แปรรูปสินค้าเกษตร
มีท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยที่ยังคิดว่าไผ่มีไม่กี่สายพันธุ์ หรือหลายท่านยังปักใจเชื่อว่าไผ่ก็มีลักษณะเหมือนกัน แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อนักวิชาการหรือผู้คร่ำหวอดกับไผ่ อย่าง รศ. ธัญพิสิษฐ์ พวงจิก จากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศูนย์รังสิต) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านไผ่มายาวนาน แล้วยังตระเวนศึกษาสายพันธุ์ไผ่หลายชนิดทั่วประเทศ จึงพบว่าในประเทศไทยมีสายพันธุ์จำนวนมาก แล้วในเนื้อหาการสัมมนาครั้งที่แล้ว อาจารย์ธัญพิสิษฐ์ ยังสรุปสายพันธุ์ไผ่หลักให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น สำหรับเนื้อหาการสัมมนาในตอนนี้เป็นการลงลึกเพื่อค้นหาว่าไผ่พันธุ์ใดเหมาะกับการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อะไร โดยเฉพาะที่กำลังได้รับความสนใจในเรื่องการนำนวัตกรรมมาแปรรูปไผ่เป็นผลิตภัณฑ์น้ำไผ่ ทั้งนี้ คุณประสาน สุขสุทธิ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว ซึ่งท่านนี้ได้ศึกษาเรื่องความเป็นมา-เป็นไปของไผ่มาอย่างลึกซึ้ง แล้วได้ออกไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเพื่อให้เกิดความเหมาะสมถูกต้อง จนในที่สุดได้มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์น้ำไผ่เป็นของตัวเอง และจากนี้ไปฟังเนื้อหารา
หากท่านเป็นผู้โดยสารขาประจำของสายการบินไทย คงเคยพบเห็นกล้วยตากที่บรรจุในห่อฟอยล์สำหรับไว้แจกเป็นของว่างบนเครื่องบินกันมาบ้าง คงคิดว่าเป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทแบรนด์ดัง แต่แท้จริงแล้วผลิตภัณฑ์ชนิดนี้เป็นฝีมือของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในจังหวัดราชบุรีนี่เอง จึงมีหลายคนคงสงสัยว่า ทำไม ชาวบ้านกลุ่มนี้จึงสามารถผลิตของว่างบนเครื่องบินได้ “วิสาหกิจชุมชนบ้านกุ่มพัฒนา” เป็นการค่อยๆ รวมตัวของชาวบ้านที่เริ่มต้นจากการหาอาชีพเสริมด้วยการทำน้ำพริก ทำขนมไทย และเพาะเห็ด รวมถึงยังนำเห็ดที่เพาะแล้วมาต่อยอด เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากเห็ดหลายชนิด ได้แก่ น้ำพริกเผาเห็ด, แหนมเห็ด, กะหรี่ปั๊บเห็ด และล่าสุดคือ น้ำเห็ดสามอย่าง ด้วยเป็นกลุ่มวิสาหกิจที่มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพสูง มีการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์และคุ้มค่า จึงได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็น 1 ใน 20 กลุ่มวิสาหกิจทั่วประเทศ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดคือ กล้วยตาก ส่งสายการบินไทย คุณคะนอง โปรักษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านกุ่มพัฒนา เปิดเผยว่า การผลิตกล้วยตากเกิดจากแนวคิดต่อยอดจากการแปรรูปเห็ด เนื่องจากได้รับการสนับสนุนห้องอบ
