พืชทำเงิน
ภาคเหนือตอนล่าง ถือเป็นแหล่งผลิตมะม่วงเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ มีพื้นที่ปลูกมะม่วงรวมประมาณ 200,000 ไร่ ผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งขายตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ ที่จังหวัดพิจิตร ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก ถือเป็นจุดเริ่มต้นการผลิตมะม่วงเชิงพาณิชย์ที่เก่าแก่ที่สุด มีการปลูกมะม่วงมานานกว่า 30 ปี ปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 20,000 ไร่ ผลผลิตหลัก ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงฟ้าลั่น และมะม่วงเพชรบ้านลาด สวนโชคอำนวย ผลิตมะม่วงคุณภาพ ปีละกว่า 500 ตัน คุณจรัญ อยู่คำ เจ้าของ “สวนโชคอำนวย” หรือที่หลายคนเรียกว่า “พ่อเลี้ยงจรัญ” อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โทร. (099) 271-1303 ถือได้ว่าเป็นเกษตรกรระดับแนวหน้าที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เซียนมะม่วงตัวจริง” เพราะทุกปีมะม่วงจากสวนโชคอำนวย นอกจากจะติดผลดกแล้ว ยังเป็นสวนที่ผลิตมะม่วงได้สวยงามมีคุณภาพดี ผลผลิตจะเริ่มขายตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเมษายน พื้นที่สวนโชคอำนวย มีกว่า 400 ไร่ ถูกจัดสรรแบ่งแปลงปลูกอย่างลงตัว โดยแบ่ง
“แป๊ะก๊วย” เมล็ดสีเหลืองๆ คล้ายหยดน้ำ เป็นพืชพรรณดึกดำบรรพ์ ที่มีมาตั้งแต่ 270 ล้านปีในยุคเพอร์เมียน ก่อนไดโนเสาร์ครองโลก ในยุคมีโซโซอิก (Mesozoic) เสียอีก คนจีนกับ “แป๊ะก๊วย ” ชาวจีนผูกพันกับต้นแป๊ะก๊วยมายาวนานไม่ต่ำกว่า 2,800 ปี โดยนำเมล็ดแป๊ะก๊วยที่เรียก เป๋ยกัว (Bai Guo) หรือ หยิน ซิง (Yin Xing) มารับประทานและใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคหืด โรคจากความหนาวเย็นที่เกิดตามนิ้วมือ นิ้วเท้า ส่วนชาวญี่ปุ่นนิยมอบเมล็ดแป๊ะก๊วยเพื่อรักษาอาการลมพิษ แป๊ะก๊วย มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น กิงโก้ (Gingko) ต้นเฟิร์นก้านดำ (Maidenhair tree) ต้นบ๊วยสีเงิน Japanese silver apricot, ต้นคิว (Kew tree) เนื่องจากต้นแป๊ะก๊วยจะออกดอกตกผลใช้เวลานาน คนปลูกไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ปลูก จึงถูกเรียกว่า ต้นปู่-หลาน (Kung Sun Shu) ในศตวรรษที่ 17 ในภาษาอังกฤษ ต้นแป๊ะก๊วย ถูกเรียกว่า กิงโกะ หรือ เฟิร์นก้านดำ (maidenhair tree) เนื่องจาก รูปทรงของใบแป๊ะก๊วย เหมือนกับใบเฟิร์นก้านดำที่มีลักษณะคล้ายพัด เนื่องจากต้นแป๊ะก๊วยตามธรรมชาติอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์เช่นเดียวกับ แพนด้ายักษ์ ทำให้แป๊ะก๊วยได
จริงอยู่การปลูกมะม่วงของชาวสวนมะม่วงไทยในเชิงพาณิชย์ปัจจุบันนี้ แทบทั้งหมดจะปลูกพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เนื่องจากผลิตเพื่อการส่งออกเกือบทั้งหมด โดยมีการส่งไปขายในรูปแบบของผลสด แช่แข็ง ฟรีซดราย ฯลฯ เป็นที่สังเกตว่าพื้นที่ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกหลักๆ จะอยู่ที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ อุดรธานี พิจิตร สระแก้ว สุพรรณบุรี ฯลฯ ยังมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติมขึ้นอีกมาก โดยเกษตรกรไม่มีการตรวจสอบเรื่องการตลาดในอนาคตให้ดีเสียก่อน เช่นเดียวกันกับที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (081) 901-3760 ก็ปลูกมะม่วงไทยหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สุดท้ายได้เปลี่ยนยอดเป็นมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูทั้งสวน เพื่อผลิตในเชิงการค้า สร้างปริมาณสินค้าที่มากพอ เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อเพื่อการส่งออกทั้งหมด และได้ราคาดีไม่แพ้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ำดอกไม้สื์ทูอีทูทั้งสวน เพราะมีพ้อค้ามารับซือีกทั้งมีราคาดีตลอดฤดูกาล แม้จะเป็นช่วงที่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมีราคาตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากๆ ซึ่งก็จำหน่ายได้ กิโลกรัมละประมาณ 30-80 บาท (ซึ่งราคาจะปรับตัว
