SMEs
กลายเป็นปรากฏการณ์ชั่วข้ามคืน เมื่อยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อย่าง “Bow Kanyarat” (โบว์ กัญญารัตน์) ได้เปิดตัวธุรกิจขนมเป็นครั้งแรก แต่กลายเป็นกระแสไวรัล หลังเปิดขายผ่านไลฟ์บน TikTok โดยเธอใช้เวลาเพียง 10 นาที สามารถทำยอดขายพุ่งสูงถึง 1 ล้านบาท โดยสินค้าที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ในครั้งนี้คือ Bow’s chips (โบว์ชิพ) ขนมขบเคี้ยวทางเลือกใหม่ “รสหม่าล่า” ชูจุดขายด้านสุขภาพด้วยโปรตีน 12 กรัม ใช้วิธีการอบแทนการทอด ไร้ผงชูรสและวัตถุกันเสีย มาในราคา 39 บาท เป็นการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพแต่ยังโหยหาความอร่อยเผ็ดร้อนตามสไตล์ของคุณโบว์ ซึ่งก่อนวันขายจริงนั้น ทางคุณโบว์ได้มีการสร้างความตื่นเต้นด้วยการชวนแฟนคลับมาร่วมทายดีไซน์หน้าซองว่าเธอนั้นจะเลือกใช้รูปไหน พร้อมกับแชร์เบื้องหลังการถ่ายทำโปรดักต์ใหม่ในครั้งนี้ ทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมและอยากจะเกิดการซื้อตาม จนถึงวันเปิดขายจริงเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ผ่าน TikTok ช่อง Bowkanyarat ซึ่งมียอดผู้ชมสูงถึงหลักหมื่นคน ส่งผลให้ทำยอดขายได้ถึง 1 ล้านบาทได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที ซึ่งหลังจากนี้จะมีการเปิดขายรอบ 2 ในวันที่ 1 พ
หากพูดถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคนี้ ทั้งเต็มไปด้วยความเร่งรีบและกดดัน อย่างในประเทศไทยเองพบว่า ผู้คนมีความเครียดสูงถึง 15.48% (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2566-22 เมษายน 2567) หลายคนจึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตมากขึ้น และเริ่มมองหาวิธีขจัดความเครียด เพื่อไม่ให้เกิดเป็นความเครียดสะสม ทั้งนี้ การจัดการกับความเครียดในแต่ละคนอาจมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป อาจจะผ่อนคลายด้วยการนวด ทำสปา หรือการทำโยคะ แต่สำหรับผู้ที่มองหาวิธีผ่อนคลายที่แตกต่างและไม่ธรรมดา ธุรกิจเกาหลัง แขน ศีรษะ กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยยอมจ่ายเงินหลายร้อยดอลลาร์เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ ตามรายงานจาก The Wall Street Journal บริการเกาจากผู้เชี่ยวชาญ โทนี จอร์จ หญิงวัย 55 ปี เจ้าของร้าน The Scratcher Girls ในไมอามี เธอคิดค่าบริการ 130 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 บาท) ต่อการเกา 1 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ “การเกา” ด้วยเล็บที่ดูแลเป็นพิเศษยาว 3 นิ้ว เธอจะใช้เทคนิคการเกาลงบนหลัง แขน ศีรษะ และแม้กระทั่งในหูของลูกค้า ส่ง
“ข้าวเหนียวมะม่วง” เมนูของหวานไทยๆ ที่หารับประทานได้ทั่วไป แต่จะว่าไป อาจหาเจ้าที่อร่อยจริงๆ ได้ยาก แต่มีอยู่เจ้าหนึ่งที่การันตีความอร่อยและแตกต่าง ด้วยการใช้วัตถุดิบมีคุณภาพ ผ่านกรรมวิธีการทำที่เจ้าของศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมมาอย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นร้านที่เคยเกิดปรากฏการณ์ลูกค้าต่อคิวซื้อมาแล้ว ร้านที่ว่าคือ “อยู่ ดี มี สุข ข้าวเหนียวมะม่วง” ของ คุณเบสท์–ณัฐธนนท์ สิทธิปัญญพัฒน์ ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการ Haus Ari3 ซอยอารีย์ บริเวณเดียวกับร้านข้าวผัดอเมริกัน Lucky’s Hungry และมีบูธขายที่ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เจ้าตัวเล่าว่า กว่าจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย “ธุรกิจที่บ้านเจอวิกฤตทางการเงิน ผมจึงตัดสินใจเลิกเรียนกลางคัน ทั้งๆ ที่เพิ่งเรียนไปปีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นภาระของที่บ้าน” คุณเบสท์ เกริ่น ก่อนย้อนให้ฟังว่า “ครอบครัวเปิดร้านขายหมูในตลาดคลองเตย เรียกว่ามีฐานะปานกลาง แต่พอปี 2554 ทางบ้านประสบวิกฤตทางการเงิน เพราะพ่อกับแม่ทำการค้าแบบไม่มี Know How เลย ประกอบกับก่อนหน้านั้นมีสถานการณ์ทางการเมืองและน้ำท่วมใหญ่ อีกทั้งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยม
เชฟแมน-สราวุธ เนียนวิฑูรย์ หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาจากเวทีการแข่งขันทำอาหารระดับประเทศอย่าง Iron Chef Thailand หรือ The Next Iron Chef แต่กว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ เรื่องราวชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความพยายาม การเรียนรู้ และการตัดสินใจครั้งสำคัญหลายครั้ง เชฟแมน เป็นลูกชายคนกลางในครอบครัวพี่น้องชายล้วน ปัจจุบันอายุ 45 ปี ธุรกิจครอบครัวเคยเปิดร้านเล็กๆ ขายอาหารเหนือ อยู่ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ก่อนโยกย้ายพากันไปอาศัยภาคอีสาน ทำธุรกิจโรงปลาทูนึ่ง เขาจึงเติบโตและเรียนหนังสือที่ขอนแก่น ก่อนเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ในคณะเศรษฐศาสตร์ ที่กรุงเทพฯ หลังสำเร็จการศึกษา เขาอยากมีสกิลด้านภาษาอังกฤษเพิ่ม จึงขอที่บ้านให้ส่งไปเรียนต่อที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เบื้องต้นคิดว่าจะใช้เวลาเพียง 8 เดือน แต่สุดท้ายกลับใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกนานกว่า 7 ปี ที่นั่นเขาทำงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารไทย เริ่มจากการล้างจาน เตรียมวัตถุดิบ ไปจนถึงของทอด เมนูว่างต่างๆ ซึ่งกลายเป็นการเปิดโลกใหม่ ว่า “งานครัว คือ ความมีชีวิตชีวา” จากนั้นเมื่อออสเตรเลีย เปิดรับ Working and Travel Visa รุ่นแรก เขาได้รับโอกาสทำงานและเก็บเงิน พร้อ
ริมถนนพรานนก มีร้านอาหารเล็กๆ ที่ทำกัน 2 คนแม่ลูกอยู่ในครัวหลังบ้าน แต่สามารถคว้ารางวัลระดับ มิชลิน บิบ กูร์มองด์ นั่นคือ LuckySeafood เฮ้ย! ถูกแล้ว ร้านสไตล์บ้านๆ ที่มีเพียง 7 โต๊ะ 30 ที่นั่ง และทุกเมนูจะทำการปรุงจานต่อจาน บรรยากาศร้านอยู่ในพื้นที่บริเวณบ้าน ไม่มีห้องแอร์ ไม่ได้มีพนักงานมากมาย มีเพียง คุณแนน-จรัสลักษณ์ จ่าเมือง และ คุณแม่ลักษมี สุวรรณผดุง ที่ตั้งใจทำร้านนี้ขึ้น เพื่อให้คนที่มาทานได้รับความอร่อยและความใส่ใจเหมือนทานอาหารที่บ้าน จุดเริ่มต้นร้านเล็กๆ 7 โต๊ะ 30 ที่นั่ง คุณแนน เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอเองก็เป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานมาหลายอย่างตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเธอก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อกลับมาเติมเต็มความฝันวัยเด็กที่อยากมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง ซึ่ง ณ ตอนนั้นบริเวณถนนเส้นหลักแถวพรานนกที่ได้มีการทำใหม่เสร็จพอดี จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเกิดเป็นร้านลัคกี้ ซีฟู้ด ขึ้นในบ้านหลังเล็กๆ “พอลาออกจากงานปุ๊บ เราก็ชวนแม่มาเปิดร้านอาหารเล็กๆ กัน โดยที่ตั้งใจจะทำกันในบ้าน มี 7 โต๊ะ ใช้พื้นที่จอดรถมาเป็นบริเวณที่ให้ลูกค้านั่ง เลยเกิดเป็นร้านนี้ขึ้น” ถึงแม