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม บ้านนาทุ่งใหญ่ หมู่ 1 ต.นครชุม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ชาวบ้านมีอาชีพหลักคือทำนา สามารถทำได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องมีการหาอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านระหว่างว่างเว้นการทำนาทำไร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทอผ้าที่มีการสืบทอดต่อๆ กันมาหลายชั่วอายุคน หรืออาชีพอื่นๆ ที่ทางรัฐบาลให้งบสนับสนุนส่งเสริมลงไปในพื้นที่ แต่ก็ไม่จีรังยั่งยืน โดยเฉพาะการทอผ้าลายพื้นถิ่นของคนตำบลนครชุมที่กว่าจะผลิตออกมาได้แต่ละผืน ไม่สามารถจำหน่ายได้เพราะไร้ช่องทางการตลาด บรรดาผู้สูงอายุและวัยกลางคนแทบจะเลิกอาชีพการทอผ้าเพื่อจำหน่ายกันไปแล้ว ที่หลงเหลืออยู่ก็เป็นการทอผ้าเก็บไว้เพื่อนำเสนอให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวชมในหมู่บ้านเท่านั้น ปัจจุบันชาวบ้านนาทุ่งใหญ่ต่างเริ่มหันมาทำไม้กวาดดอกหญ้าเพื่อจำหน่ายกันเป็นส่วนใหญ่เพราะมีรายได้ที่สามารถจับต้องได้โดยเฉลี่ยต่อคนได้ไม่ต่ำกว่า 200-300 บาท นายกองสี รัตนโค้น อายุ 67 ปี ประธานกลุ่มไม้กวาดดอกหญ้าบ้านนาทุ่งใหญ่ เปิดเผยว่า ปัจจุบันชาวบ้านนาทุ่งใหญ่หันมาทำไม้กวาดดอกหญ้าเพื่อจำหน่าย โดยขณะนี้มีสมาชิกในหมู่บ้านทั้งหมด 45 คน และหมู่บ้านอื่นๆ ใน ต.น
เผยผลงานวิจัย 4 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อสุขภาพผิว ระดับพรีเมี่ยม ผลิตจากน้ำมันดักแด้ไหมและไฟโบรอินไฮโดรไลเสท กันแดดได้สุดยอด หวังส่งเสริมเอกชนต่อยอดผลิตเชิงการค้า คุณสมหญิง ชูประยูร ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมการผลิตและจัดการการผลิตหม่อนไหม กรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันศึกษาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านและพันธุ์ไทยลูกผสมจากน้ำมันดักแด้ไหมและไฟโบรอินไฮโดรไลเสท โดยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อสุขภาพผิว จำนวน 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ โลชั่นบำรุงผิว ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน หรือไนท์ครีม (Night Cream) ครีมบำรุงมือ และลิปกลอส ซึ่งได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว ถือเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางระดับพรีเมี่ยม ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางใหม่ 4 ชนิด มีจุดเด่น คือ สามารถดูดซับน้ำ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น บำรุงผิวพรรณให้นุ่มขึ้น เนียนเรียบ ชะลอการเกิดรอยเหี่ยวย่น ช่วยปรับสภาพผิวและลดปัญหาหมองคล้ำของผิวได้ คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดคือ คุณภาพการกันแดด เครื่อง
สับปะรด จัดเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง หากท่านลองหาข้อมูลประโยชน์ของสับปะรดแล้วจะพบว่ามีอยู่หลากหลายประการ แต่ดูเหมือนกว่าจะได้รับประทานสับปะรดสักชิ้นคงเป็นเรื่องไม่ง่าย ดังนั้น ผู้บริโภคจึงนิยมรับประทานสับปะรดที่พ่อค้าหั่นเสร็จสรรพ เพื่อทำให้เกิดความสะดวกต่อการรับประทาน “ภูแล” เป็นชื่อพันธุ์สับปะรดที่โด่งดังของทางจังหวัดเชียงราย ถึงวันนี้หลายคนคงรู้จักชื่อเสียงของสับปะรดภูแลเป็นอย่างดี และด้วยความที่มีผลขนาดเล็ก เนื้อสีเหลืองทอง กลิ่นหอม แกนสับปะรดกรอบรับประทานได้ มีรสชาติหวานปานกลาง จึงเป็นที่นิยมรับประทานกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผลที่มีขนาดเล็กมาก เวลาปอกเปลือกมักนิยมเหลือก้านผลไว้ถือรับประทานได้อย่างสะดวก ตลาดพระราม 5 ตั้งอยู่ริมถนนนครอินทร์ นับเป็นตลาดสดขนาดใหญ่ที่มีสินค้าจำหน่ายทุกชนิด ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง ของใช้ และบริการอื่น ซึ่งที่นั่นมีร้านหั่นสับปะรดภูแลขายอยู่ด้วย คุณจุ่น เป็นพ่อค้าร้านสับปะรดภูแลที่ขายมาพร้อมกับการตั้งต้นของตลาดแห่งนี้ เขาเป็นคนจังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบัน ทำงานประจำอยู่ที่สวนสัตว์ดุสิต (เขาดิน) หลังจากเลิกงานในทุกวัน หรือวันหยุดจะมาช่วยครอบครัวขายสับป
