Exclusive
อดีตนักเทคนิคการแพทย์ ลาออกมาทำ ร้านเบเกอรี่ ขายดีแต่ติดโควิด ปิ๊งไอเดีย เปิดคอร์ส-แจกสูตรสอนอาชีพช่วยคน เมื่อพูดถึง ร้านคาเฟ่ หากเป็นสมัยก่อน คงบอกกันว่ามีแต่ที่ในกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบัน ร้านคาเฟ่ตามต่างจังหวัดเอง ก็ผุดขึ้นมามากมายนับไม่ถ้วนเช่นกัน โดยที่จังหวัดระยอง มีคาเฟ่ชื่อน่ารักๆ อย่าง Deer Bunny ขนมก็หน้าตาน่าซื้อทาน แถมเรื่องราวการก่อตั้งร้านยังน่าสนใจอีกด้วย! โดย คุณเบิร์ด-สงวนศักดิ์ ราภิยะ วัย 38 ปี เจ้าของร้าน Deer Bunny ได้เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังว่า ร้านคาเฟ่เบเกอรี่ Deer Bunny แห่งนี้เปิดมาได้กว่า 14 ปีแล้ว ซึ่งก่อนที่คุณเบิร์ดจะผันตัวมาเป็นพ่อค้าขนมหวาน เขาเคยเป็นนักเทคนิคการแพทย์มาก่อน! “เมื่อก่อนทำงานในแล็บ เป็นนักเทคนิคการแพทย์เพราะเราเรียนจบทางนี้มา ทำได้ประมาณ 4 ปีก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่ตัวตนเรา เพราะเราชอบพูดคุยพบปะคน ก็เลยไม่ตอบโจทย์ แต่งานนี้มันอยู่แต่ในแล็บ เลยตัดสินใจ ลาออกมาเป็นเซลส์ขายอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งมันก็ยังคาบเกี่ยวกันกับอาชีพเดิมอยู่ พอทำแล้วได้เจอคนมากมาย ได้พูดคุย มันก็ตอบโจทย์” “แต่มันไม่ใช่อาชีพที่อยู่กับที่ เพราะเรามีแม่ที่เป
ท่ามกลางความวุ่นวายในสังคมของการทำงานประจำ การได้ออกไปหาเส้นทางใหม่ในชีวิต น่าจะเป็นทั้งการเริ่มต้นใหม่ที่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความท้าทายไม่น้อย แต่สำหรับ “คุณบิ๊ก” และ คุณเดช มาวขุนทด วัย 34 ปี สองหุ้นส่วนผู้ก่อตั้ง Rich เดช กาแฟ ชลบุรี ความท้าทายนี้คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่พวกเขาเลือกเอง คุณบิ๊กเล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังว่า ย้อนกลับไปช่วงปลายโควิด-19 ประมาณปี 2565 หลังจากลาออกจากงานประจำ เขาใช้ชีวิตด้วยเงินเก็บจนเกือบหมด วินาทีนั้นทำให้เขารู้เลยว่าต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง และด้วยต้นทุนความชอบในการดื่มกาแฟ เขาพูดปนตลกว่า “เมื่อก่อนเป็นผู้เสพ แต่ตอนนี้เป็นผู้ค้า” จึงตัดสินใจผันตัวมาเป็น “พ่อค้า” แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ในสายงานนี้มาก่อน แต่เขาใช้อาศัยการสังเกต จดจำกรรมวิธี และคัดสรรเมล็ดกาแฟด้วยตัวเอง ก้าวแรกที่ลองผิดลองถูก พร้อมสร้างความต่างด้วย “รถขายกาฟ” ในช่วงเริ่มต้น คุณบิ๊กยอมรับว่ายังขาดความมั่นใจ จึงเปิดร้านแบบง่ายๆ ด้วยการกางเต็นท์ตั้งโต๊ะริมทางโดยใช้เงินลงทุนก้อนแรกประมาณ 50,000 บาท เน้นไปที่อุปกรณ์คุณภาพอย่างเครื่องบดและเครื่องชงกาแฟ “เราสังเกตว่า พอตั้งขายแบบเ
ท่ามกลางกระแสธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีคู่แข่งหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน การที่แบรนด์นั้นจะเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน อาจจะต้องใช้มากกว่ากลยุทธ์การตลาด เพราะสิ่งที่ยากที่สุดคือการสร้างความผูกพันกับลูกค้า ในคอลัมน์ Young Entrepreneur เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารรุ่นใหม่ อย่าง คุณไนล-ภาสิริ ตั้งคารวคุณ ที่ทำธุรกิจร่วมกับ คุณเทส-ณัฐณิชา บูรพชัยศรี เจ้าของแบรนด์ babycakes ที่เริ่มจากมิตรภาพรุ่นแม่ สู่การเป็นแบรนด์เค้กที่ครองใจคนรุ่นใหม่ สร้างยอดขาย 7 หลักต่อเดือน และขยายสาขาไปกว่า 