พืชทำเงิน
“มันสำปะหลัง” เป็นสินค้าพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของโลก รองจาก อ้อย ข้าวโพด ข้าว ข้าวสาลี มันฝรั่ง สำหรับประเทศไทย มันสำปะหลังนับเป็นพืชเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ที่สำคัญ มีปริมาณการผลิตมากกว่า 20 ล้านตัน ในแต่ละปี โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลกด้วย มันสำปะหลัง เป็นพืชอาหารหลักของมนุษย์และสัตว์ เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ประกอบการผลิตในอุตสาหกรรมมากมาย จึงจำเป็นต้องหาแนวทางในการปรับปรุงและยกระดับโซ่คุณค่าของมันสำปะหลัง เพื่อให้เกษตรกรผู้เป็นต้นน้ำของโซ่คุณค่ามันสำปะหลังอยู่รอดและสืบทอดกิจการต่อไปอย่างยั่งยืน สุดท้ายนี้ การจะหากำไรจากการผลิตมันสำปะหลังคงต้องเริ่มหาจากการผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพ ผลิตในปริมาณที่ตลาดและภาคอุตสาหกรรมยอมรับ อาจต้องนำนวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ เข้ามาช่วยปรับปรุงการผลิตหรือมาช่วยลดต้นทุน ถ้ามีการวางแผนการผลิตที่ดีก็จะช่วยลดการเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาดและถูกตัดราคาได้ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก ใช้มันสำปะหลังสร้างอาชีพ ธุรกิจมันสำปะหลัง นับเป็นหนึ่งในรายได้หลักของ “สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก” เลขที่ 212 หมู่ที่ 5 ตำบลสักงาม อำเภอคลองลาน จ
มะเขือยาว เป็นอีกหนึ่งชนิดพืชที่ผลผลิตเมื่อออกมาแล้ว สามารถนำผลมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นยำมะเขือยาวเผา ผัดมะเขือยาว หรือจะนำมะเขือยาวมาชุบไข่แล้วทอดให้เหลืองสวย นำมารับประทานคู่กับน้ำพริกกะปิก็เข้ากันได้อย่างลงตัวทีเดียว อย่างทางภาคเหนือจะนำมะเขือยาวไปทำเป็นน้ำพริกหนุ่ม เมื่อนำมารับประทานคู่กับแคบหมูก็อร่อยลงตัวไม่เบาเช่นกัน จากความต้องการของผู้บริโภคที่มีอยู่นั้น จึงทำให้มะเขือยาวยังเป็นอีกหนึ่งสินค้าทางการเกษตรที่ตลาดยังมีความต้องการ จึงทำให้ คุณภัทร พูลทวี อยู่บ้านเลขที่ 6/2 หมู่ที่ 4 ตำบลศรีษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ได้ปลูกมะเขือยาวเพื่อส่งจำหน่ายให้กับตลาดผัก โดยผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี ส่งจำหน่ายได้ราคาอีกด้วย คุณภัทร เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานได้ก็เลือกอาชีพทางการเกษตรเป็นงานหลัก โดยในช่วงแรกเลือกปลูกฝรั่งแป้นสีทองเพื่อสร้างรายได้ ต่อมาจึงได้เลิกปลูกฝรั่งแป้นสีทองไป เพราะมองว่าฝรั่งค่อนข้างดูแลยากในการจัดการ และไม่สามารถปลูกพืชอื่นทดแทนได้ จึงได้เลือกพืชที่สามารถปลูกแบบหมุนเวียนได้เป็นพืชผักในเวลาต่อมา “พอเริ่มคิดที่จะเปลี่ยน ว่าจะทำอะไรดี ก็เลยได้คำตอบเป
ความจริงบุรีรัมย์มีผลไม้หลายชนิดที่มีรสชาติอร่อยไม่แพ้จังหวัดอื่น แต่ที่ดูจะมีชื่อเสียงขึ้นชื่อของจังหวัดน่าจะเป็นทุเรียน เพราะมีรสชาติอร่อย อันเป็นผลมาจากการมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่เอื้อต่อคุณภาพทุเรียน จนเป็นที่ถูกใจของบรรดานักชิมทุเรียนเลยเชียว ล่าสุด “เมล่อน” ไม้ผลน้องใหม่ไฟแรงที่กำลังเนื้อหอม เพราะมีเอกชนส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้วิธีปลูกในโรงเรือนที่สามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตให้มีความสมบูรณ์ ทำให้เป็นที่ต้องการของโมเดิร์นเทรดและห้างค้าส่งขนาดใหญ่จนชาวบ้านปลูกส่งขายกันแทบไม่ทัน แถมยังสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ที่ดีให้แก่คนเมืองนี้อีกนับไม่ถ้วน คุณพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชื่อดังของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักมักคุ้นของคนเมือง ด้วยฉายา “เฮียน้อย 100 อาชีพ” ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ผลักดันให้มีการปลูกเมล่อนในจังหวัดบุรีรัมย์อย่างจริงจังในรูปแบบธุรกิจ เพื่อต้องการหาอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชาวบุรีรัมย์แทนการรอขายผลผลิตการเกษตรอื่นที่ราคาไม่แน่นอน เฮียน้อย บอกถึงเหตุผลที่สนใจนำเมล่อนมาปลูกในจังหวัดนี้ว่า เพราะสมัยที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ยังได้รับตำแหน่งเป็นกรร
คุณมานพ อมรอรช (คุณอาร์ท) อยู่บ้านเลขที่ 17 เทศบาลสาย 7 ตำบลขลุง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี บัณฑิตหนุ่มจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เรียนจบสาขาวิชาพืชสวนประดับ กลับมาสานต่อสวนไม้ผลที่พ่อแม่อนุรักษ์ทุเรียนสายพันธุ์โบราณไว้กว่า 10 สายพันธุ์ คุณอาร์ท เล่าว่า สาเหตุที่ตัดสินใจเลือกเรียนเกษตร เพราะจากประสบการณ์พบเห็นจากคนแถวบ้านหลายคนที่ไปเรียนไกลถึงกรุงเทพฯ เรียนจบจากหลากที่หลายคณะ มีทั้งจบเกษตรโดยตรงและจบจากสาขาอื่น แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมายังบ้านเกิดและลงเอยที่งานสวนอยู่ดี ด้วยสาเหตุนี้จึงตัดสินใจเรียนคณะเกษตร และพอดีตอนนั้นได้โควต้าจากมทร. ตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี เรียนจบในระดับ ปวส. แล้วเข้าศึกษาต่อที่ ม. แม่โจ้ ช่วงจบใหม่ๆ ได้ลองไปทำงานหาประสบการณ์ที่บริษัทจัดสวนก่อน หลังจากนั้นไปทำเกี่ยวกับเคมีเกษตร และกลับมาสานต่ออาชีพของครอบครัวในที่สุด มรดกสวนทุเรียนจากพ่อ-แม่ 30 ไร่ สร้างเงิน สร้างอาชีพ มาตลอด พื้นที่สวนทุเรียนคุณอาร์ทอยู่เขตตำบลซึ้ง อำเภอขลุง มีพื้นที่กว่า 30 ไร่ มีทุเรียนกว่า 400 ต้น เป็นมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ ตนแค่มาสานต่อ ซึ่งคุณอาร์ทกลับมาสานต่อการทำสวนได้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว หลังจาก
ภาคเหนือตอนล่าง ถือเป็นแหล่งผลิตมะม่วงเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ มีพื้นที่ปลูกมะม่วงรวมประมาณ 200,000 ไร่ ผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งขายตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ ที่จังหวัดพิจิตร ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก ถือเป็นจุดเริ่มต้นการผลิตมะม่วงเชิงพาณิชย์ที่เก่าแก่ที่สุด มีการปลูกมะม่วงมานานกว่า 30 ปี ปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 20,000 ไร่ ผลผลิตหลัก ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงฟ้าลั่น และมะม่วงเพชรบ้านลาด สวนโชคอำนวย ผลิตมะม่วงคุณภาพ ปีละกว่า 500 ตัน คุณจรัญ อยู่คำ เจ้าของ “สวนโชคอำนวย” หรือที่หลายคนเรียกว่า “พ่อเลี้ยงจรัญ” อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โทร. (099) 271-1303 ถือได้ว่าเป็นเกษตรกรระดับแนวหน้าที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เซียนมะม่วงตัวจริง” เพราะทุกปีมะม่วงจากสวนโชคอำนวย นอกจากจะติดผลดกแล้ว ยังเป็นสวนที่ผลิตมะม่วงได้สวยงามมีคุณภาพดี ผลผลิตจะเริ่มขายตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเมษายน พื้นที่สวนโชคอำนวย มีกว่า 400 ไร่ ถูกจัดสรรแบ่งแปลงปลูกอย่างลงตัว โดยแบ่ง