เรียบร้อยไปแล้วสำหรับการประกาศผลและพิธีมอบรางวัลนวัตกรรม เนื่องใน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๙” เพื่อเชิดชูเกียรติแก่นวัตกรไทยที่สามารถพัฒนานวัตกรรมจนประสบความสำเร็จ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีนี้แบ่งรางวัลออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม รางวัล Inspirational Innovator รางวัล Startup of the year รางวัล Total Innovation Management รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย และรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภท ดังนี้ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม ไข่ออกแบบได้ บริษัท คลีน กรีนเทค จำกัด ด้านสังคม ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม การพัฒนาโพรไบโอติกแลกโตแบซิลลัสพาราเคซิอิเอสดีหนึ่งเพื่อใช้ป้องกันฟันผุ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม สาขา Food Design ได้แก่ แป้งเบเกอรี่สำเร็จรูปปราศจากกลูเต็น บริษั
ไทยไฟเขียวนำเข้า “มะม่วงแก้วขมิ้น” กัมพูชา หวังป้อนโรงงานแปรรูปแช่แข็งส่งออก-บริโภคผลสดในประเทศพุ่งเท่าตัว ด้านผู้นำเข้าชายแดนฝั่งเมืองจันท์-ตราด-สระแก้ว-สุรินทร์ สบช่องเร่งปรับตัวจดทะเบียน สร้างโรงพักคัดแยกสินค้า จ่อนำเข้าให้ทันรับฤดูกาลผลิตตุลาคมนี้ หวั่นทำใบรับรองสุขอนามัยพืช-ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าฝั่งกัมพูชาไม่พร้อม เผยนายหน้าหัวใสโขกค่าดำเนินการสูงเฉียด 3 หมื่นบาท/วัน ไทยอนุญาตนำเข้ามะม่วงกัมพูชา นายสุทัศน์ แก้วสะอาด หัวหน้าด่านตรวจพืชจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ลงนามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลมะม่วงสดจากราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ. 2559 อนุญาตให้นำมะม่วงสดหรือมะม่วงแก้วขมิ้นจากกัมพูชาได้ภายใต้การดูแลของกรมวิชาการเกษตรของไทย และองค์กรอารักขาพืช (NPPO) ของกัมพูชา ประกาศฉบับนี้ทำให้สามารถนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจากประเทศกัมพูชาได้ทุกช่องทางชายแดนที่ติดต่อกับกัมพูชาทั้ง4จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด โดยผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการนำเข้าและส่งออก คือ 1
หลังเกิดสึนามิแล้วต่อด้วยการรั่วไหลของโรงไฟฟ้าปฏิกรณ์ปรมาณู เมื่อ 11 มีนาคม 2554 ชีวิตคนฟูกุชิมะ และเมืองรอบข้างก็ล่มสลายไม่มีชิ้นดี บางคนบอกว่า โชคดีที่ตายก่อน เพราะคนที่มีชีวิตอยู่ต้องผจญกับทุกข์ยากสาหัส คนหลายหมื่นคนต้องทิ้งบ้าน ทิ้งอาชีพการงาน ทิ้งไร่นา และกลายเป็นคนที่มี “รังสีปนเปื้อน” ติดตัวไปตลอดชีวิต ยากจะมีใครคบหาอยากผูกสัมพันธ์ สารกัมมันตภาพรังสี ปนเปื้อนในอากาศและน้ำ และทุกอย่างที่พวกเขาผลิต รวมทั้งข้าว ผลผลิตสำคัญของเมือง รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามผลผลิตการเกษตรทุกอย่าง รวมทั้ง ข้าวของฟูกุชิมะ และเมืองใกล้เคียงออกสู่ตลาด หลังพบว่ามีสารซีเซียม ซึ่งเป็นผลผลิตที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปนเปื้อนสูงเกินกว่าที่กำหนด คือสูงกว่า 630 becquerels ต่อกิโลกรัม ขณะที่กฎหมายให้สูงได้ไม่เกิน 500 บริเวณที่ปนเปื้อนครอบคลุมกว่า 50 กิโลเมตร จากบริเวณที่เกิดระเบิด ชาวนา 154 ครอบครัว ที่ผลิตข้าวรวมกันได้ ปีละ 192 ตัน ต้องยุติการผลิต เกษตรกรรายหนึ่งใช้เวลาตลอดปีผลิตข้าวได้ 840 กิโลกรัม ถูกนำไปทำลายหมด คือพูดกันสั้นๆ ตรงๆ ไม่มีใครอยากกิน อยากแตะอะไรที่ไปจากฟูกุชิมะทั้งนั้น ข้าวที่ผลิตแล้วรอลงเรือก
ไก่งวง เป็นสัตว์ปีกจัดอยู่ในวงไก่ฟ้าและนกกระทาในต่างประเทศชาวคริสส์นิยมรับประทานในวันขอบคุณพระเจ้า ไก่งวงมีขนาดใหญ่กว่าไก่ทั่วไปหน้าตาผิดแผกไปจากไก่พื้นบ้าน ปัจจุบันมีการส่งเสริมการเลี้ยงไก่งวงในภาคอีสาน ว่ากันว่า เริ่มแรกไก่งวงเข้ามาในประเทศไทยโดยทหารอเมริกันเข้ามาประจำในฐานทัพที่ จ.อุดรธานี และ จ.นครราชสีมา กระทั่งปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์นำมาเลี้ยงสร้างรายได้มี 3 สายพันธุ์หลัก คือ พันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอล ไวท์ (Beltsville Small White) พันธุ์อเมริกัน บรอนซ์ (American Bronze) และไก่งวงลูกผสม (Crossbred) ที่จังหวัดมหาสารคามได้รับการผลักดันส่งเสริมจากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด “โชคชัย เดชอมรธัญ” ตั้งแต่ก่อนโยกย้ายไปประจำจังหวัดภูเก็ตปรากฏว่าไก่งวงจากมหาสารคามได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งยังได้รับการพัฒนาแม่พันธุ์ภายในชื่อใหม่ “ไก่งวงเมืองตักสิลา” ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีรายได้เพิ่มขึ้น จนสามารถจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตามมา ปัจจุบัน จังหวัดมหาสารคาม ถือเป็นแหล่งผลิตพ่อแม่พันธุ์ไก่งวงที่ดีที่สุดของประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนและวางแผนการเลี้ยงจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 ใช้ชื่อ “
วันที่ 4 ตุลาคม มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สนช.) ประกาศผล “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2559” เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมข้าวของประเทศไทยตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไปจนถึงระดับอุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยในปีนี้ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระดับอุตสาหกรรม และระดับวิสาหกิจชุมชน ผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 80,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 40,000 บาท รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 20,000 บาท และรางวัลชมเชย เงินรางวัล 10,000 บาท 2 รางวัล “ผลการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยประจำปี 2559 ผลงานที่ได้รับรางวัลขนะเลิศระดับอุตสาหกรรม ได้แก่ โครงการ “ขี้เถ้าแกลบเสริมฤทธิ์การชะลอการสุกของผลไม้” ของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยราช
