Exclusive
นาราไทย คูซีน (NaraThai Cuisine) แบรนด์ร้านอาหารไทยพรีเมียมชั้นนำ ภายใต้การบริหารของ บริษัทนารา กรุ๊ป ที่มีแบรนด์ร้านอาหารในเครือ 9 แบรนด์ รวม 65 สาขาทั่วโลก ได้รับเกียรติจาก ‘การบินไทย’ คัดเลือกให้เมนู ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือนารา’ เข้าร่วมโครงการ “Street to Sky” ที่ยกเสน่ห์อาหารสตรีตฟู้ดไทยขึ้นไปเสิร์ฟบนเครื่องบิน เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์แห่งรสชาติไทยสู่ผู้โดยสารทั่วโลก โดยตลอดกว่า 20 ปี ก๋วยเตี๋ยวเรือนารา สร้างสถิติเสิร์ฟไปแล้วกว่า 100 ล้านชาม และได้รับการันตีความอร่อยจากมิชลินไกด์ 3 ปีซ้อน นราวดี ศรีกาญจนา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารนารา กรุ๊ป กล่าวว่า เมนูที่ได้รับเลือกขึ้นไปเสิร์ฟบนสายการบินไทย คือเมนูซิกเนเจอร์อันเป็นตำนานอย่าง “ก๋วยเตี๋ยวเรือนารา” เมนูเปิดตัวตอนเปิดสาขาแรกที่เอราวัณ ซึ่งนาราไทยเป็นเจ้าแรกในการบุกเบิกยกระดับก๋วยเตี๋ยวเรือริมคลองเข้ามาสู่ศูนย์การค้า พร้อมกับสูตรพิเศษต้นตำรับเข้มข้นถึงเครื่อง รสกลมกล่อมแบบดั้งเดิมของบ้านอิงคะวัตย่านริมคลองบางกอกน้อย จนกลายเป็นเมนูยอดนิยมอันดับ 1 สร้างชื่อให้กับร้านอาหารนาราไทย เป็นที่รู้จักทั้งลูกค้าชาวไทย และชาวต่างชาติ ในวันนี้ น
“ตอนที่หลิวมาทำครั้งแรกเป็นช่วงโควิดพอดี ตอนนั้นมีเงินติดบัญชีแค่ 5,000 บาทเองค่ะ” “5,000 นั้นหลิวเอาไปซื้อกล่องพัสดุ ประมาณ 2,000 กว่าบาท ตอนนั้นคือสต๊อกของไม่ค่อยเยอะ แต่ปรากฏว่าคือขายดีมาก หลังจากนั้นเราก็ค่อยๆ เก็บเงินจากตรงนั้นมา” คุณหลิว-ลลิตา สถิตธรรมพนา เจ้าของเพจ ผลไม้เมืองหนาวสดจากดอย โดยมีคลิปไวรัลใน TikTok คนดู 3 ล้านภายในไม่กี่วัน จนทำให้เธอสามารถสร้างรายได้ 7 หลักต่อเดือนจากการขายผลไม้ออนไลน์ และปัจจุบันมีผู้ติดตามใน TikTok หลักล้าน! จุดเริ่มต้นจากการตกงานช่วงโควิด ย้อนกลับไปก่อนโควิด คุณหลิว เคยเปิดร้านหมูกระทะบนดอย แต่ว่าทำแล้วไม่มีเงิน เพราะทุกอย่างต้องเช่าเขาหมด ยิ่งทำยิ่งขาดทุน ทำให้ธุรกิจนี้เจ๊งไป จากนั้นได้หันไปทำอาชีพอื่นอีก แต่ก็ไปไม่รอด เพราะสถานการณ์โควิด ทำให้ทุกอย่างปิดตัวลง เธอจึงกลับมาอยู่บ้าน และมองเห็นอะโวกาโดในสวน เลยนำมาโพสต์ขาย ขายรอบแรก ได้เกือบ 200 กิโล “ในช่วงแรกไม่ได้ทำการตลาดเลย เน้นขายในกลุ่มรักสุขภาพเท่านั้น และได้เปิดเพจผลไม้เมืองหนาวสดจากดอย บวกกับช่วงนั้น TikTok ได้รับความนิยม เราเลยอัดคลิปลงจนเป็นไวรัล ยอดคนดู 2-3 ล้านวิว ทำให้มี
ย้อนไปเกือบปี เส้นทางเศรษฐีได้มีโอกาสได้นั่งฟังเรื่องราวของ เชฟอั้ม-พีชญา สุขวิบูลย์ เจ้าของร้าน สุกี้พรศิริ ถึงจุดเริ่มต้นและการตัดสินใจเปิดร้านสุกี้ ทั้งๆ ที่ตนเปิดร้านอาหารไฟน์ไดนิงร่วมกับเพื่อนๆ ที่ชื่อว่า Flat Marble แล้วเปลี่ยนหรือพลิกแนวทางของตัวเอง จะเรียกว่า พลิกหน้ามือเป็นหลังมือก็ว่าได้ จากไฟน์ไดนิงมาเป็นสตรีตฟู้ด ซึ่งเชฟอั้มได้ถ่ายทอดเรื่องราวให้เราฟังในครั้งนั้น สามารถอ่านเต็มๆ ได้จากบทความนี้ อยากขายซอส แต่สุกี้ดันปัง” สุกี้พรศิริ ไวรัลโซเชียล เปิด 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน แต่ขายได้ 300 กว่าจาน แต่การกลับมาสัมภาษณ์เชฟอั้มในครั้งนี้ ได้นั่งฟังแล้วก็รู้สึกทึ่งกับเส้นทางของเธอ ที่เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ ในซอยอารีย์ จนกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างน่าสนใจภายใน 1 ปี สิ่งที่ทำให้เราประทับใจไม่ใช่แค่ความสำเร็จ แต่เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของเชฟ ความลับที่ต้อง “คิดถึง” เชฟอั้มเปิดบทสนทนาด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลับ” ของผลิตภัณฑ์ นั่นก็คือความตั้งใจที่จะทำสุกี้ที่เมื่อลูกค้าได้ลองกินแล้ว ต้องรู้สึก “อยากกินอีก” เธอบอกกับเราว่า วันที่กลุ่มเพื่อนประมาณ 7 คนมาลองกินวันแรก หลังจากพวกเข
ท่ามกลางสังคมที่ทุกอย่างต้องทันสมัยและมีราคาสูง แต่ใกล้ๆ กับสะพานนวลฉวี จังหวัดนนทบุรี ยังคงมีร้านไอศกรีมเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ยืนหยัดด้วยรสชาติแบบดั้งเดิมและราคามิตรภาพเพียง 10 บาท ต่อถ้วย ร้านที่เรากล่าวถึงและอยากจะมาแบ่งปันให้กับผู้อ่านได้รู้จัก คือ “จุยไอศกรีม” ตำนานที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านขายของหวานคลายร้อน แต่เป็นเรื่องราวการสืบทอดความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น และการพลิกเกมธุรกิจจากร้านบ้านๆ สู่หมุดหมายของนักชิมด้วยพลังของโซเชียล รุ่นที่ 1 จุดเริ่มต้นจากสวน สู่ตำนานไอศกรีม ย้อนกลับไปกว่า 30 ปีที่แล้ว เจ๊ใหม่-สุมาลี นิลธนธำรงศรี อายุ 50 กลางๆ ทายาทรุ่นที่ 2 เล่าว่า เดิมทีครอบครัวเป็นชาวสวนผลไม้ มีทั้งส้มโอ ฝรั่ง และมะพร้าวน้ำหอม แต่เมื่อแต่งงานก็ได้ย้ายมาอยู่บ้านสามี และตัดสินใจทิ้งสวนเพื่อลงมาสานต่อกิจการของพ่อแม่สามี หรือที่เจ๊ใหม่เรียกว่า เตี่ยและแม่ “เตี่ยกับแม่เขาขายไอศกรีมมาก่อน ก่อนที่สามีเจ๊จะเกิดอีก” เจ๊ใหม่ เล่าพร้อมยิ้ม ย้อนความหลัง ในยุคเริ่มต้นของคุณพ่อคุณแม่นั้น เริ่มต้นจากศูนย์ ทำไอศกรีมกันเองเพียงวันละถังสองถัง แล้วเข็นขายไปตามหมู่บ้านในละแวกนั้น โดยขายในราคาเริ่มต้นเพี
จากตึกแถวเก่าย่านเยาวราช สู่บาร์จีนสไตล์โมเดิร์น “Ba hao” เปิดนานกว่า 7 ปี ใช้พลังรีวิวบนกูเกิลกว่า 2,000 รีวิว ดึงดูดลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ Ba hao 八號 (ปาร์ฮ่าว) บาร์สไตล์จีนโมเดิร์นที่เกิดจากแพชชันของกลุ่มเพื่อน 6 คนที่ชอบแฮงเอาต์และอยากทำร้านขึ้น ทำให้พวกเขาต้องหาทำเลที่เหมาะสม จนได้ไปตกหลุมรักกับตึกเก่าตึกหนึ่งในซอยนานา ทำให้พวกเขาได้ทำการรีโนเวตและเนรมิตตึกเก่าแห่งนี้ เติมแต่งสีสันให้มีชีวิตชีวามากขึ้น และได้กลายเป็นแหล่งรวมผู้คนที่ชื่นชอบการนั่งชิลในยามค่ำคืน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณบัว-กานต์ชนิต เจริญยศ หุ้นส่วนร้าน Ba hao 八號 (ปาร์ฮ่าว) ถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่จะเป็นบาร์สุดคลาสสิคที่หลายคนต้องแวะเวียนมา บ้านเลขที่ 8 กับความหมายที่ลึกซึ้ง จุดเริ่มต้นของ “Ba hao 八號 (ปาร์ฮ่าว)” เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อน 6 คน ที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน ชอบการแฮงเอาต์เหมือนกัน และหนึ่งในหุ้นส่วนคือ “คุณภูมิ” ผู้เติบโตในย่านเยาวราช และคุ้นชินกับย่านนี้เป็นอย่างดี ทำให้ได้มาเจอกับตึกเก่าในซอยนานา และมองเห็นโอกาสของพื้นที่ตรงนี้ ที่หากย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ณ
เมื่อเร็วๆ นี้ คุณสุเมธชัย อินทกรณ์ กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด โอคุริ เฮาส์ ศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร รุ่นที่ 8 ได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอ รุ่นเอสเอ็มอี สาขาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง จากงาน CEO Econmass Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ โดยได้เข้ารับรางวัลจาก ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คุณสุเมธชัย ที่ให้เรียกกันแบบกันเองว่า คุณออม เคยให้ข้อมูลกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไว้ เขาเป็นเจ้าของแบรนด์ Siam Produces ผู้ผลิตปลากระป๋อง และน้ำผึ้ง คุณภาพสูงแต่ราคาย่อมเยา โดยมีเบื้องหลังแนวคิดในการก่อตั้งธุรกิจ ว่า “ผมเคยได้ค่าแรงขั้นต่ำมาก่อน ทำงานพาร์ตไทม์ได้เงินวันละร้อยกว่าบาท เลยเข้าใจคนที่มีรายได้น้อยเป็นอย่างไร ไม่มีใครมาช่วยเหลือได้ ยิ่งในช่วงโควิด ข้าวของแพงขึ้นเป็นเท่าตัว ธุรกิจขายกระเป๋าที่ทำอยู่กับภรรยา ไปได้ค่อนข้างยากเลยอยากทำธุรกิจเพิ่ม เป็นธุรกิจอะไรก็ได้ที่ช่วยลดค่าครองชีพ เพื่อให้ทั้งตัวเราพอมีกำไรไว้ดูแลครอบครัว แล
ตามที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สมาคมภัตตาคารไทย และพันธมิตร ร่วมกันจัดการแข่งขัน การประกวดสุดยอดแชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 หรือการแข่งขันสุดยอดแชมป์ข้าวแกงแห่งประเทศไทย ชิงถ้วย ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และมีการประกาศผลไปแล้วเมื่อวันก่อน โดยตำแหน่งชนะเลิศสุดยอดแชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 นั้น ตกเป็นของร้านอุทยานข้าวแกง จ.ขอนแก่น ซึ่งมี เชฟจากัวร์-ธีรวีร์ ดิษยะไชยพงษ์ เป็นเจ้าของกิจการ อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : “ข้าวแกงไทย” คือเสน่ห์อาหารไทย ททท. จัดประกวด สุดยอดข้าวแกงไทยสู่สากล 2025 สำหรับชื่อเสียงเรียงนามของ “แชมป์ข้าวแกงประเทศไทย” ท่านนี้ หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตากันไม่มากก็น้อย เพราะเขาจัดเป็น “เซเลบริตี้เชฟ” ท่านหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับฉายา “เชฟข้าวแกงร้อยล้าน” มาแล้ว เชฟจากัวร์ เคยพูดคุยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ถึง “เส้นทางชีวิต” กว่าจะมีวันนี้ไว้ว่า ไม่ง่ายเลย โดยช่วงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น พ่อแม่แยกทางกัน ทำให้ต้องย้ายจากปักษ์ใต้มาอาศัยอยู่ที่แฟลตคลองจั่นกับแม่และพี่ชายอีก
อาชีพนักบิน เป็นหนึ่งในอาชีพที่ใครได้ทำต่างมีความรู้สึกที่เท่และสง่างาม เพราะมีชุดในเครื่องแบบ มีรายได้ที่สูง และได้เดินทางไปทั่วประเทศ ทั่วโลก คุณเฟิร์ส–ฐิติวุฒน์ ดำแสงสวัสดิ์ อายุ 31 ปี ผู้ที่มีความฝันว่าสักวันจะต้องเป็นนักบินให้ได้ และสุดท้าย เขาก็ทำได้ แต่ชีวิตก็เหมือนเล่นตลก ช่วงโควิด-19 ทำให้เส้นทางชีวิตของเขาต้องเดินทางมาถึงช่วงตัดสินใจครั้งสำคัญ คือลาออกจากอาชีพนักบินที่เป็นอาชีพในฝันตั้งแต่เด็กๆ จำต้องหันหลังแล้วเดินหน้าไปในเส้นทางอื่น และเส้นทางอื่นที่ว่านั้น คือการพลิกอาชีพตัวเองมาเปิดร้านขนมไข่สไตล์สงขลาแท้ๆ ที่ใช้ชื่อว่า “รุนขนมไข่” ที่เริ่มต้นเพียงงบหลักหมื่น