พืชทำเงิน
มะม่วงน้ำดอกไม้…ผลสุกมีรสหวาน หอม กินกับข้าวเหนียวมูนเลิศรสยิ่งนัก เป็นหนึ่งอาหารคู่ครัวไทยมานานปี บางครัวเรือนพอมีพื้นที่บ้าง จึงมักจะปลูกมะม่วงไว้บริโภค แต่บางคนที่มีสวนแต่กลับปล่อยสวนมะม่วงให้เสื่อมโทรมด้วยการออกไปทำงานนอกบ้าน เมื่อไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จดังที่หวังไว้ สุดท้าย กลับมาฟื้นฟูสวนมะม่วงด้วยการเสียบยอดเพื่อเปลี่ยนเป็นมะม่วงพันธุ์ดี มีการปฏิบัติดูแลรักษาที่ดี ทุกสิ่งอย่างดีวันดีคืน มีผลมะม่วงให้เก็บขาย มีรายได้พอเพียงต่อการยังชีพ และได้เดินตามรอยพ่อ สู่เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อมีวิถีที่มั่นคงได้ดังหวัง ดร. รุจิพัชร บุญจริง เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดสิงห์บุรี มีพื้นที่ปลูกพืชสวน 17,759 ไร่ จากพื้นที่ทำการเกษตร 381,559 ไร่ มะม่วงเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดสิงห์บุรี มีพื้นที่ปลูกมะม่วง 871 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 469 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิต 346 ไร่ ได้ผลผลิต 234,441 กิโลกรัม ได้ผลมะม่วงเฉลี่ย 499.87 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรขายผลผลิตได้เฉลี่ย 24.50 บาท ต่อกิโลกรัม ราคานี้เปลี่ยนแปลงได้ตามกลไกของตลาด การพัฒนาการผลิตมะม่วง ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวท
อินทผลัม พืชเศรษฐกิจ ราคาแพง น่าจับตามองมากในขณะนี้ ด้วยประโยชน์คุณค่าทางอาหารที่มากมาย ถือเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ ราคาสูงทั้งผลสดและผลแห้ง แต่ตลาดกลับมีความต้องการสูง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในปัจจุบันเกษตรกรไทยจะหันมาจับพืชตัวนี้เป็นพืชทำเงิน คุณสีหนาท สนสุวรรณ์ (คุณฟารุก) อยู่บ้านเลขที่ 44/7 ราษฎร์อุทิศ 46 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ผู้ประกอบธุรกิจขายอินทผลัมผลสด และนำเข้าผลแห้งจากต่างประเทศ เล่าว่า ตนเรียนจบปริญญาตรีที่ไทย แล้วได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบได้กลับมาทำงานที่ประเทศไทยเกี่ยวกับโลจิสติกส์ ทำไปได้สักระยะได้ลาออกจากงานเพื่อมาแต่งงาน พอทุกอย่างเรียบร้อยจึงกลับไปสมัครงานที่ใหม่ ทำไปได้เรื่อยๆ จนวันหนึ่งคุณพ่อโทร.มาบอกว่า ธุรกิจที่บ้านเกิดวิกฤตให้กลับมาช่วย จึงตัดสินใจลาออกจากงานและมาช่วยที่บ้าน เมื่อเข้ามาช่วยกู้วิกฤตที่บ้านได้อยู่ตัว จึงเริ่มมองหาอาชีพเสริม ลองนำเข้าอินทผลัมแบบเพาะเมล็ดเข้ามาจากต่างประเทศ นำเข้ามาเพียง 10 เมล็ด เพราะคิดว่าประเทศไทยคงปลูกไม่ได้ผล จึงไม่ได้จริงจังอะไร แต่ปรากฏว่า ปี 2553 อินทผลัมที่ปลูกเริ่มมีผลผลิตออกมา แต่ไม่เย
ทำหมันไม่มีลูก แต่ปลูกหมัน…มีเชือกผูกสัมพันธ์…ป้องกันรั่ว-ร้าว ชื่อวิทยาศาสตร์ Cordia cochinchinensis Pierre. ชื่อวงศ์ Boraginaceae ชื่ออื่นๆ เก้าศรี สะหลีหลวง สะหลี ย่อง ปู ฉันเกิดมาแม้ว่าไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่ฉันมีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองย้ายเมืองมา ตั้งแต่ตำบลหนองโสน ได้ขุดพบสังข์ทักษิณาวัตร 1 ขอน อยู่ใต้ต้นหมัน จึงได้ถูกกำหนดให้เป็นตราสัญลักษณ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความหมายว่า