“แป๊ะก๊วย” เมล็ดสีเหลืองๆ คล้ายหยดน้ำ เป็นพืชพรรณดึกดำบรรพ์ ที่มีมาตั้งแต่ 270 ล้านปีในยุคเพอร์เมียน ก่อนไดโนเสาร์ครองโลก ในยุคมีโซโซอิก (Mesozoic) เสียอีก คนจีนกับ “แป๊ะก๊วย ” ชาวจีนผูกพันกับต้นแป๊ะก๊วยมายาวนานไม่ต่ำกว่า 2,800 ปี โดยนำเมล็ดแป๊ะก๊วยที่เรียก เป๋ยกัว (Bai Guo) หรือ หยิน ซิง (Yin Xing) มารับประทานและใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคหืด โรคจากความหนาวเย็นที่เกิดตามนิ้วมือ นิ้วเท้า ส่วนชาวญี่ปุ่นนิยมอบเมล็ดแป๊ะก๊วยเพื่อรักษาอาการลมพิษ แป๊ะก๊วย มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น กิงโก้ (Gingko) ต้นเฟิร์นก้านดำ (Maidenhair tree) ต้นบ๊วยสีเงิน Japanese silver apricot, ต้นคิว (Kew tree) เนื่องจากต้นแป๊ะก๊วยจะออกดอกตกผลใช้เวลานาน คนปลูกไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ปลูก จึงถูกเรียกว่า ต้นปู่-หลาน (Kung Sun Shu) ในศตวรรษที่ 17 ในภาษาอังกฤษ ต้นแป๊ะก๊วย ถูกเรียกว่า กิงโกะ หรือ เฟิร์นก้านดำ (maidenhair tree) เนื่องจาก รูปทรงของใบแป๊ะก๊วย เหมือนกับใบเฟิร์นก้านดำที่มีลักษณะคล้ายพัด เนื่องจากต้นแป๊ะก๊วยตามธรรมชาติอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์เช่นเดียวกับ แพนด้ายักษ์ ทำให้แป๊ะก๊วยได
จริงอยู่การปลูกมะม่วงของชาวสวนมะม่วงไทยในเชิงพาณิชย์ปัจจุบันนี้ แทบทั้งหมดจะปลูกพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เนื่องจากผลิตเพื่อการส่งออกเกือบทั้งหมด โดยมีการส่งไปขายในรูปแบบของผลสด แช่แข็ง ฟรีซดราย ฯลฯ เป็นที่สังเกตว่าพื้นที่ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกหลักๆ จะอยู่ที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ อุดรธานี พิจิตร สระแก้ว สุพรรณบุรี ฯลฯ ยังมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติมขึ้นอีกมาก โดยเกษตรกรไม่มีการตรวจสอบเรื่องการตลาดในอนาคตให้ดีเสียก่อน เช่นเดียวกันกับที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (081) 901-3760 ก็ปลูกมะม่วงไทยหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สุดท้ายได้เปลี่ยนยอดเป็นมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูทั้งสวน เพื่อผลิตในเชิงการค้า สร้างปริมาณสินค้าที่มากพอ เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อเพื่อการส่งออกทั้งหมด และได้ราคาดีไม่แพ้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ำดอกไม้สื์ทูอีทูทั้งสวน เพราะมีพ้อค้ามารับซือีกทั้งมีราคาดีตลอดฤดูกาล แม้จะเป็นช่วงที่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมีราคาตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากๆ ซึ่งก็จำหน่ายได้ กิโลกรัมละประมาณ 30-80 บาท (ซึ่งราคาจะปรับตัว
ในยุคสมัยที่ภาคเกษตรกรรมมีการแข่งขันสูง และกำลังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด รวมถึงปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรจะนิ่งนอนใจไม่ได้เลย ต้องมีการคิดวางแผนพัฒนาผลผลิตของตัวเองเพื่อความอยู่รอด เกษตรกรไม่สามารถกำหนดกลไกการตลาดเองได้ แต่เกษตรกรสามารถเลือกผู้บริโภคได้ ในที่นี้หมายความว่า เกษตรกรทุกคนต้องหันมาแข่งขันกันในด้านของการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มากกว่าปริมาณ เพราะการบริโภคที่เปลี่ยนไป ผู้คนหันมาใส่ใจคุณภาพและเลือกรับประทานอาหารปลอดภัยกันมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกรต้องปรับตัว ทำการตลาด หรือผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งในส่วนของภาคการเกษตรอาจจะต้องหันมาใส่ใจคุณภาพของการผลิตสินค้าตามมาตรฐานความปลอดภัย GAP (เกษตรดีที่เหมาะสม) กันให้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้เกษตรกรทุกรายควรเริ่มตระหนักและหันมาทำผลผลิตให้ได้มาตรฐานให้ครบทุกราย เพื่อความอยู่รอด ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง คุณสมชาย เจริญสุข เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่ GAP ตำบลดอนคา อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี เล่าว่า ก่อนที่ตนจะหันมาปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ ตนมีอาชีพเป็นเกษตรกรมาก่อน แต่ปลูกผลไม้ทั่วไป ปลูกมะนาวบ้าง ผลไม้อย่างอื่นบ้างปะปนกันไป เ
“ สวนลิ้นจี่พยุงขวัญ ” นับเป็น “ แหล่งท่องเที่ยวเกษตรทฤษฎีใหม่” ที่มีชื่อเสียงของ ตำบล ตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ที่นี่เปิดเป็นศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน และเปิดให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษาได้เข้ามาศึกษาการดำเนินชีวิตตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ และเยี่ยมชมสวนลิ้นจี่รสอร่อยของชุมชนแห่งนี้ คุณพยุง สงพูล เจ้าของสวนลิ้นจี่พยุงขวัญ หมู่ที่ 6 ตำบลตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท นั้น ประกอบอาชีพไร่นาสวนผสม ต่อมาหันมาสนใจปลูกสวนลิ้นจี่ ซึ่งเป็นผลไม้ภาคเหนือแต่คุณพยุง ได้ศึกษาพัฒนาพันธุ์ลิ้นจี่จากภูมิปัญญาชาวบ้านและยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถออกดอกและติดลูกได้ผลผลิตเมื่อปลูกในภาคกลางที่มีอากาศร้อน ทำให้เป็นสวนลิ้นจี่แห่งแรกของจังหวัดชัยนาท พันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนแห่งนี้ ได้แก่ ลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิ์ พันธุ์ฮงฮวย และพันธุ์ค่อม เดิมสวนแห่งนี้เคยใช้ปลูกข้าวมาก่อน เมื่อตัดสินใจปลูกลิ้นจี่ คุณพยุงจึงต้องปรับพื้นที่ปลูกในลักษณะยกร่องแปลง โดยขุดยกให้สันร่องแปลงกว้าง 6 เมตร และร่องน้ำกว้าง 2 เมตร เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตรและเพื่อให้รากของต้นลิ้นจี่ดึงน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ คุณพยุงปลูกลิ้นจี่ ในระยะห
“ทำสวนทุกอย่าง ต้องเน้นให้พืชมีลำต้นที่สมบูรณ์ด้วยการให้อาหาร ไม่ใช่รอเก็บแต่ผลผลิตเพียงอย่างเดียว” คุณกิตติศักดิ์ กฤตโยภาส ข้าราชการบำนาญ ตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษ อยู่บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 10 ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้าท่ายาง เริ่มปลูกกล้วยน้ำว้าท่ายางมาได้ประมาณ 3 ปี ภายหลังจากเกษียณอายุราชการ ถือเป็นการพัฒนาต่อยอดจากสวนเก่าที่ไม่ได้รับการดูแลมานับ 10 ปี มีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ปลูกกล้วยน้ำว้า 500 ต้น ผสมกับมะพร้าว และเลี้ยงปลาดุก ควบคู่กันไปภายในร่องสวน คุณกิตติศักดิ์ เล่าว่า สภาพทางภูมิศาสตร์ของตำบลท่ายางมีเนื้อที่ติดกับทะเล ทำให้สภาพดินมีการทับถมจากตะกอนดินทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย สร้างให้พื้นที่บริเวณนี้มีลักษณะเป็นดินเหนียวเหมาะแก่การปลูกกล้วย กล้วยน้ำว้าท่ายาง มีต้นกำเนิดอยู่ที่ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ถูกนำมาโดยชาวจังหวัดสมุทรสงคราม “คนเมืองใน” เป็นภาษาที่ชาวบ้านในท้องถิ่นใช้เรียกผู้นำกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์นี้มาปลูก เมื่อสืบค้นข้อมูลที่แท้จริงแล้วนั้นจะทราบได้ว่า กล้วยน้ำว้าท่ายาง เป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง เมื่อถูกนำมาปลูกในเขตตำบลท่าย
