SMEs
ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา หลายคนอาจมองว่า “ปลาดุก” เป็นแค่เมนูธรรมดา แต่สำหรับบางคนกลับมองเห็นโอกาสในการ “ต่อยอด” วัตถุดิบใกล้ตัว ให้กลายเป็นธุรกิจที่ “สร้างรายได้” และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณฮิม” หรือ วิทวัส เสน่ห์จันทร์ วัย 36 ปี แม้เขาจะทำงานประจำอยู่ในสายงานครีเอทีฟและไดเรกเตอร์มานานกว่า 12 ปี แต่ยังหันมาสร้างธุรกิจส่วนตัวร่วมกับครอบครัว โดยหยิบปลาดุกมาเลาะก้างจนกลายเป็นธุรกิจในชื่อ “Dukdik ปลาดุกไร้ก้าง” ร้านย่านบางบัวทองที่กำลังเป็นไวรัล เพราะสามารถตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และลูกค้าที่อยากกินปลาดุกแบบสะดวกมากขึ้น จนสามารถสร้างรายได้วันละ 20,000 บาท ชวนครอบครัวมาสร้างธุรกิจ “ปลาดุกไร้ก้าง” คุณฮิมได้ไอเดียปลาดุกไร้ก้างมาจากร้านอาหารสไตล์อิซากายะแนวอีสาน หลังได้ลองกินจนเกิดความประทับใจเพราะไม่มีก้างมาคอยกวนใจคนชอบกินปลาดุกอย่างเขา จึงได้เก็บไอเดียนี้มาพัฒนาเป็นโปรเจ็กต์ เขาใช้เวลาทดลองและพัฒนาสินค้าด้วยตัวเองมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทั้งการแร่ปลา การเอาก้างออก รวมถึงการพัฒนาวิธีทำให้เนื้อปลายังคงความสดและไม่มีกลิ่นคาว แม้ในต
เรื่องราวของ “เจคอบ แอนสัน” วัย 31 ปี เจ้าของร้านเบเกิล Brazen Bagels ที่เปิดขายในโชว์รูมรถ เมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน จนสามารถสร้างรายได้ปีละ 200,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6.4 ล้านบาท เจคอปเคยทำงานขายยางรถมือสองในบริษัทแห่งหนึ่ง เขารู้สึกหมดไฟในการทำงานจึงตัดสินใจลาออกในปี 2021 พร้อมกับมองหาอะไรใหม่ๆ ทำ จนได้เห็นวิดีโอร้านเบเกิลแห่งหนึ่งในนิวยอร์กที่มีคนต่อคิวยาว เขาจึงเริ่มทำเบเกิลสไตล์นิวยอร์กในครัวที่บ้าน ซึ่งใช้เวลาฝึกฝนและทดลองสูตรนานถึง 4 เดือน ขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นไรเดอร์ส่งอาหารเพื่อหารายได้ประคองตัวไปด้วย “เป็นเวลาหลายเดือนที่ผมไม่ได้นั่งพักเลย ไม่ได้หยุดอบขนม ถ้าผมเหนื่อยหรือรู้สึกไม่ค่อยอยากทำ ผมก็จะโยนทุกอย่างลงในเครื่องผสมแล้วคิดว่า ผมจะไม่ทิ้งมันไปเปล่าๆ ลองทำซ้ำอีกครั้งดีกว่า” เจคอปเล่าเสริม หลังจากได้สูตรที่ลงตัว เจคอปเลือกเปิดร้าน Brazen Bagels ในโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 พร้อมกับใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงินมาเป็นเงินทุนในการซื้อเตาอบกับเครื่องผสมแป้ง เขาตัดสินใจนำเบเกิลที่เหลือไปแจกตามร้านค้าในละแวกนั้น หนึ่งในนั้นคือร้านเบอ
หากพูดถึงครีเอเตอร์ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น หยิบเรื่องใกล้ตัวมาทำคอนเทนต์ได้อย่างน่าสนใจ และสะท้อนสังคม โดยการโรลเพลย์กับสถานการณ์จริงที่หลายคนเคยเจอ จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ “คลิปล้านวิว” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนพูดคุยกับ ไบรท์-เอกรัตน์ คงสถิตย์ เจ้าของช่องไบรท์ไร้ไขมัน (brightekkarat) ที่เริ่มจากความฝันอยากเป็นพิธีกร สู่การเป็นครีเอทีฟเบื้องหลังรายการตลกชื่อดังระดับประเทศ และผันตัวเป็นครีเอเตอร์สายเล่าเรื่อง ผู้ติดตาม 1.7 ล้าน ที่มีผลงานไวรัลนับไม่ถ้วน จากฝันแรกของเด็กสายกิจกรรม ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความฝันแรกของไบรท์ไม่ใช่การเป็นคนเบื้องหลัง แต่เขาอยากเป็น “พิธีกร” ตั้งแต่สมัยเรียน เขาคือเด็กกิจกรรมตัวจริง ทั้งการเป็นพิธีกรกิจกรรมต่างๆ ประธานนักเรียน ไปจนถึงพิธีกรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งทุกบทบาทล้วนหล่อหลอมให้เขาคุ้นเคยกับการยืนหน้ากล้อง และสื่อสารกับผู้คน กระทั่งได้มีโอกาสฝึกงานที่ A Time Media ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบงานด้านครีเอทีฟ เช่น การคิดมุก การเขียนบท และการเล่าเรื่อง จนเริ่มจับทางสายครีเอทีฟได้อย่างจริงจัง หลังจากนั้น ไบรท์ได้รั
จากแม่ค้าขายผักสู่ผู้ปลุกตลาด “แตงโมสเปเชียลตี้” นี่คือเส้นทางธุรกิจของ “คุณณิชชา แก้วสุริยา” CEO บริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด ผู้เปลี่ยนผลไม้ธรรมดาให้มีมูลค่าเพิ่มและมีสายพันธุ์ให้เลือกเหมือนคอลเล็กชั่นแฟชั่น กว่าธุรกิจจะเดินมาถึงจุดนี้ เธอเคยกู้เงิน 6 ล้านบาท สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตผัก ก่อนเผชิญวิกฤตฟองสบู่แตก ต้องขายตึก ขายแหวนแต่งงาน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการรับแตงโมมาขายที่ได้กำไรเพียงน้อยนิด เธอจึงตั้งคำถามตัวเองว่า “ขายแพงอย่างไรให้คนยอมซื้อ” นำไปสู่การเรียนรู้การปลูกแตงโม การตามล่าหาสายพันธุ์ใหม่ และการสร้างตลาดแตงโมที่แตกต่าง จนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 30-40 ล้านบาท “สายพันธุ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย ต้องผ่านมือเราทั้งหมด เราต้องการสร้างคุณค่าให้แตงโมแพงด้วยตัวมันเองผ่านสายพันธุ์ที่แปลกและมีคุณค่าตั้งแต่เนื้อยันเปลือก” คุณณิชชากล่าว กู้เงิน 6 ล้านสร้างธุรกิจ ก่อนเจอวิกฤตใหญ่ คุณณิชชาเป็นลูกเกษตรกรที่จับผลัดจับผลูมาช่วยพี่สาวขายผักในตลาดค้าส่ง ก่อนแยกตัวออกมาขายปลีก จากผักไม่กี่ชนิดเริ่มขายดีเป็นร้อยๆ ชนิด จากลูกค้ามากมายที่เข้ามาอุดหนุน ทำให้เธอมองเห็นโอกาสต่
“อย่าทำธุรกิจกับเพื่อน” คำนี้อาจใช้ไม่ได้กับสองเพื่อนรักคู่นี้ เพราะยิ่งทำงานกับเพื่อนรัก เพียงมองตาก็รู้ใจแล้ว นั่นทำให้ทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ต่อให้เป็นทอร์นาโดก็พัดพาอะไรไปไม่ได้ ได้เพียงแวะแล้วเวียนผ่านไปเหมือนสายลม บทความนี้ เส้นทางเศรษฐีจะพาคุณไปพูดคุยกับสองผู้ก่อตั้ง Brooo คุณอ๋อง-กษิดิศ ดวงวราภรณ์ และ คุณเฟียต–ธนพงศ์ พานิชชอบ คู่เพื่อนรักที่จับมือกันทำธุรกิจ หากคุณเป็นสายสปอร์ตแอคทิฟคงไม่ต้องสาธยายถึงฮอตของแบรนด์น้องใหม่ Brooo ที่ก่อตั้งมาได้เพียง 5 ปี ก็เปิดแฟลกชิพสโตร์สุดยิ่งใหญ่ ณ ห้างหรู ใจกลางกรุงเทพฯ ได้แล้ว การเดินทางเพียงแค่ 5 ปี นับว่าเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมากในการปูทางความสำเร็จของแบรนด์ และยิ่งเป็นแบรนด์ที่เกิดมาจากแค่การนั่งคุยกันเรื่อง “ถุงเท้า” แล้วนั้น ยิ่งน่าสนใจว่ามาไกลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร “ถุงเท้า” ใบเบิกทางความสำเร็จ คุณเฟียตเริ่มเล่าเรื่องอย่างเป็นกันเองว่า เขาและคุณอ๋องเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ช่วงที่จะเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ก็ไปบนบานศาลกล่าวด้วยกันว่าถ้าสอบติดคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์ฯ จะวิ่งรอบสนามหลวงเป็นการแก้บน โดยที่คุณอ๋องบนไว้ว่า