การเชื่อมประสานรอยแตกร้าวให้เป็นแผ่นเดียวกัน หรือที่ชาวเรือเขาทำ “ตอกหมัน” เพื่อป้องกันเรือรั่ว น้ำเข้าเรือ หากเป็นกลุ่มคนก็ให้สามัคคีเป็นกลุ่มชนเดียวกัน ถ้าพูดถึงคำว่า “หมัน” ทุกคนส่วนใหญ่ไม่ได้นึกถึงชื่อต้นไม้ แต่ทุกคนจะนึกถึงหมันที่ คุณหมอ “ทำหมัน” ไม่ให้มีบุตร ฉันเองก็สงสัยอยู่ว่าใครน๊ะ ที่ตั้งชื่อให้ฉัน ลองไปเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 และพจนานุกรมฉบับของ อาจารย์เปลื้อง ณ นคร มีความหมายถึง 3 ความหมาย เช่น หมายถึงด้ายดิบที่ใช้คลุกกับชัน น้ำมันยาง สำหรับยาแนวเรือ และหมายถึงต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้เปลือกต้นไม้แทนปอได้ คือทำเป็นเชือกนั่นแหละ ทีนี้ยังมีความหมายที่ไม
นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในมันสำปะหลังว่า จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในแปลงมันสำปะหลังบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก พบมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคพุ่มแจ้ในหลายจังหวัด โดยจังหวัดที่พบค่อนข้างมากคือ จังหวัดกำแพงเพชร สระแก้ว ชลบุรี และมุกดาหาร ซึ่งโรคพุ่มแจ้ของมันสำปะหลัง ลักษณะคล้ายกับการทำลายของเพลี้ยแป้ง คือ ใบยอดมันสำปะหลังจะหยิกงอ แคระแกร็น และแตกเป็นฝอยค่อนข้างมาก หากเป็นโรคพุ่มแจ้จะทำลายผลผลิตในไร่มันสำปะหลังเสียหายกว่า 70% ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เสี่ยงได้เตรียมการรับมืออย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป ด้าน นางสาวสุมนา สิมาสฤษฏ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กล่าวว่า โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา มีเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะของโรค และมีต้นวัชพืชสาบม่วงที่เป็นพืชอาศัย หากเชื้อเพิ่มปริมาณมากจะเข้าไปอุดตันท่อลำเลียงอาหารของ
ผมรู้จักคุณหน่อย หรือป้าหน่อย ที่เราเรียกกัน ป้าหน่อย – รุจีรา จุลบุตร สาว (เหลือ) น้อย แห่งหมู่ที่ 4 ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จากเรื่องราวการเล่าเรื่องผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค เรื่องราวของสาวบ้านนอก ผู้เดินทางมุ่งหน้าเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ จากสาวนาเมืองชาละวันมาเป็นสาวออฟฟิศในเมืองกรุง ชีวิตก็ดูสวยงามดังหนึ่งความฝัน แต่วันเวลาที่ผ่านไปก็เริ่มได้คิด ‘เราทำงานหาเงินเดือนเอาไปทำอะไร ในเมื่อได้เงินมาแล้วก็เอาไปซื้ออาหาร ทำไมเราจึงไม่ทำงานสร้างอาหารเสียเลย’ ตั้งแต่วันที่เริ่มได้คิดก็เริ่มมองหาตัวตนจากสายตาแห่งความเป็นจริง ความอิ่มตัวกับงานประจำที่ทำดังหนึ่งหนูถีบจักร จึงปรึกษากับแม่ เพราะแม่ยังเป็นเกษตรกร และที่สำคัญอยากกลับไปดูแลแม่ด้วย จึงเริ่มด้วยการเป็นเกษตรกรวันหยุด เกษตรกรมือถือ “ป้าหน่อยเริ่มจากอะไรน่ะ” “เริ่มจากเบื่อ ชีวิตเป็นสิบปีที่วนๆ เวียนๆ อยู่กับบ้าน ออฟฟิศ และท้องถนน คือนั่งรถไปกลับวันละหลายชั่วโมงมาก ยังคิดว่าหากเอาเวลานั่งรถไปทำอาชีพอื่น น่าจะสร้างรายได้อีกไม่น้อย” “เรื่องเกษตร เล่าที่มาที่ไปสักนิด” “หน่อยเป็นลูกชาวนา ลูกเกษตรกรจ้า ก็เข้าเรียนตามเรื่อง
แม้จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี และนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ราก ลำต้น ใบ ผล เส้นใย ไม่เว้นแม้กระทั่งส่วนของยอด แถมนิยมบริโภคทั้งสดทั้งแปรรูป จนเรียกได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีคุณสารพัด แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ “มะพร้าว” เท่าที่ควรจะเป็น มิหนำซ้ำสวนมะพร้าวในพื้นที่หลายจังหวัดกลับถูกโค่นทิ้ง ปรับเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมันแทนที่ ไม่น่าแปลกใจที่พื้นที่ปลูกมะพร้าวของไทยจะลดลงต่อเนื่อง ข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ช่วงปี 2551-2556 เนื้อที่ให้ผลและผลผลิตมะพร้าวลดลงจาก 1.536 ล้านไร่ เมื่อปี 2551 เป็น 1.316 ล้านไร่ ในปี 2556 ปี 2557 คาดว่า จะมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวให้ผลผลิต 1.031 ล้านไร่ และผลผลิตลดลงจาก 1.484 ล้านตัน ในปี 2551 เหลือ 1.058 ล้านตัน ในปี 2556 ส่วนปี 2557 คาดว่าจะมีผลผลิต 1.072 ล้านตัน ข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตรและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรชี้ว่า ผลผลิตมะพร้าวส่วนใหญ่ใช้เพื่อการบริโภคโดยตรง ร้อยละ 60 ของผลผลิตทั้งหมด ส่วนที่เหลือใช้เพื่อการแปรรูปในอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันมะพร้าว ร้อยละ 5 และใช้เพื่อการแปรรูปในอุตสาหกรรมกะทิสำ
นายมนตรี บาซอรี เกษตรกรจ.นครนายก ให้สัมภาษณ์ว่า ครอบครัวทำนากว่า 40 ไร่ ที่อ.องครักษ์ จ.นครนายก ปีหนึ่งปลูก 2 รอบ ซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จจะไม่ใช้วิธีการเผา แต่จะใช้จุลินทรีย์เพื่อสลายตอซังข้าว ปรากฏว่าได้ผล ไม่เกิน 7 วันตอซังข้าวก็ย่อยสลายหมด และอินทรีย์วัตถุ เป็นการปรับปรุงบำรุงดินไปในตัว แต่การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวนี้จะต้องใช้น้ำให้ท่วมตอซังข้าวถึงจะได้ผลดี สำหรับการใช้จุลินทรีย์ นี้ ตนใช้มาหลายปีแล้ว เพราะถือว่าคุ้มเนื่องจากไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่ม เป็นการลดต้นทุน อย่างไรก็ตามยังมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ชอบเผา ส่วนใหญ่เป็นแปลงนาที่ใช้ปุ๋ยเคมี เกษตรกรรายใดมีปัญหาหลังการเก็บเกี่ยว โทรมาพูดคุยปรึกษาหารือกับตนได้ที่ 087-0087698 นายชะเอม คงกระพันธ์ เกษตรกรอ.แสวงหา จ.อ่างทอง กล่าวว่า ตนปลูกข้าวพันธุ์สุพรรณ 40 ไร่ ที่ผ่านมาประสบปัญหาข้าวดีด ข้าววัชพืช และเพลี้ยกระโดดลงนาข้าวเป็นอย่างมาก หลังจากได้ใช้จุลินทรีย์สลายตอซังข้าว และใช้รถย่ำตอซังข้าว ทั้งที่ยังสดๆ ตามที่ได้รับคำแนะนำ พอผ่านไป 5 วัน ฟางข้าวและข้าววัชพืชก็ย่อยสลายไปเกือบหมด จากนั้นไถ่ปั่นและหว่านเมล็ดข้าวลงไปทันที พบว่าเม
กระท้อน ชื่อวิทยาศาสตร์ Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr. เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดแถวอินโดจีนและมาเล เซียตะวันตก ก่อนจะแพร่ขยายไปในอินเดีย อินโดนีเซีย มอริเชียส และฟิลิปปินส์ จนกลายเป็นพืชท้องถิ่นไป จัดเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 15-30 เมตร เปลือกต้นสีเทา ใบประกอบ ใบย่อยมี 3 ใบคล้ายรูปรีแกมไข่ เมื่อใบแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง กว้าง 6-15 ซ.ม. ยาว 8-20 ซ.ม. กลีบดอกสีเหลืองนวล ออกดอกเป็นช่อที่ซอกใบปลายกิ่ง และ มีดอกย่อยจำนวนมาก ผลรูปทรงกลมแป้น ผิวมีขนคล้ายกำมะหยี่อ่อนนุ่ม ผลอ่อนจะมีสีเขียวมีน้ำยางสีขาว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและมีน้ำยางน้อยลง ผลกระท้อนขนาดประมาณ 5-15 ซ.ม. ภายในมีเมล็ด 4-5 เมล็ด และ มีปุยสีขาวหุ้มเมล็ดอยู่ เมล็ดรูปรีมีปลอกเหนียวห่อหุ้ม