แต่เติบโตใน 3 ปี ขยาย 18 สาขา และยอดขายพีกสุดถึง 100,000 ชิ้นต่อวัน หรือวันละครึ่งล้านบาท และเรื่องราวที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “รุนขนมไข่” เติบโตขนาดนี้ มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะมาสรุปให้อ่านกัน จุดเริ่มต้นธุรกิจ จากนักบินสู่พ่อค้าขนม คุณเฟิร์สเติบโตมากับรสชาติแบบนี้ตั้งแต่วัยเด็ก แต่เมื่อย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เขากลับพบว่าขนมไข่ที่นี่ไม่เหมือนที่บ้านเกิดที่เคยกิน ไม่ใช่รสชาติที่เ
ในยุคที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ที่เมื่อจำนวนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มีภาระงานและเวลาที่จำกัด จึงส่งผลให้เกิดช่องว่างในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อแต่ยังขาดคนดูแลเอาใจใส่ ในช่องว่างนี้จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจของตลาดสุขภาพ (Health & Wellness) และตลาดบริการสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Economy) และในช่องว่างของโอกาสนี้เองที่ คุณแบงค์-ทศวรรษ บุญมา ผู้บริหาร บั้ดดี้โฮมแคร์ (Buddy Homecare) ที่เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 และขึ้นทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ได้รับการรับรองตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 ได้จุดประกายไอเดียธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการและสอดคล้องกับสังคมของผู้สูงอายุ โดยได้ต่อยอดธุรกิจและผุดไอเดียออกมาเป็นบริการ “เช่าลูก” บริการเช่าลูกนี้ มีที่มาอย่างไร ได้รับกระแสตอบรับจากสังคมผู้สูงอายุในไทยมากน้อยแค่ไหน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้พูดคุยกับคุณแบงค์ ถึงที่มาที่ไป โดยคุณแบงค์ เล่าว่า บั้ดดี้โฮมแคร์ เริ่มต้นจากการเป็นโครงการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านภายใต้มูลน
รู้จัก “ลีกุมกี่” ประวัติไม่ธรรมดา อดีตเจ้าของโรงน้ำชา ลืมดับไฟซุปหอยนางรม สู่แบรนด์หอยนางรมเจ้าแรกของโลก อายุยาวนานกว่า 136 ปี! เวลาเข้าครัวทำกับข้าว เครื่องปรุงหลักๆ ต้องมี “ซอสหอยนางรม” เป็นองค์ประกอบหลักในการเพิ่มรสชาติของความอร่อย แล้วแบรนด์ที่คนไทยเราใช้คู่ครัวอยู่กันทั่วไป ทุกคนรู้หรือไม่ว่า “ลีกุมกี่” เป็นเจ้าแรกที่คิดค้นทำซอสหอยนางรมขึ้นมา ถือกำเนิดขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1888 จากทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเกิดขึ้นจากความบังเอิญ จนต่อยอดกลายมาเป็นแบรนด์ซอสหอยนางรมเจ้าแรกของโลก และมีอายุยาวนานกว่า 136 ปี “ลืมดับไฟ” แต่กลายเป็นธุรกิจ เรื่องราวของซอสหอยนางรม ยี่ห้อ ลีกุมกี่ เกิดขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1888 จากที่ Mr.Lee Kum Sheung คุณลี กุงชุ เจ้าของโรงน้ำชา ในเมืองจูไห่ มณฑลกวางตุ้ง กำลังต้มซุปหอยนางรมในหม้อและลืมมันไปจนกระทั่งซุปเคี่ยวจนข้น จากนั้นเขาจึงชิม แล้วค้นพบว่า นี่คือรสชาติใหม่ที่อร่อยจนไม่อาจจะต้านทานได้ เมื่อเกิดวิกฤตก็พลิกให้เป็นโอกาส จากนั้นมา เขาจึงได้เริ่มขายซอสหอยนางรมแล้วก่อตั้งเป็น Lee Kum Kee ถือว่าเป็นจุดกำเนิดซอสหอยนางรมแบรนด์แรกของโลก และได้รับความนิยมเป็นอย่าง