12 แห่ง จุดเริ่มต้น babycakes ‘คุณไนล’ จบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์อินเตอร์ จุฬาฯ ที่ระหว่างนั้นเคยทำธุรกิจเล็กๆ อย่างการขายเคสโทรศัพท์ ส่วน ‘คุณเทส’ จบการศึกษาจาก Columbia University คณะเศรษฐศาสตร์ และทำงานด้านการตลาดอยู่ที่ New York ทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณแม่เป็นเพื่อนสนิทกัน ทำให้ส่งต่อความสัมพันธ์จากรุ่นสู่รุ่น จุดตั้งต้นของธุรกิจนี้ เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ประมาณปี 2021 โดยเป็นช่วงที่คุณเทสย้ายกลับมาที่ไทย บวกกับคุณไนลที่เพิ่งเรียนจบมหาลัย ทำให้ ณ ตอนนั้
คุณแม่ลูกแฝด ลาออกจากงานประจำ ทำขนมถวายองค์เทพ เริ่มต้นกล่องละ 25 บาท ราคาเข้าถึงง่าย ด้วยวัตถุดิบคุณภาพ ออร์เดอร์ล้น 800 กล่องต่อครั้ง “จะมีลูกค้ากลุ่มที่รายได้ไม่เยอะ เลยลดราคาลงมา เพราะมีความเชื่อที่ว่า ตราบใดที่เขายังบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ เขาก็ต้องซื้อขนมเราไปไหว้ ขายราคาที่เขาอยู่ได้ เราอยู่ได้” เรื่องของความเชื่อ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่หลายๆ คนคิดว่ามีจริง และตราบใดที่ความเชื่อในเรื่องต่างๆ ยังคงมีอยู่ หลายๆ ธุรกิจ หลายๆ สัมมาอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ ก็ยังคงดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว “อาริยะ ขนมถวายองค์เทพ” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องอาศัยความเชื่อเพื่ออยู่รอด แต่จะใช้ความเชื่ออย่างเดียวในการทำธุรกิจก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเจ้าของร้าน คุณติ๊ก-ปาริชาต ดาวสว่าง อายุ 44 ปี บอกกับผู้เขียนว่า ธุรกิจนี้มันต้องใช้องค์ประกอบอื่นๆ ที่มากกว่าความเชื่อ คุณแม่ลูกแฝด ลาออกจากงานประจำ ทำขนมถวายองค์เทพ เมื่อก่อนก็ทำงานประจำ จนมามีลูกแฝด เลยตัดสินใจลาออกมาเป็นคุณแม่เลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน ช่วงระหว่างที่ลูกไปโรงเรียนจึงคิดหาอะไรทำเพื่อหวังว่าจะมีรายได้เสริมเข้ามา ไม่มากก็น้อย เมื่อประมาณต้
เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเค็มและหวาน เพื่อสุขภาพที่ดี จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ คุณอ้อย-ณัฐณิชา จิตชื่น Co-Founder แบรนด์ “เทใจ” นำความรู้และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหารที่สั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี มาต่อยอดเป็นซอสสูตรพิเศษ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 20 ล้านบาทในปีนี้ จุดเริ่มต้นของ “เทใจ” ซอสเพื่อสุขภาพ คุณอ้อยโลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารมายาวนานกว่า 20 ปี จนกระทั่งหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “เทใจ” “ซอสเทใจเกิดจากแรงบันดาลใจของเราที่ต้องการทำอาหารที่อร่อยและปลอดภัยให้กับลูกและทุกๆ คนในครอบครัว จากการที่สมาชิกในครอบครัวประกอบไปด้วยเด็กๆ และคนที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDS) กันหลายคน โดยสามีป่วยเป็นโรคเบาหวาน คุณแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจและความดันสูง ทำให้อยากพัฒนาเครื่องปรุงรสที่ดีต่อสุขภาพ และไม่มีน้ำตาล เพื่อช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง” ด้วยเหตุผลนี้ เธอจึงนำความรู้ด้านเทคโนโลยีทางอาหารของตัวเอง ประกอบกับความรู้ทางด้านจุลชีววิทยาของสามีมาวิจัยและพัฒนาโปรดักต์ โดยใช้เวลาประมาณ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2561-2564 จน