ในยุคสมัยที่ภาคเกษตรกรรมมีการแข่งขันสูง และกำลังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด รวมถึงปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรจะนิ่งนอนใจไม่ได้เลย ต้องมีการคิดวางแผนพัฒนาผลผลิตของตัวเองเพื่อความอยู่รอด เกษตรกรไม่สามารถกำหนดกลไกการตลาดเองได้ แต่เกษตรกรสามารถเลือกผู้บริโภคได้ ในที่นี้หมายความว่า เกษตรกรทุกคนต้องหันมาแข่งขันกันในด้านของการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มากกว่าปริมาณ เพราะการบริโภคที่เปลี่ยนไป ผู้คนหันมาใส่ใจคุณภาพและเลือกรับประทานอาหารปลอดภัยกันมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกรต้องปรับตัว ทำการตลาด หรือผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งในส่วนของภาคการเกษตรอาจจะต้องหันมาใส่ใจคุณภาพของการผลิตสินค้าตามมาตรฐานความปลอดภัย GAP (เกษตรดีที่เหมาะสม) กันให้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้เกษตรกรทุกรายควรเริ่มตระหนักและหันมาทำผลผลิตให้ได้มาตรฐานให้ครบทุกราย เพื่อความอยู่รอด ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง คุณสมชาย เจริญสุข เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่ GAP ตำบลดอนคา อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี เล่าว่า ก่อนที่ตนจะหันมาปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ ตนมีอาชีพเป็นเกษตรกรมาก่อน แต่ปลูกผลไม้ทั่วไป ปลูกมะนาวบ้าง ผลไม้อย่างอื่นบ้างปะปนกันไป เ
“ สวนลิ้นจี่พยุงขวัญ ” นับเป็น “ แหล่งท่องเที่ยวเกษตรทฤษฎีใหม่” ที่มีชื่อเสียงของ ตำบล ตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ที่นี่เปิดเป็นศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน และเปิดให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษาได้เข้ามาศึกษาการดำเนินชีวิตตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ และเยี่ยมชมสวนลิ้นจี่รสอร่อยของชุมชนแห่งนี้ คุณพยุง สงพูล เจ้าของสวนลิ้นจี่พยุงขวัญ หมู่ที่ 6 ตำบลตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท นั้น ประกอบอาชีพไร่นาสวนผสม ต่อมาหันมาสนใจปลูกสวนลิ้นจี่ ซึ่งเป็นผลไม้ภาคเหนือแต่คุณพยุง ได้ศึกษาพัฒนาพันธุ์ลิ้นจี่จากภูมิปัญญาชาวบ้านและยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถออกดอกและติดลูกได้ผลผลิตเมื่อปลูกในภาคกลางที่มีอากาศร้อน ทำให้เป็นสวนลิ้นจี่แห่งแรกของจังหวัดชัยนาท พันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนแห่งนี้ ได้แก่ ลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิ์ พันธุ์ฮงฮวย และพันธุ์ค่อม เดิมสวนแห่งนี้เคยใช้ปลูกข้าวมาก่อน เมื่อตัดสินใจปลูกลิ้นจี่ คุณพยุงจึงต้องปรับพื้นที่ปลูกในลักษณะยกร่องแปลง โดยขุดยกให้สันร่องแปลงกว้าง 6 เมตร และร่องน้ำกว้าง 2 เมตร เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตรและเพื่อให้รากของต้นลิ้นจี่ดึงน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ คุณพยุงปลูกลิ้นจี่ ในระยะห
