวังกะทะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หญิงผู้รักต้นไม้ รักป่า ชอบสีเขียวเป็นชีวิตจิตใจ เล่าถึงความเป็นมาของสวนป่าว่า แรกเริ่มพื้นที่ตรงนี้พ่อกับแม่อพยพมาจากอำเภอสูงเนิน แล้วมาได้งานเฝ้าสวนที่ตำบลวังกะทะ แต่เวลาผ่านไปเจ้าของที่จะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นจึงเอ่ยปากขายที่ให้กับพ่อแม่ของตน พ่อกับแม่จึงตกลงซื้อ แต่ตอนนั้นซื้อแบบเงินผ่อน โดยมีพ่อแม่และพี่น้องช่วยกันผ่อน ที่ดินจำนวน 100 ไร่ และเมื่อตนมีครอบครัวพ่อแม่ก็แบ่งสันปันส่วนที่ให้กับเราและพี่น้องอีก 6 คน คุณธวัลรัตน์ ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมา 24 ไร่ เพื่อนำมาปลูกป่าที่ตนเองรักและสร้างครอบครัวต่อไป แรกเริ่มปลูกสวนป่า เพราะความชอบไม่ได้คิดอะไร คุณธวัลรัตน์ เป็นคนชอบป่า ชอบสีเขียว ชอบความสงบของป่า อยู่แล้วตั
หอมแป้นเป็นผักชนิดหนึ่งที่คนทางภาคเหนือใช้เรียกผักที่คล้ายต้นหอม มีใบเรียวยาว แต่ใบแบน บาง เป็นการเรียกตามลักษณะของมันที่แบน บาง เช่น ไม้แป้น หมายถึง ไม้กระดานเป็นแผ่นบาง หอมแป้นจึงหมายถึง กุยช่าย ที่คนเมืองเหนือเคยชินกับการเรียกหอมแป้นมากกว่าเรียกกุยช่าย ถึงแม้จะไม่เป็นที่นิยมบริโภคกันมากนักก็ตาม ส่วนขนมกุยช่ายจะไม่เรียกว่าขนมหอมแป้น การปลูกกุยช่ายมักปลูกร่วมกับผักชนิดอื่น แหล่งปลูกกุยช่ายอยู่ที่ราชบุรี นครปฐม ในบางพื้นที่ปลูกแต่กุยช่ายเพียงชนิดเดียวเป็นแปลงใหญ่ การปลูกกุยช่ายเป็นการลงทุนลงแรงเพียงครั้งแรกอยู่ได้นานหลายปี เป็นพืชผักอายุยืน ต่างจากผักชนิดอื่นอยู่ได้เพียงฤดูเดียว หลังจากปลูกกุยช่ายแล้วการดูแลรักษามีให้ทำน้อย ให้ผลผลิตได้เร็ว เก็บเกี่ยวได้ตลอดปี การเก็บเกี่ยวใช้เวลาน้อย ไม่เปลืองแรงงาน โรคแมลงศัตรูมีน้อย สามารถทำงานอยู่กับกุยช่ายได้อย่างสบายๆ และเบาแรง จึงเป็นงานเบาที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ดังเช่นกับ โกแป๊ะหรือ ลุงแป๊ะ ชื่อจริง คุณบุญผ่อง ฉิมพุก เกษตรกร วัย 65 ปี หันมาปลูกกุยช่ายเลี้ยงตัวมา 10 กว่าปี คุณบุญผ่องทำแปลงกุยช่ายบนพื้นที่ 2 ไร่ อยู่หมู่ 6 บ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเ
ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาหารเพื่อสุขภาพกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น จะเห็นได้จากหลายๆ ท่าน ค่อนข้างใส่ใจเรื่องอาหารการกิน รวมไปถึงการเลือกวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารก็ล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่ผ่านการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีหรือที่ปลูกในระบบอินทรีย์นั้นเอง การทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้รวมไปถึงในเรื่องของการผลิตพืชผักเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการนำมาปรับใช้กับการทำปศุสัตว์อีกด้วย เช่น การเลี้ยงไก่เชิงระบบอินทรีย์ ตลอดไปจนถึงการเลี้ยงไก่ไข่ให้เป็นไก่อารมณ์ดี ที่เลี้ยงในคอกหรือรั้วที่มีพื้นที่อิสระ บริเวณกว้าง ด้วยระบบให้กินอาหารอินทรีย์ จึงทำให้ไข่ที่ออกมาสามารถจำหน่ายได้ราคา จนสินค้ามีไม่พอจำหน่ายทีเดียว สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นสถาบันที่มีความพร้อมในเรื่องงานวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ให้มีความยั่งยืนมากขึ้น จึงได้มี โครงการ “ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL” (The KMITL organic agriculture model) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ของการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้ในเรื่องนี้ ด้วยศักยภาพงานวิจัย และความพร้อมของเทคโนโลยี ผศ.ดร. สุพัตรา โพธิ์เอี
หลายคนมีความฝันถึงอนาคตว่าต้องการมีชีวิตแบบบ้านไร่ ทำสวน ปลูกต้นไม้ ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับธรรมชาติ และยึดอาชีพเป็นเกษตรกร สามารถเลี้ยงชีพตัวเองได้ สร้างรายได้ยั่งยืนและมีความสุข บนพื้นที่ของตัวเอง คุณสายสุนีย์ สุวรรณดี หรือป้าน้อย เจ้าของฟาร์มสายทอง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ ของจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสวนที่ปลูกมัลเบอร์รี่หรือลูกหม่อนสด ปลอดสารเคมี พร้อมการแปรรูปครบวงจร เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนทำตามความฝันจนประสบความสำเร็จ ป้าน้อย เล่าว่า เดิมเป็นคนกรุงเทพฯ ไม่ได้มีความรู้เรื่องการเกษตร อยู่กรุงเทพฯ ก็ทำอาศัยเลี้ยงชีพด้วยธุรกิจค้าขาย แต่ความฝันของป้าน้อยคืออยากเป็นคาวเกิร์ล เพราะชอบดูหนังคาวบอยของตะวันตก เมื่อ 30 ปีก่อน จึงตัดสินใจซื้อที่ดิน แถวจังหวัดสระบุรี ก่อนจะย้ายมาทำเกษตรในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งก่อนที่จะมาปลูกมัลเบอร์รี่ ปลอดสารเคมีแบบนี้ พื้นที่นี้ก็เคยผ่านการปลูกกระถิ่น การเลี้ยงโคนม มาก่อน แต่การเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพที่เหนื่อยมากซึ่งก็ทำมาหลายปีกว่าจะหยุดลง แล้วหันมาปลูกมัลเบอร์รี่แทน โดยเริ่มจากมีต้นแม่พันธุ์อยู่แค่เพียง 2 ต้นเท่านั้น ซึ่งลูกสาวซื้อมาให้จากเชียงใหม่ เอามาปล
เก็บตกสาระความรู้ที่น่าสนใจ ในงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้อุบลราชธานี 2561 ณ สุนีย์ทาวเวอร์ อุบลราชธานี มาฝากอีกครั้ง สำหรับปีนี้จัดเป็น ครั้งที่ 10 จัดยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง ทั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้จัดเวทีเสวนา “เส้นทางเกษตร” ขึ้นภายในงานดังกล่าว เพื่อนำเสนอสาระความรู้ทางการเกษตรที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ณ เวที ชั้น G สุนีย์ทาวเวอร์ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีผู้สนใจเข้ารับฟังเป็นจำนวนมาก ไม้ผลเมืองอุบลฯ ก้าวสู่ยุค 4.0 อย่างไร เวทีเสวนา เรื่อง ไม้ผลเมืองอุบลฯ ก้าวสู่ยุค 4.0 อย่างไร ดำเนินรายการโดย คุณวิไล อุตส่าห์ เกษตรอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนวิทยากรประกอบด้วย คุณกมล โสพัฒน์ ผู้ช่วยเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี คุณธวัชชัย นิ่มกิ่งรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ และ อาจารย์เรืองประทิน เขียวสด เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ร่วมมาแบ่งปันความรู้ในเวทีแห่งนี้ ปัจจุบัน สำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี ได้กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรสู่มาตรฐาน การสร้างเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ การพัฒนาสถาบันเกษตรกรสู่การแข่งขัน การเพิ่มศักยภาพตลาดสินค้าผลิตภัณฑ์การเกษตร กา
