พืชทำเงิน
สวนส้มโอ ในระยะที่สภาพอากาศมีเมฆมาก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรสวนส้มโอให้เฝ้าระวังหนอนเจาะผลส้มโอในระยะที่ต้นส้มโอติดผล จะพบตัวเต็มวัย เพศเมียวางไข่บนผลส้มโออายุประมาณ 2 สัปดาห์ จนถึงระยะเก็บเกี่ยว โดยวางไข่เป็นฟองเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ประมาณ 2-29 ฟอง เมื่อหนอนฟักจะกัดกินเข้าไปในผลส้มโอ ซึ่งรอยเจาะทำลายของหนอนจะมีมูลที่ถ่ายออกมา และมียางไหลเยิ้ม ทำให้ผลเน่าและร่วงก่อนการเก็บเกี่ยว แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของหนอนเจาะผลส้มโอ เกษตรกรควรควบคุมบังคับให้ต้นส้มโอแตกยอด ออกดอก และติดผลในระยะเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด สะดวกในการดูแลรักษา และช่วยลดปริมาณหนอนเจาะผลส้มโอ จากนั้น ให้เกษตรกรเก็บหรือเด็ดผลอ่อนที่ถูกหนอนเจาะผลส้มโอเข้าทำลายนำไปฝังหรือเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดต่อไป สำหรับแหล่งปลูกที่พบการระบาดเป็นประจำ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูหนอนเจาะผลส้มโอในแปลงปลูกช่วงที่ต้นส้มโอติดผลอ่อน เมื่อผลส้มโออายุประมาณ 2 สัปดาห์ เกษตรกรควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร
ในระยะที่มีฝนตกปานกลางถึงหนักมาก กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนลำไยเฝ้าสังเกตการเข้าทำลายของ หนอนเจาะขั้วผล สามารถพบได้ในระยะที่ต้นลำไยเริ่มติดผลอ่อน โดยจะพบหนอนเข้าทำลายลำไยที่เริ่มติดผล อายุประมาณ 1 เดือน จนถึงระยะเก็บเกี่ยว ขณะที่ผลลำไยมีขนาดเล็ก น้ำหนักช่อน้อย ช่อผลลำไยชูขึ้น ผีเสื้อตัวเต็มวัยจะวางไข่อยู่ส่วนปลายของผลลำไย หากหนอนฟักออกจากไข่ก็จะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในผล และไม่สามารถเห็นรอยทำลายของหนอนจากการมองดูภายนอกได้ เมื่อผ่าผลลำไยดูจึงจะเห็นรอยที่ถูกหนอนเข้าทำลาย ผลที่ถูกทำลายจะไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ ผลจึงร่วงหล่นหมด และจะพบหนอน 1-3 ตัว ต่อผล การเข้าทำลายของหนอนในระยะที่ผลลำไยเริ่มเปลี่ยนสี มีขนาดผลโตขึ้น น้ำหนักผลเพิ่มขึ้น และช่อผลโค้งลง ผีเสื้อตัวเต็มวัยจะวางไข่อยู่บริเวณใกล้ขั้วผล และจะพบหนอนหรือมูลหนอนอยู่ที่ขั้วผลเสมอ ทำให้ผลลำไยร่วงหล่นได้ง่าย ให้สังเกตดูบริเวณใกล้ขั้วผล จะพบรูเล็กๆ ที่หนอนเจาะออกมาเข้าดักแด้ภายนอก กรณีที่ผลลำไยไม่ร่วงหล่น เกษตรกรชาวสวนลำไยยังสามารถนำมาขายได้ราคาดีอยู่ เพราะดูภายนอกจะไม่เห็นรอยทำลายของหนอน สำหรับในสวนลำไยที่พบการระบาดของ หนอน
ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิด “พายุฤดูร้อน” ขึ้นในหลายพื้นที่ อาจสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรได้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสวนไม้ผล ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้นานหลายปี ดังนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งน้ำท่วม ลมพายุ และภัยแล้ง ซึ่งควรหาทางป้องกันไว้ล่วงหน้า กรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ประเทศไทยเป็นฤดูกาลที่มีปริมาณผลไม้เขตร้อนที่สำคัญหลากหลายชนิดออกเป็นจำนวนมาก จาก 2 ภูมิภาค ที่สำคัญ คือ ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง และภาคเหนือ ได้แก่ ลิ้นจี่ จึงขอให้เกษตรกรชาวสวนไม้ผล ระวังผลผลิตที่อยู่ในระยะพัฒนาจากผลอ่อนใกล้จะเป็นผลแก่ พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว มีอันต้องเสียหายไป นอกจากนี้ บางช่วงอากาศจะแห้งมาก เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยและไฟป่าได้ จึงขอให้ระมัดระวังการใช้เชื้อเพลิงในการทำกิจกรรมต่างๆ ในระยะนี้ไว้ด้วย โดยในเบื้องต้น กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำวิธีการที่จะหลีกเลี่ยงและบรรเทาความเสียหายหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้ 1. เกษตรกรควรปลูกต้นไ
สภาพอากาศแปรปรวนมีฝนตกปานกลางถึงหนักมากในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนสะละเฝ้าระวังการระบาดของ โรคผลเน่า มักพบโรคในช่วงที่ต้นสะละมีผลแก่กำลังเก็บเกี่ยว เริ่มแรกพบเปลือกผลสะละมีสีน้ำตาล กรณีที่มีความชื้นสูงจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือสีขาวอมชมพู เส้นใยเชื้อราจะแทงทะลุเปลือกเข้าไปในผลสะละ ทำให้เปลือกเปราะแตก เนื้อด้านในผลเน่า และผลร่วงในที่สุด หากเส้นใยเชื้อราที่พบบนผลสะละเจริญเต็มที่จะสร้างดอกเห็ดสีขาว เมื่อดอกเห็ดบานจะปลดปล่อยสปอร์แพร่กระจายระบาดไปสู่ผลสะละทะลายอื่นๆ และต้นอื่นได้ สำหรับแนวทางในการป้องกัน โรคผลเน่า ให้เกษตรกรตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ปลิดผลที่เป็นโรคบนทะลาย เก็บซากพืช และผลที่ร่วงใต้ต้นที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสม จากนั้น ให้ตัดแต่งทางใบแก่หมดสภาพที่อยู่ด้านล่าง และปรับร่มเงาให้เหมาะสม เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก ลดการสะสมเชื้อโรค และลดความชื้นใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีมากเกินไป รวมทั้งตัดแต่งช่อผลสะละ เพื่อลดการเบียดกันจนทำให้เกิดแผล ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายได้ง่าย เกษตรกรควรค้ำยันทะลายผลไม่ให้ติดดิน เพื่อป้องกันเชื้อราสาเห
สวนกล้วยน้ำว้า ในระยะที่มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักในบางแห่งของพื้นที่ช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้าให้สังเกตอาการของโรคปานามา สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นกล้วย มักพบแสดงอาการของโรคมากในระยะที่ต้นกล้วยสร้างปลีจนถึงระยะติดผล อาการเริ่มแรกพบ ใบกล้วยด้านนอกหรือใบแก่เหี่ยวเหลือง และลุกลามเหลืองจากขอบใบเข้ากลางใบ ก้านใบหักพับตรงรอยต่อกับลำต้น และทยอยหักพับตั้งแต่ใบด้านนอกเข้าไปสู่ใบด้านใน ซึ่งระยะแรกใบยอดยังเขียวตั้งตรง ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และใบทั้งหมดจะเหี่ยวแห้ง หากตัดลำต้นกล้วยตามขวางหรือตามยาว จะพบเนื้อในของกาบใบบางส่วนเน่าเป็นสีน้ำตาล ต้นกล้วยชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบให้ราดบริเวณกอกล้วยหรือโคนต้นที่เป็นโรคด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอีไตรไดอะโซล+ควินโตซีน 6%+24% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์เบนดาซิม 50% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารทีบูโคนาโซล 43% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีพบอาการรุนแรงจนใบเหลืองและเหี่ยวตา