เพราะบางทีงานประจำก็ไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตเสมอไป ทั้งไม่มีเวลาให้ตัวเอง วันหยุดก็แทบไม่ได้ไปไหน หรือบางครั้งก็อาจเป็นเพราะตัวงานที่พาเราห่างไกลจากครอบครัว เช่นเดียวกับ คุณหนึ่ง หรือที่รู้จักกันในนาม “ป้าหนึ่ง ตึ่งโป๊ะ cooking show” เพจแจกสูตรอาหารแนว DIY น่ารัก พาเลือกวัตถุดิบมีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงง่าย ทั้งเป็นเพจเดียวที่บอกทั้งต้นทุน กำไร เพื่อให้คนดูได้เอาไปต่อยอดสร้างอาชีพ เธอเล่าว่า ชีวิตก่อนหน้านี้เมื่อ 8-9 ปีก่อน ทำงานด้านวิทยาศาสตร์เป็นนักเคมี อยู่ในห้องแล็บทดลองนั่นนี่ จนเมื่อชีวิตเติบโตมีลูก งานการก็ขยับขยายไปอีกตำแหน่ง ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ป้าหนึ่ง ตึ่งโป๊ะ ละทิ้งเงินเดือนหลักแสน ส่วนตัวจบวิทยาศาสตร์เคมี เริ่มต้นงานแรกก็ทำงานในห้องแล็บเป็นนักเคมีเลย จากนั้นก็เป็น Technical Sales ทำงานไปสักพักก็ท้องลูกคนแรก ซึ่งงานมันค่อนข้างเยอะและค่อนข้างที่จะกดดันมาก รวมถึงมันต้องเดินทางต่างประเทศบ่อย เพราะ 1 เดือนเดินทางไปต่างประเทศ 2 ครั้ง ไปครั้งหนึ่งก็อยู่เป็นอาทิตย์ มันเลยทำให้เราไม่ค่อยได้เลี้ยงลูก ไม่ได้อยู่กับลูก เพราะลูกก็ต้องกินนมแม่ด
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังคงอ่อนแรง หลายบริษัททยอยลดคน ลดสาขา และลดต้นทุน การ “ตกงาน” จึงไม่ได้เกิดเฉพาะกับแรงงานระดับล่างเท่านั้น แต่ลามไปถึงระดับกลางและผู้บริหาร หลายคนอาจไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งเราจะต้องกลับมาทบทวนอนาคตของตัวเองโดยไม่มี “บริษัท” อยู่ข้างหลัง เมื่อโอกาสในระบบลูกจ้างหดตัวลง คำถามสำคัญคือ “เราจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร” ในขณะที่บางคนเลือกกลับบ้านเกิดเพื่อทำเกษตร บางคนเลือกเรียนต่อเพื่อเลื่อนสายอาชีพ อีกจำนวนไม่น้อยหันมามอง “แฟรนไชส์” เป็นทางออกของชีวิตใหม่ แฟรนไชส์ : จุดเริ่มต้นของผู้ประกอบการมือใหม่ ธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ใช่เพียงระบบขายชื่อแบรนด์เท่านั้น แต่คือ “ระบบธุรกิจสำเร็จรูป” ที่ผ่านการทดลอง ซ้ำ และพิสูจน์มาแล้วในตลาดจริง การซื้อแฟรนไชส์จึงเท่ากับได้ซื้อ “สูตรสำเร็จทางธุรกิจ” พร้อมระบบบริหาร การตลาด วัตถุดิบ และการฝึกอบรม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นใหม่ได้มาก คนที่ตกงานส่วนใหญ่ไม่ได้ขาด “ความสามารถ” แต่ขาด “ระบบธุรกิจ” ที่จะพาเขาเดินต่อได้ แฟรนไชส์จึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “โลกของลูกจ้าง” กับ “โลกของผู้ประกอบการ” เพราะมันส
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยในย่านพระประแดง ยังมีร้านขนมโบราณลับๆ อยู่ในซอยเล็กๆ ร้านหนึ่ง ที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามาเกือบศตวรรษ นั่นคือ “ซินเต็กไล้” ชื่อที่การันตีความอร่อยระดับตำนาน ถูกส่งต่อมาจากอากงผู้หอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน สู่รุ่นเตี่ย และปัจจุบันอยู่ในมือของ คุณสัณฑ์พจน์ ฐิตะไพศาลผล ในวัย 63 ปี ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้สืบทอดกิจการด้วยความตั้งใจ จาก “จำยอม” สู่ “ตัวจริง” เส้นทางของคุณสัณฑ์พจน์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเรียนจบด้านการตลาดและตั้งใจอยากจะไปทำอาชีพอื่นไม่ได้คิดรับช่วงต่อกิจการแต่อย่างใด แต่ด้วยภาระหน้าที่ในฐานะลูกหลาน และพี่น้องคนอื่นๆ ไม่มีใครพร้อมรับช่วงต่อ ในวัยเพียง 24 ปี เขาจึงต้องตัดสินใจกลับมาสานต่อกิจการครอบครัวมาจนถึงปัจจุบัน เสน่ห์ของ “งานมือ” ที่เครื่องจักรแทนไม่ได้ หัวใจสำคัญที่ทำให้ซินเต็กไล้ครองใจลูกค้าคือ “ความไม่เปลี่ยนแปลง” คุณสัณฑ์พจน์ยังคงยึดถือสูตรดั้งเดิมของอากงอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการใช้ “มือ” ปั้นและปรุงแทนการใช้เครื่องจักร “ถ้าใช้เครื่อง ขนมจะกระด้าง ไม่นุ่มนวลเหมือนทำด้วยมือ ลูกค้าประจำเขาดูออกทันทีถ้าเราเปลี่ยนวิธีทำ” เขากล่าว 2 เมนูชูโ
การสร้างธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยความยิ่งใหญ่ หรือเงินทุนมากมายเสมอไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากโอกาสเล็กๆ ที่มาพร้อมแพชชันอันแรงกล้า เช่นเดียวกับเส้นทางของ คุณเมญ่า-ศุภกฤต พลเสน นักศึกษาแฟชั่นดีไซน์วัยเพียง 19 ปี เด็กต่างจังหวัดที่หลงใหลในงานแฟชั่น วันนี้เธอคือเจ้าของแบรนด์ “Hole of Babin (โฮลออฟบ้าบิ่น)” กระเป๋ารีไซเคิลจากขวดน้ำพลาสติก ที่ไม่เพียงช่วยลดขยะ แต่ยังสร้างรายได้และความภาคภูมิใจ ส่งตัวเองเรียนได้สำเร็จ โปรเจ็กต์ส่งครูสู่แบรนด์ คุณเมญ่า เล่าให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Hole of Babin มาจากโปรเจ็กต์ในห้องเรียน สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา “ตอนนั้นอาจารย์ให้ทำงานออกแบบกระเป๋าที่ต้องมีเรื่องราว เราก็เลยหยิบความเป็นไทยมาเล่าผ่านสิ่งใกล้ตัวที่คุ้นเคย อย่างชีวิตในท้องทุ่งและเพลงลูกทุ่ง พอทำออกมา กลายเป็นว่าคนรอบตัวชอบและให้กำลังใจ เลยลองต่อยอดทำขายจริงๆ จนกลายเป็นแบรนด์ที่เราสร้างขึ้นมา” ความรักในงานแฟชั่นของคุณเมญ่า เริ่มต้นมาตั้งแต่วัยเด็ก เธอซึมซับวิถีชีวิตจากคุณยายที่ชอบพาไปชมวงดนตรีลูกทุ
ถ้าพูดถึงร้านอาหารสตรีตฟู้ดที่ยกระดับอาหารไทย สร้างมิติใหม่ในดีไซน์ที่จัดจ้าน คงหนีไม่พ้น “Co Limited” (โค ลิมิเต็ด) แบรนด์ร้านอาหารในเครือ NARA GROUP ภายใต้การบริหารของสองผู้ร่วมก่อตั้ง นราวดี ศรีกาญจนา และ สิริโสภา จุลเสวก โดยเป็นการร่วมลงทุนกับ พลพัฒน์ อัศวะประภา (หมู ASAVA) ดีไซเนอร์ชั้นนำ ภายใต้บริษัทโค รุ่งเรือง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Thai Premium Street Food Destination” ล่าสุด CO LIMITED ได้จับมือกับ Local Boys Coffee ร้านกาแฟสุดฮิปจากย่านทรงวาด ในแคมเปญ CO caffeine Series มาในรูปแบบรถเข็นป๊อปอัพ เสิร์ฟความเท่ ไวบ์ดีบรรยากาศในสวน ถ่ายทอดเสน่ห์ของสองแบรนด์ผ่านประสบการณ์ใหม่ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณหมู ASAVA แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เกี่ยวกับการคอลแลบกันในครั้งนี้ คุณหมูเล่าว่า ตอนนี้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนพฤติกรรมจากการดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นกาแฟกันมากขึ้น โดยสาขา Velaa หลังสวนจะติดกับสวนลุม จะมีคนมาวิ่งกันเยอะในวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้เป็นอีกหนึ่ง Cummunity ที่กำลังเติบโต และการได้มาคอลแลบกับ Local Boys Coffee เป็นเหมือนการได้ดึงดูดคอมมูนิวตี้ใหม่ๆ ให้กับร้าน Co Limi