จากแบรนด์สมูทตี้เพื่อสุขภาพ “Woops Smoothie” ที่เริ่มต้นจากดีลิเวอรีในเพิงหมาแหงน ของ ไอซ์-จักรภัทร มุ่งจิตภิญโญ และ ซันนี่-วีรสรณ์ ลิ้มเจริญ เพียง 1 ปีกว่าธุรกิจของพวกเขาเติบโตไปอีกหนึ่งขั้น ด้วยการต่อยอด “Woops Social Club” คอมมูนิตี้ที่เขาและพาร์ตเนอร์สร้างขึ้นจากความชอบเล่นกีฬา ประกอบกับโปรดักต์สายเฮลตี้ที่แบรนด์ทำขาย ร่วมกับเทรนด์รักสุขภาพที่กำลังมาแรง จึงกลายเป็นกิจกรรมใหม่ที่น่าติดตาม การสร้างโซเชียลคลับของ Woops Smoothie เริ่มต้นยังไง “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับไอซ์และซันนี่ ในบทความนี้ จุดเริ่มต้นของโซเชียลคลับ ซันนี่เล่าให้ฟังว่า พวกเขาทั้งคู่ชอบเล่นกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งแบดมินตัน กอล์ฟ และเทนนิส แต่ด้วยในตอนนั้นยังมองไม่เห็นภาพว่าจะต่อยอดความชอบนี้ไปในแนวทางไหน จึงเริ่มต้นสร้างแบรนด์ในฝั่งสมูทตี้ นั่นคือ Woops Smoothie แต่เมื่อทำมาเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นเทรนด์สปอร์ต เทรนด์สุขภาพที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้มีไอเดียสร้างโซเชียลคลับ “ผมเห็นเทรนด์สปอร์ตที่กำลังมาแรง เช่น รันคลับ, Hyrox หรือการที่คนหันมาใช้จ่ายเรื่องสุขภาพมากขึ้น เลย
ในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจน “อาหารท้องถิ่น” หลายชนิดกำลังใกล้จะเลือนหายไป แต่มีร้านอาหารเล็กๆ ที่เกิดจากแพชชันของ เชฟปริญญ์ ผลสุข และ คุณมิ้น-ธัญญพร จารุกิตติคุณ เจ้าของร้าน สำรับสำหรับไทย เริ่มแรกเป็นการหยิบยกเมนูในตำราเล่มเก่ามารังสรรค์ แต่ปัจจุบันจะเป็นการออกเดินทางหาวัตถุดิบใหม่ๆ จากทั่วภูมิภาค ถูกทำให้เป็นที่รู้จักอีกครั้งผ่านเมนูในแต่ละสำรับ ที่จะเปลี่ยนทุก 2 เดือน จากหน้ากระดาษ สู่ “การเดินทาง” หมุดหมายแรกของเชฟปริญญ์คือการค้นคว้าจาก “ตำราเล่มเก่า” ที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อาทิ แม่ครัวหัวป่าก์ ที่เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ โดยเป็นการนำมาปรับใช้โดยตรง แต่อาจจะไม่ได้เหมือนทั้งหมด เนื่องจากวัตถุดิบบางอย่างไม่เหมือนกับสมัยก่อน “เราไม่รู้ว่าสมัยก่อนเขากินกันยังไง ทำอะไรยังไงบ้าง เราเลยใช้ประสบการณ์ในการกินดื่มของเรา จากหลายๆ ที่ มาปรับใช้เข้าด้วยกัน” เชฟปริญญ์กล่าว หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของสำรับในการเริ่มแรก หลังจากนั้นเป็นเวลา 2 ปี เขาได้เปลี่ยนหมุดหมายใหม่ เปลี่ยนจากการเปิดตำรา เป็นการเดินทางออกตามหารสชาติดั้งเดิมตามจังหวัดต่างๆ ทำให้ได้ค้นพบกับเมนูหร
หมวดขนมไทยบนเซลฟ์เซเว่นฯ ไม่เคยหยุดพัฒนาเลย กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน เมื่อ “บ้านทองหยอด” เผยรับ ไข่สดจากฟาร์มเกษตรกรวันละกว่า 200,000 ฟอง มาเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบการเกษตรผ่านการพัฒนาขนมไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ชุดรวมขนมไทย, ขนมเทียนแก้ว, เปี๊ยะส้มถั่วไข่เค็ม และ “ลูกชุบไข่เค็ม” ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์กลายเป็นขนมไฮไลท์ในแคมเปญ “เติมความอร่อยขนมไทย