ว่านหางจระเข้ สมุนไพรชั้นดี สรรพคุณทางยามากมาย ทั้งช่วยรักษาแผล หรือสมานแผล ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนของแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ว่านหางจระเข้ก็ช่วยได้ และนอกจากเป็นสมุนไพรรักษาแผลที่ดีแล้ว ด้วยในปัจจุบันนวัตกรรมที่ก้าวไกล มีผู้คิดค้นวิจัยนำว่านหางจระเข้มาทำเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ผิวกาย มากมาย ทำให้ปริมาณความต้องการว่านหางจระเข้มีมากขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรในประเทศไทยเป็นอย่างดี ซึ่งแหล่งปลูกสำคัญอยู่ทางภาคตะวันตกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การปลูกว่านหางจระเข้ส่งโรงงาน ถือเป็นอาชีพสร้างรายได้ดีให้กับเกษตรกรแถวนั้นมานานกว่า 30 ปี และปัจจุบันนี้ได้สืบทอดมาถึงรุ่นลูก ตลาดก็ยังสดใสอยู่ คุณธนัชญาน์ มีสวัสดิ์ หรือ คุณจูน อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ที่ 10 ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกษตรกรสาวผู้สืบทอดงานเกษตรกรรมจากครอบครัว เล่าว่า ครอบครัวของตนทำไร่ปลูกว่านหางจระเข้ส่งโรงงานมานานมากกว่า 30 ปี ทำมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อเริ่มปลูก เพราะตอนนั้นมีนายทุนมาแนะนำพันธุ์ให้ปลูกและรับซื้อ จึงเริ่มปลูกมาตั้งแต่นั้น แต่ก่อนที่คุณจูนจะหันมาสานต่องานของครอบครัว คุณจูนได้ทำงานในตำแหน่งฝ
มะเขือเปราะ เป็นพืชทนแล้ง อายุสั้น ปลูก 3 เดือน ให้ผลผลิต เก็บได้นาน 1 ปี ปลูกได้ทุกสภาพอากาศ ถือว่าเป็นพืชอายุสั้น และให้ผลผลิตดี มะเขือขาวหยก เป็นพันธุ์ที่ได้มาจากจังหวัดสระบุรี ข้อดีของพันธุ์นี้คือ จุกใหญ่ เหี่ยวช้า หากวันไหนเหลือขายไม่หมด สามารถเก็บไว้ได้ยังไม่เหี่ยว รสชาติหวาน ลูกใหญ่ เป็นที่ต้องการของตลาด ปลูก 10 ไร่ ผลผลิตดก เก็บขายวันละ 300 กิโลกรัม ต่อวัน การเตรียมดิน ไถตากดินไว้ 1 เดือน เมื่อไถเสร็จให้ขึ้นร่องใหญ่กว่าร่องอ้อย ความกว้าง ประมาณ 150 เซนติเมตร ยกร่องสูงทำเป็นร่องน้ำ โดยสวนทั่วไปจะใช้ระบบน้ำหยด แต่ถ้าสายตันขึ้นมาจะลำบาก มะเขือจะไม่ชุ่ม พอไม่ชุ่มจะเกิดไรแดง เพลี้ยหนอน แต่ถ้าเราขุดร่องน้ำไว้ ถึงเวลาฝนตกหรือปล่อยน้ำเข้า ก็วิดน้ำรดได้เลย มะเขือจะชุ่ม ความชื้นจะเยอะเขาจะชอบ การปลูก จะเพาะต้นกล้าเองหรือใช้วิธีซื้อต้นกล้าที่เขาเพาะไว้แล้วมาปลูก 1 ถาด มี 120 ต้น ราคาถาดละ 100 บาท นำกล้าลงหลุม ความห่างระหว่างหลุม 70 เซนติเมตร ความกว้าง 150 เซนติเมตร เพื่อจะได้เดินในร่องทางซ้ายและขวาได้สะดวก การดูแล ใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 16-16-16 พอลูกออกให้หยุดใส่ แล้วเปลี่ยนมาใช้ชีวภาพแทน
มะม่วงน้ำดอกไม้…ผลสุกมีรสหวาน หอม กินกับข้าวเหนียวมูนเลิศรสยิ่งนัก เป็นหนึ่งอาหารคู่ครัวไทยมานานปี บางครัวเรือนพอมีพื้นที่บ้าง จึงมักจะปลูกมะม่วงไว้บริโภค แต่บางคนที่มีสวนแต่กลับปล่อยสวนมะม่วงให้เสื่อมโทรมด้วยการออกไปทำงานนอกบ้าน เมื่อไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จดังที่หวังไว้ สุดท้าย กลับมาฟื้นฟูสวนมะม่วงด้วยการเสียบยอดเพื่อเปลี่ยนเป็นมะม่วงพันธุ์ดี มีการปฏิบัติดูแลรักษาที่ดี ทุกสิ่งอย่างดีวันดีคืน มีผลมะม่วงให้เก็บขาย มีรายได้พอเพียงต่อการยังชีพ และได้เดินตามรอยพ่อ สู่เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อมีวิถีที่มั่นคงได้ดังหวัง ดร. รุจิพัชร บุญจริง เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดสิงห์บุรี มีพื้นที่ปลูกพืชสวน 17,759 ไร่ จากพื้นที่ทำการเกษตร 381,559 ไร่ มะม่วงเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดสิงห์บุรี มีพื้นที่ปลูกมะม่วง 871 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 469 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิต 346 ไร่ ได้ผลผลิต 234,441 กิโลกรัม ได้ผลมะม่วงเฉลี่ย 499.87 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรขายผลผลิตได้เฉลี่ย 24.50 บาท ต่อกิโลกรัม ราคานี้เปลี่ยนแปลงได้ตามกลไกของตลาด การพัฒนาการผลิตมะม่วง ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวท
อินทผลัม พืชเศรษฐกิจ ราคาแพง น่าจับตามองมากในขณะนี้ ด้วยประโยชน์คุณค่าทางอาหารที่มากมาย ถือเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ ราคาสูงทั้งผลสดและผลแห้ง แต่ตลาดกลับมีความต้องการสูง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในปัจจุบันเกษตรกรไทยจะหันมาจับพืชตัวนี้เป็นพืชทำเงิน คุณสีหนาท สนสุวรรณ์ (คุณฟารุก) อยู่บ้านเลขที่ 44/7 ราษฎร์อุทิศ 46 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ผู้ประกอบธุรกิจขายอินทผลัมผลสด และนำเข้าผลแห้งจากต่างประเทศ เล่าว่า ตนเรียนจบปริญญาตรีที่ไทย แล้วได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบได้กลับมาทำงานที่ประเทศไทยเกี่ยวกับโลจิสติกส์ ทำไปได้สักระยะได้ลาออกจากงานเพื่อมาแต่งงาน พอทุกอย่างเรียบร้อยจึงกลับไปสมัครงานที่ใหม่ ทำไปได้เรื่อยๆ จนวันหนึ่งคุณพ่อโทร.มาบอกว่า ธุรกิจที่บ้านเกิดวิกฤตให้กลับมาช่วย จึงตัดสินใจลาออกจากงานและมาช่วยที่บ้าน เมื่อเข้ามาช่วยกู้วิกฤตที่บ้านได้อยู่ตัว จึงเริ่มมองหาอาชีพเสริม ลองนำเข้าอินทผลัมแบบเพาะเมล็ดเข้ามาจากต่างประเทศ นำเข้ามาเพียง 10 เมล็ด เพราะคิดว่าประเทศไทยคงปลูกไม่ได้ผล จึงไม่ได้จริงจังอะไร แต่ปรากฏว่า ปี 2553 อินทผลัมที่ปลูกเริ่มมีผลผลิตออกมา แต่ไม่เย
ทำหมันไม่มีลูก แต่ปลูกหมัน…มีเชือกผูกสัมพันธ์…ป้องกันรั่ว-ร้าว ชื่อวิทยาศาสตร์ Cordia cochinchinensis Pierre. ชื่อวงศ์ Boraginaceae ชื่ออื่นๆ เก้าศรี สะหลีหลวง สะหลี ย่อง ปู ฉันเกิดมาแม้ว่าไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่ฉันมีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองย้ายเมืองมา ตั้งแต่ตำบลหนองโสน ได้ขุดพบสังข์ทักษิณาวัตร 1 ขอน อยู่ใต้ต้นหมัน จึงได้ถูกกำหนดให้เป็นตราสัญลักษณ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความหมายว่า การเชื่อมประสานรอยแตกร้าวให้เป็นแผ่นเดียวกัน หรือที่ชาวเรือเขาทำ “ตอกหมัน” เพื่อป้องกันเรือรั่ว น้ำเข้าเรือ หากเป็นกลุ่มคนก็ให้สามัคคีเป็นกลุ่มชนเดียวกัน ถ้าพูดถึงคำว่า “หมัน” ทุกคนส่วนใหญ่ไม่ได้นึกถึงชื่อต้นไม้ แต่ทุกคนจะนึกถึงหมันที่ คุณหมอ “ทำหมัน” ไม่ให้มีบุตร ฉันเองก็สงสัยอยู่ว่าใครน๊ะ ที่ตั้งชื่อให้ฉัน ลองไปเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 และพจนานุกรมฉบับของ อาจารย์เปลื้อง ณ นคร มีความหมายถึง 3 ความหมาย เช่น หมายถึงด้ายดิบที่ใช้คลุกกับชัน น้ำมันยาง สำหรับยาแนวเรือ และหมายถึงต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้เปลือกต้นไม้แทนปอได้ คือทำเป็นเชือกนั่นแหละ ทีนี้ยังมีความหมายที่ไม