ตาล หรือต้นตาลโตนด เป็นปาล์มต้นเดี่ยวที่มีความสูงชะลูด มีลำต้นใหญ่และเนื้อแข็งแรงมาก มีลำต้นขนาดประมาณ 30-60 เซนติเมตร มีความสูงของต้นได้ถึง 25-40 เมตร ลำต้นเป็นเสี้ยนสีดำและแข็งมาก เดิมที ต้นตาลจัดเป็นพืชดั้งเดิมของทวีปแอฟริกา ต่อมาตาลได้ขยายแพร่พันธุ์ไปเรื่อยๆ จนมีอยู่ทั่วไปในเอเชียเขตร้อน รวมทั้งประเทศไทยด้วย โดยพบว่าต้นตาลมีอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งแต่ละพื้นที่จะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป เช่น บักตาล ตาลโตนด ตาล ตาลใหญ่ ตาลนา โหนด เป็นต้น จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีต้นตาลอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่อำเภอตระการพืชผล จะพบมากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันนี้ ตาลมีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะว่าชาวบ้านในอำเภอตระการพืชผลได้รับประโยชน์จากต้นตาล ด้วยการนำลูกตาลมาเฉาะขายกันสดๆ ข้างถนน จนสามารถสร้างรายได้เดือนละ 100,000 บาท ในแต่ละปีเมื่อถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน ลูกตาลจะออกสู่ท้องตลาด และในบางปีจะมีลูกตาลขายไปจนถึงเดือนกรกฎาคม หากใครผ่านไปทางจังหวัดอุบลราชธานี จะพบคนขายลูกตาลแทบทุกอำเภอ บ้างก็ใส่ตะกร้าหาบขาย บ้างก็นั่งขายตามตลาด หรือตามสถานีขนส่ง แต่จุดขายลูกตาลเฉาะที
รัฐบาลได้วางเป้าหมายพัฒนาประเทศสู่ “ยุคไทยแลนด์ 4.0” (พ.ศ. 2560-2564) โดยกำหนดโมเดลการพัฒนาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมมือกับ สหภาพผู้ผลิตเครื่องจักรกลของประเทศฝรั่งเศส (AXEMA) และ บริษัท อิมแพคเอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด จัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2018 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ จัดแสดงนิทรรศการและการจัดสัมมนา ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชาและนวัตกรรมเกษตร” เพื่อถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาการเกษตรตามศาสตร์พระราชา พร้อมนำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยีทางการเกษตรและเครื่องจักรกลการเกษตร สอดรับกับนโยบาย “เกษตรอัจฉริยะ 4.0” ของรัฐบาล เกษตรกรที่เข้าร่วมชมงานต่างตื่นตาตื่นใจกับนวัตกรรมรูปแบบต่างๆ เช่น การเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว และแผ่นไหม เพื่อผลิตเป็นอาหารสุขภาพและเครื่องสำอาง นวัตกรรมเกี่ยวกับดิน หรือ Agri-Map Online เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรรู้จักดิน วิธีใช้ประโยชน์ดินในการปลูกพืช นวัตกรรมที่เกี่ยวกับน้ำ เรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมที่ใช้กับน้ำผิวดิน เช่น ฝายชะลอน้ำ พร้อมระบบส่งน้ำ