“ทำสวนทุกอย่าง ต้องเน้นให้พืชมีลำต้นที่สมบูรณ์ด้วยการให้อาหาร ไม่ใช่รอเก็บแต่ผลผลิตเพียงอย่างเดียว” คุณกิตติศักดิ์ กฤตโยภาส ข้าราชการบำนาญ ตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษ อยู่บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 10 ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้าท่ายาง เริ่มปลูกกล้วยน้ำว้าท่ายางมาได้ประมาณ 3 ปี ภายหลังจากเกษียณอายุราชการ ถือเป็นการพัฒนาต่อยอดจากสวนเก่าที่ไม่ได้รับการดูแลมานับ 10 ปี มีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ปลูกกล้วยน้ำว้า 500 ต้น ผสมกับมะพร้าว และเลี้ยงปลาดุก ควบคู่กันไปภายในร่องสวน คุณกิตติศักดิ์ เล่าว่า สภาพทางภูมิศาสตร์ของตำบลท่ายางมีเนื้อที่ติดกับทะเล ทำให้สภาพดินมีการทับถมจากตะกอนดินทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย สร้างให้พื้นที่บริเวณนี้มีลักษณะเป็นดินเหนียวเหมาะแก่การปลูกกล้วย กล้วยน้ำว้าท่ายาง มีต้นกำเนิดอยู่ที่ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ถูกนำมาโดยชาวจังหวัดสมุทรสงคราม “คนเมืองใน” เป็นภาษาที่ชาวบ้านในท้องถิ่นใช้เรียกผู้นำกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์นี้มาปลูก เมื่อสืบค้นข้อมูลที่แท้จริงแล้วนั้นจะทราบได้ว่า กล้วยน้ำว้าท่ายาง เป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง เมื่อถูกนำมาปลูกในเขตตำบลท่าย
การฉีดพ่นสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช มีผลกระทบหลายด้าน เช่น สุขอนามัยของผู้ใช้และผู้บริโภค การตกค้างในผลผลิตและสภาพแวดล้อม ศัตรูพืชเกิดความต้านทานและระบาดเพิ่มขึ้น ทำลายสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ เกิดปัญหาการค้า-ส่งออกสินค้าเกษตร เป็นต้น และพิษของสารเคมีนั้น เกิดได้ 2 แบบ คือ แบบที่แสดงอาการทันที คือพิษเฉียบพลัน (Acuse) หรืออาจมีการสะสมทีละน้อยจนถึงขนาดหนึ่งแล้วจึงแสดงอาการเป็นแบบพิษเรื้อรัง (Chronic) สำหรับพิษเฉียบพลันเป็นพิษที่คนกลัว เพราะมองเห็นทันตาและมีอาการต่างๆ เช่น คอแห้ง อ่อนเพลีย/เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ แน่นหน้าอก/ปวดเสียดที่ยอดอก ชา ปวดแสบตา คันตา ตาพร่ามัว แสบจมูก เจ็บคอ ผิวหนังอักเสบ มึนงง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นช้า หวิว วาบหวาม ลำไส้บิดตัว ปวดท้อง กล้ามเนื้อกระตุก เกร็ง ชัก เหงื่อซึม น้ำลายฟูมปาก น้ำตาไหล ซึมลง หมดสติโคม่า ตับวาย ไตวาย เสียชีวิต เป็นต้น สำหรับพิษเรื้อรัง ก็มีอันตรายน่ากลัวเช่นกัน เพราะจะส่งผลระยะยาว เช่น การพัฒนาการของสมองผิดปกติในวัยเจริญเติบโต ปอดเป็นผังผืด หงุดหงิด งุ่นง่าน ซึมเศร้า ความจำเสื่อม ผิวหนังแข็งด้าน ฯลฯ เป็นภัยเงียบที่น่ากลัว
ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ มีถิ่นกำเนิดในสุมาตรา หรือบอร์เนียว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ดูริโอ ไซเบทินัส เมอร์ (Durio zibethinus Murr.) เชื่อว่ามีการปลูกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา และหากจะนับกันจริงๆ แล้ว ทุเรียนมีมากกว่า 600 สายพันธุ์ แต่ในปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก ส่วนพันธุ์ที่เหลือก็หายากเต็มที คุณขจร พฤฒิสุขนิรันดร์ (เฮียย้ง) เจ้าของสวนทุเรียน สวนบ้านเรา อยู่บ้านเลขที่ 324 หมู่ที่ 8 ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ถือเป็นเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในเจเนอเรชั่นที่สอง สืบทอดต่อจากรุ่นพ่อ รุ่นแม่ ปลูกทั้งเพื่อการค้า และเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไว้ไม่ให้สูญหาย