ผู้เขียน : ธนดล มีชัยมาตร์ คุณเคยชอบอะไรบางอย่างมากๆ ไหมครับ มากเสียจนอยากหันไปเล่าให้ใครสักคนฟัง แต่พอหันไปรอบตัวกลับไม่รู้ว่าจะเล่าให้ใครฟัง แต่ในกรุงเทพฯ มีร้านหนังสือคอมมิคแห่งหนึ่ง หน้าร้านเต็มไปด้วยโปสเตอร์เหล่าซูเปอร์ฮีโร่สะดุดตา เมื่อเปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่พบไม่ใช่แค่เพียงชั้นวางหนังสือ แต่คือเจ้าของร้านที่พร้อมพูดคุยกับลูกค้าเกี่ยวกับเรื่องราว ตัวละคร และสิ่งที่ชอบ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ พาไปพูดคุยกับ คุณเก่ง-สรวิชญ์ พระสุจริตวงศ์ เจ้าของ Prime Comic ถึงจุดเริ่มต้นจากความชื่นชอบในหนังสือคอมมิค สู่การต่อยอดเป็นธุรกิจนำเข้าคอมมิคจากต่างประเทศ พร้อมเรื่องราวของการสร้าง Community ที่เปิดพื้นที่ให้คนรักในสิ่งเดียวกันได้มาพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนความชอบร่วมกัน จุดเริ่มต้น จากความชอบสู่เจ้าของ Prime Comic “Prime Comic” หนึ่งในร้านหนังสือคอมมิคไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่นำเข้าหนังสือการ์ตูนจากสหรัฐอเมริกามาจำหน่าย สร้างรายได้ต่อเดือนกว่า 7 แสนบาท และยังเป็นหนึ่งในร้านที่พยายามสร้างพื้นที่ให้คนรักคอมมิคได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนความชอบร่วมกัน ซึ่ง Comic (คอมมิค) คือหนังสื
คำทักทายอย่าง “สวัสดีค่ะ” ที่ติดหูคนไทยมาตั้งแต่เด็ก ถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานระดับโลกผ่านชื่อเพลง “SaWaDiKa” มิวสิควิดีโอล่าสุดของ “ลิซ่า” ที่ไม่เพียงแต่ทรงพลังด้านดนตรี แต่ยังแฝงการถ่ายทอดเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลกได้อย่างจัดจ้าน ซึ่งหลังจากปล่อย MV ไปวันแรก “SaWaDiKa” ก็ทำยอดวิวทะลุไปถึง 70.8 ล้านได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทะยานขึ้นอันดับ 1 เทรนด์ X (Twitter) ทั่วโลก และติดชาร์ทเพลงอันดับ 1 ในหลายเเพลตฟอร์ม หากเรามองเจาะลึกเข้าไปใน MV จะพบกับการสอดแทรกวัฒนธรรมไทยผ่าน MV ที่น่าสนใจ ดังนี้ ว่าวจุฬา: มีลักษณะเป็นรูปทรงดาว 5 แฉก อันเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งถูกหยิบยกเข้ามาอยู่ในฉากเวทีมวยไทยได้อย่างลงตัว มวยไทย: ศิลปะการต่อสู้ระดับตำนานที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยที่ถูกถ่ายทอดผ่านฉากสังเวียนและเหล่านักมวย พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบ “กางเกงมวยไทย” ให้กลายเป็นชุดแฟชั่นสุดชิค ที่ไม่ต้องขึ้นชกก็หยิบมาสวมใส่ได้อย่างเท่และมีสไตล์ รถตุ๊กตุ๊ก: ยานพาหนะที่เป็นสัญลักษณ์แห่งท้องถนนไทยที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างคุ้นเคย ก็ถูกนำมาเ
ทุกวันนี้ ร้านสะดวกซื้อไม่ได้มีเพียงชื่อ “7-Eleven” หากคุณมองไปอีกฝั่งของถนนจะเห็น “CJ MORE” ตั้งอยู่ใกล้ๆ หรือบางทีก็อยู่ข้างๆ กันเลย จนหลายคนคิดว่านี่คือแบรนด์ที่จะเข้ามาท้าชิงตลาดคอนวีเนี่ยนสโตร์ แต่จริงๆ แล้ว ภายใต้ภาพการต่อสู้ด้านธุรกิจ “แอ๊ด คาราบาว” (นายยืนยง โอภากุล) ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท และเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 3 (ถือหุ้นประมาณ 7.05%) ใน บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รวมถึงมีตำแหน่งกรรมการในบริษัทในเครือ เช่น บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด และบริษัท ตะวันแดง ดีซีเอ็ม จำกัด ได้เปิดเผยเรื่องราวผ่าน Facebook ส่วนตัว Add Bao โดยเริ่มเรื่องว่า . ท่านประทาน ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ผมรู้จัก จากเสื่อผืนหมอนใบ ของคนไทยลูกจีนถึงมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม (บันทึกโดย แอ๊ด คาราบาว 12 กันยายน 2569) ก่อนที่คุณแอ๊ดเริ่มเล่าในโพสต์ว่า ครอบครัวของตนเป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทยบรรพชนฝ่ายแม่เป็นชาวแต้จิ๋วจากเท่งไห้ใกล้ซัวเถา ส่วนฝ่ายพ่อมาจากฮงซุน เป็นดินแดนของพวกปั๊วซัวแคะ แซ่โอ๊วหรือหู ต่อมาอาปาจึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุล “โอภากุล” ตระกูลคนไทยลูกจีนสร้างธุรกิจยักษ์ คนจีนร
ภาพจำในอดีตของ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” คือภูมิปัญญาชาวบ้านที่ตาแสวงทำให้ภรรยาใช้ เป็นอุปกรณ์ยืดเส้นคลายเส้น ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย หาซื้อได้ตามงานวัด งาน OTOP หรืองานกาชาด แต่เมื่อ เจ – ณัฐวัฒน์ พุ่มบุญทริก หลานเขยเข้ามารับช่วงต่อปรับโฉมธุรกิจในรุ่นสาม ทำให้เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงกลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มสีสันและลวดลายให้ทันสมัย จนกลายเป็นไอเทมที่หลายบ้านมีติดไว้ใช้งาน โดยในปี 2568 “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” สร้างรายได้ราว 73 ล้านบาท ก่อนขยับขึ้นมาแตะ 100 กว่าล้านบาทในเวลาเพียง 7 เดือนของปี 2569 ทว่า เส้นทางการเติบโตสู่รายได้หลักร้อยล้านไม่ได้เรียบง่ายและสวยหรู เจให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐี” ถึงที่มาของการเข้ามาสานต่อธุรกิจ อุปสรรคที่ต้องเจอ รวมถึงกลยุทธ์ที่ใช้ปรับจนธุรกิจเติบโตมาถึงวันนี้ เป็นรุ่นสามไม่ง่าย เจอสารพัดอุปสรรค เจเปิดบริษัทรับทำการตลาดให้กับแบรนด์เครื่องสำอาง สกินแคร์ และอาหารเสริมมากมาย โดยไม่มีแนวคิดรับช่วงต่อธุรกิจ เพราะมองว่าเป็นงานหนัก สินค้าชิ้นใหญ่ ค่าโลจิสติกส์สูง ปัญหาเยอะ แต่แฟนเอ่ยปากชวนมาช่วยธุรกิจของที่บ้านอยู่เป
สำหรับคุณ วิดีโอเกมที่เคยยอมจ่ายเงินซื้อแพงที่สุดคือเท่าไหร่? งานอดิเรกไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง สะสมของ หรือการเล่นเกม ค่าใช้จ่ายเพื่อความชอบส่วนตัวล้วนมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามต้นทุนของอุตสาหกรรมได้ตลอด และอุตสาหกรรมเกมก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่เริ่มมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้น หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้ คือ “GTA VI” หรือ GTA ภาคที่ 6 เกมแอ็กชันผจญภัยชื่อดัง ที่ไม่ได้ถูกจับตามองเพียงเพราะเป็นหนึ่งในเกมที่ผู้คนทั่วโลกรอคอย แต่ยังรวมถึงราคาจำหน่ายของเกมที่แตกต่างจากระดับราคาปกติ เนื่องจากราคาเปิดตัวของเกมอยู่ที่ 79.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,690 บาท) และแพ็กเกจพิเศษที่ราคา 99.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,390 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคามาตรฐานของเกมระดับ AAA (วิดีโอเกมที่มีคุณภาพสูงมาก เทียบได้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูด) ที่อยู่ราว 69.99 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า ราคาเกมในอนาคตอาจขยับสูงขึ้นตามไปด้วยหรือไม่ GTA หรือ Grand Theft Auto คือซีรีส์เกมแอ็กชันผจญภัยที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นอาชญากร เข้าไปอยู่ในเมืองสมมติ และมีอิสระในการสำรวจ ทำภารกิจ และดำเนินเรื่องราว