SME” ด้วยยอดการตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ที่เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้สินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และต่อยอดวัตถุดิบการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” พลิกสูตรใหม่สู่ “ลูกชุบไข่เค็ม” เพิ่มเลเยอร์ความอร่อยด้วยสูตรลับ การพัฒนา “ลูกชุบไข่เค็ม” เกิดจากความตั้งใจของ ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด หรือ “คุณเป๊ก” เจ้าของอาณาจักรขนมหวาน “บ้านทองหยอด” ที่มุ่งมั
“อีเวนต์ของคุณสร้างขยะไปแล้วกี่ชิ้น EcoCrew จะทำให้อีเวนต์ดีๆ ของคุณไม่มีขยะอีกเลย” เรื่องราวของ EcoCrew บริการให้เช่ายืมภาชนะ ที่ โด-ณัฐพล อินคล้าย และ แจม-เชอณิชชา โสภาพีร์ ร่วมกันก่อตั้งเมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยจุดเริ่มต้นอยากช่วยสิ่งแวดล้อม จากภาพที่สะท้อนผ่านสื่อมากมาย ว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง กลายเป็นแพชชันให้ลุกขึ้นมาทำบางอย่าง เพราะ “สิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็น “เรื่องใกล้ตัว” ที่เราทุกคนสามารถช่วยกันดูแลได้ แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ แต่เชื่อว่าทุกคนสามารถสร้าง Impact ได้ ซึ่งกว่าจะเกิด EcoCrew ขึ้นมาได้นั้น โดและทีมใช้เวลาทำรีเสิร์ชนาน 6 เดือน พร้อมใช้ความรู้ด้านไอทีมาพัฒนาซอฟต์แวร์ และทำงานร่วมกับอีเวนต์ให้เช่ายืมภาชนะไปแล้วกว่า 70 งาน โดยงาน bkk expo 2025 เป็นหนึ่งในงานที่สามารถลดได้ 2 หมื่นกว่าชิ้น จุดเริ่มต้นของ EcoCrew โดให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกจากสื่อมากมาย ทำให้เขาอยากเริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง เพื่อเป็นส่วนเล็กๆ ช่วยโลก “เราเห็นภาพของโลกที่เปลี่ยนไป โลกร้อนขึ้น ขยะเพิ่มขึ้น เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก และสัมผัสได้ เป็นประเด็น
หากพูดถึง ย่านจูเชียต (Joo Chiat) มักจะนึกถึงคาเฟ่ ร้านอาหารที่ทันสมัย และเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าฮิปเตอร์ แต่ว่าจะมีบ้านหลังหนึ่งที่ดูธรรมดาๆ กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก บ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนถนนเติมเบอลิง (Tembeling Road) โดยเปิดเป็นร้าน Kopikhoo ร้านกาแฟแบบซื้อกลับบ้านขายผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ ถ้าเดินผ่านมาอาจจะมองข้ามร้านนี้ไปได้ง่ายๆ แต่พอหยุดดู จะสังเกตเห็นได้ว่า ในร้านมีบาริสต้าวัย 73 ปี ยืนชงเครื่องดื่มให้กับลูกค้า เธอชื่อว่า พอลิน คู (Paulin Khoo) เริ่มต้นร้านกาแฟเล็กๆ ในตอนอายุ 73 ปี พอลิน คู อาศัยอยู่กับนิโคลัส ลูกชายของเธอและครอบครัว ในบ้าน 2 ชั้น เมื่อถามว่าทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจเริ่มกิจการนี้ ลูกชายเขากล่าวว่า เขาต้องการให้คุณแม่มีอะไรทำที่เติมเต็มความสุขในช่วงเกษียณ พอลิน คู เกษียณอายุในปี 2005 หลังจากการทำงานเป็นครูสอนเด็กเล็กมาเป็นเวลานาน เธอได้ใช้เวลาหลายปีหลังจากนั้นในการดูแลหลานทั้ง 5 คนของเธอ เมื่อหลานๆ โตขึ้น นิโคลัสจึงเกิดความคิดให้แม่ของเขาเปิดร้าน Kopikhoo โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคาเฟ่อื่นๆ ในย่านนั้น นิโคลัส กล่าวว่า “เราคิดว่า การเริ่มร้าน Kopikhoo เป็นวิธี