เฮียย้ง เล่าว่า สืบเนื่องมาจาก เมื่อ 18 ปีก่อน ทุเรียนถือว่าราคาตกมาก เหลือเพียงกิโลกรัมละไม่กี่บาท เกษตรกรจึงโค่นทุเรียนทิ้ง แล้วมาปลูกยางพารา เพราะตอนนั้นยางพาราคือพืชเศรษฐกิจที่กำลังมาแรง ส่งผลให้ทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์หายากบางพันธุ์ถูกโค่นทิ้งมาตั้งแต่ตอนนั้น จึงมานั่งคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะอนุรักษ์สายพันธุ์ทุเรียนไว้ให้ลูกหลานต่อไป ปัจจุบัน เฮียย้ง ปลูกทุเรียนบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ใช้เวลากว่า 2 ปี เพื่อรวบรวมสายพันธุ์ท
จำได้ว่าสมัยก่อน ผักหวานป่า หากินยากมาก เพราะจะมีอยู่แต่ในป่าและได้กินเฉพาะช่วงหน้าร้อน-หน้าฝน เท่านั้น แต่หลายปีมานี้มีการนำเมล็ดพันธุ์ผักหวานป่ามาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบผักชนิดนี้มีกินได้ตลอดทั้งปี ในราคาที่จับต้องได้ สวนผักหวานป่า อมรฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ตำบลโพนสุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นอีกแห่งที่ปลูกผักหวานป่าขายทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม โดยมี คุณพิมพ์พกานต์ ซ้ายกาละคำ อดีตพยาบาลสาว เป็นเจ้าของ ซึ่งในสวนนี้มีเนื้อที่ 23 ไร่ นอกจากจะปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ ยังแบ่งปลูกพืชผักผลไม้อื่นๆ อีก อาทิ ไผ่บงหวาน 6.5 ไร่ ปลูกข้าว รวมถึงมะม่วง มะขามเทศ หม่อน ฝรั่งไส้แดง มะเดื่อฝรั่ง สมุนไพรหลากหลาย พืชผักสวนครัวนานาชนิด และเห็ดขอนขาว แปรรูปผลผลิตเพื่อสุขภาพ สวนแห่งนี้ใช่จะขายใบผักหวานป่าอย่างเดียว ยังขายเมล็ดพันธุ์และกิ่งพันธุ์ด้วย และยังนำพืชผักผลไม้ในสวนมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าด้วย อย่างเช่น น้ำมัลเบอรี่ มัลเบอรี่ไซรัป แยมหม่อน ชาใบหม่อนขาว ชาใบมะเดื่อฝรั่ง ข้าวโปร่งหม่อน ฯลฯ ใช้ชื่อแบรนด์ “แอนนา” เรียกว่าเป็นสวนที่ทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเลยทีเดีย
ในอดีต เกษตรกรในพื้นที่บ้านคลองมิตรสัมพันธ์ หมู่ที่ 15 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ประกอบอาชีพเพาะปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ฝ้าย และมันสำปะหลัง เป็นรายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัว แต่เนื่องจากเจอปัญหาต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง จากปุ๋ยเคมี สารเคมี และเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง น้ำท่วม และเจอปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชระบาด ทำให้มีผลผลิตต่อไร่ต่ำและปัญหาราคาผลผลิตไม่แน่นอน ขายผลผลิตไม่คุ้มค่ากับการลงทุน รวมกลุ่มกันปลูกมะม่วง ในปี พ.ศ. 2539 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีโครงการปรับโครงสร้างระบบการผลิตทางการเกษตร (คปร.) ชาวบ้านจึงปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด จากการประกอบอาชีพพืชไร่เป็นพืชสวน (มะม่วง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน) โดยการแลกเปลี่ยนแนวคิดในทุกเวทีของชุมชน สำหรับเกษตรกรที่หันมาปลูกมะม่วง เดิมทีพวกเขาต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย จึงเกิดแนวคิดรวมตัวกัน ในชื่อ “กลุ่มผู้ผลิตมะม่วงนอกฤดูบ้านคลองมิตรสัมพันธ์” เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการขายผลผลิตกับพ่อค้า แต่การรวมกลุ่มกันยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร ต่อมาแกนนำกลุ่ม ภายใต้การนำของ นายสมพงศ์ เกื้อก
