แปรรูปสินค้าเกษตร
ปลาช่อนแม่ลา เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำแม่ลา จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเป็นดินโคลนและน้ำอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุอาหาร ทำให้ปลาช่อนมีลักษณะตัวอ้วนโต หัวหลิม หางเป็นแบบใบพัด คลีบหูสีชมพูปนส้ม มีไขมันปลาแทรกอยู่ในเนื้อปลา รสชาติอร่อยเป็นพิเศษ ปัจจุบันปลาช่อนในลำน้ำแม่ลาเริ่มลดน้อย เกษตรกรก้าวหน้าจึงนำพันธุ์ปลาช่อนคุณภาพมาเพาะเลี้ยงในบ่อ จากนั้นแปรรูปเป็นปลาช่อนแดดเดียวเพื่อเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้ครัวเรือนมั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง “ป.แดน เกษตรฟาร์ม ผลิตปลาช่อนแม่ลาแดดเดียว รายได้หลักแสน” มาบอกเล่าสู่กัน คุณศรัญญา เพ็ชรรักษ์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดสิงห์บุรีมีลำน้ำแม่ลาซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุอาหารให้ประชาชนใช้ประโยชน์เพื่อการยังชีพและการเกษตร ในแหล่งน้ำมีปลาช่อนหรือปลาหลายชนิดอาศัย มีการเจริญเติบโตสมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อนำปลาช่อนมาทำเป็นอาหารเมนูต่างๆ เนื้อปลาจะแน่นนุ่มหนึบ รสชาติอร่อย มีกรดไขมัน โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 เทียบเท่ากับปลาทะเลที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ด้านพัฒนาการผลิตได้ส่งเสริมเกษตรกรรวมกลุ่
ปัจจุบันเวียดนามเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 5 ของไทยในโลก และเป็นอันดับที่ 2 ของไทยในอาเซียน รองจากมาเลเซีย ในช่วงปีพ.ศ.2560 – 2564 การค้าระหว่างไทยกับเวียดนามมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณปีละ 17,767 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3.32 ต่อปี โดยในปี 2564 มีมูลค่าการค้าไทย – เวียดนามรวม 19,477 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 17.31 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามูลค่า 5,599 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ผ่านมา เวียดนามนําเข้าทุเรียนจากไทยและกัมพูชาเป็นหลัก เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 ไทยและเวียดนามได้ร่วมหารือประเด็นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในระดับทวิภาคี อนุภูมิภาค และพหุภาคี ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง ความร่วมมือสร้างการค้าที่สมดุล ขจัดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เพื่อมุ่งบรรลุเป้าหมายทางการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2568 ผลไม้ไทย -เวียดนาม “ทุเรียน ” เป็นหนึ่งในผลไม้นำเข้าสำคัญที่เวียดนามสั่งซื้อจากไทย โดยอาศัยการขนส่งผ่านบริเวณชายแดน ทุเรียนไทยที่เวียดนามสั่งซื้อจะถูกส่งออกไปขายทำกำไรในประเทศจีน เนื่องจากเวียดนามมีชายแดนติดกับประเทศจีน ได้แก่ ด่านหม่องก๋ายของเวียดนาม กับด่านตง
คุณธีรชัย ใจช่วย (พี่ต้น) อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 13 ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรหัวก้าวหน้ากลับมาพัฒนาและขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์ไก่ประดู่หางดำแปรรูปของคุณแม่ เป้าหมายเพื่อต่อยอดสินค้าให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ พี่ต้น เล่าความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ไก่ประดู่หางดำแปรรูปแบรนด์ป้าหล้าว่า คุณแม่ของตนเองก็คือ ป้าหล้า เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ป้าหล้าขึ้นมา เนื่องจากในสมัยแรกเริ่มทำเป็นกลุ่มเครดิตยูเนี่ยนมีการส่งเสริมให้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำ ให้กับสมาชิกที่ไม่มีอาชีพ และมีการกระจายความรู้ มีผู้เลี้ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เนื่องจากในสมัยนั้นไก่ประดู่หางดำยังเป็นไก่สายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีตลาดรองรับเท่าที่ควรคุณแม่จึงได้มีการเข้าไปปรึกษากับทางกรมปศุสัตว์ ก็ได้รับโอกาสและความรู้ในด้านต่างๆ หลังจากนั้น คุณแม่จึงผันตัวจากเป็นผู้เลี้ยงมาเป็นผู้แปรรูป สร้างโรงงานแปรรูปไก่เล็กๆ เป็นของตัวเอง ซึ่งหลังจากที่ตนเองได้ลาออกจากพนักงานประจำก็เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจที่แม่สร้างไว้ มีการทำมาตรฐานโรงงาน สินค้าทุกตัวมีมาตรฐาน อย. และพัฒนามาตรฐานเพิ่มขึ้นเข้าสู่มาตรฐานโอท็อปตั้งแต่ 3-5 ดาว เป้าหมาย
สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง โดย คุณวสันต์ สุขสุวรรณ เกษตรจังหวัดตรัง พร้อมด้วยคณะนิเทศงาน สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง นิเทศงานสำนักงานเกษตรอำเภอหาดสำราญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2564 โดยมีเกษตรอำเภอ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เข้ารับการนิเทศ ซึ่งมีประเด็นการขับเคลื่อนงานนโยบายการประเมินวิสาหกิจชุมชน การประกวด ศจช. และ ศดปช. ดีเด่น ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาด โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำระดับไร่นา โครงการ 1 ตำบล 1 เกษตรทฤษฎีใหม่ ไม้ผลอัตลักษณ์ เกษตรผสมผสาน โครงการพัฒนาฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร พืชฤดูแล้ง ทะเบียนเกษตรกร ระบบ ส่งเสริมการเกษตร (T&V system) ศพก. การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การคัดเลือกเกษตรกร บุคคล และสถาบัน รวมทั้งประเด็นปัญหา (Hot Issue) ในการดำเนินงานในพื้นที่ ณ ห้องประชุมอำเภอหาดสำราญ คณะนิเทศได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรบ้านโคกวา ตั้งอยู่ หมู่ที่ 6 ตำบลหาดสำราญ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง ซึ่งดำเนินกิจกรรมแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรคือ การผลิตปลาเค็มกางมุ้ง ซึ่งมีรสชาติดี กลมกล่อม สะอาด และปลอ
จันทบุรี จังหวัดที่มีสภาพภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์ ประกอบไปด้วยป่าไม้ ภูเขา และแหล่งน้ำ จึงไม่แปลกที่จะเห็นประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดนิยมประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมงมากที่สุด และไม่เพียงแต่ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่เอื้ออำนวยเพียงอย่างเดียว แต่เกษตรกรที่นี่ยังมีความสามารถในการจัดการสวนผลไม้ให้มีคุณภาพ ทำให้จังหวัดจันทบุรีกลายเป็นเมืองแห่งผลไม้ หากใครอยากรับประทานผลไม้ที่อร่อยที่สุดต้องมาที่จันทบุรี แต่เมื่อประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร บางครั้งก็อาจทำให้เกิดวิกฤตสินค้าล้นตลาดขึ้นมา เพราะฉะนั้น การเกษตรต้องไม่เพียงแต่ปลูกได้ ขายเป็น แต่ต้องรู้จักวิธีการต่อยอดผลผลิตแปรรูปสร้างมูลค่าเพื่อหลุดพ้นปัญหาสินค้าล้นตลาดอีกด้วย คุณอรชร เพิ่มพวก หรือ พี่อร อยู่บ้านเลขที่ 31/1 หมู่ที่ 3 ตำบลรำพัน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าศาลา ผู้ริเริ่มการแปรรูปน้ำมังคุดจันทรส เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ จนทุกวันนี้เธอสามารถหลีกหนีจากปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการนำมังคุดที่สุกเกินไปไม่สามารถส่งออกเป็นผลสดได้ นำมาแปรรูปเป็นหลากหลายผลิตภัณฑ์จากมังคุด ไม่ว่าจะเป็น น้ำมังคุด 70 และ 1
“จังหวัดสมุทรสงคราม” แม้เป็นเมืองที่มีขนาดพื้นที่เล็กที่สุดในประเทศ แต่เป็นพื้นที่การเกษตรที่มีศักยภาพสูง ในฐานะ “เมืองสามน้ำ” ทั้ง น้ำจืด-น้ำกร่อย-น้ำเค็ม ผักผลไม้ที่ปลูกในโซนนี้มีรสชาติหวานหอม กรอบ อร่อย ใครได้ชิมก็ต้องติดใจ ผลไม้สมุทรสงครามที่มีรสชาติอร่อยสุดๆ เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศ เช่น ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ มะพร้าวน้ำหอม ลิ้นจี่ค่อมแม่กลอง กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าเขียว ฯลฯ ปัจจุบัน เกษตรกรจำนวนมากในจังหวัดสมุทรสงครามนิยมปลูกกล้วยน้ำว้าเขียวกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมือง ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ระบุว่า พื้นที่อำเภอเมือง มีแหล่งน้ำค่อนข้างจะเค็มหรือกร่อยกว่าอำเภออื่น แต่ต้นกล้วยน้ำว้าเขียวเป็นไม้ผลที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามได้อย่างดี ปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตสูง 80-90 เปอร์เซ็นต์ ของการปลูก กล้วยน้ำว้าเขียว ของจังหวัดสมุทรสงครามมีลักษณะเด่นคือ ลำต้นไม่ใหญ่ แต่เครือใหญ่ หวีโต ผลใหญ่ เปลือกสีเขียว ปลายจุกแหลม เนื้อกล้วยมีรสหวาน เมล็ดไม่ใหญ่ ไม่มีปัญหาโรคตายพราย กล้วยน้ำว้าเขียว เข้าข่ายสำนวนไทยที่ว่า
หากใครได้มีโอกาสผ่านไปผ่านมายังจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเข้าสู่อำเภอสามชุกก่อนที่จะมุ่งไปยังจังหวัดชัยนาท จะเห็น 2 ข้างทาง เรียงรายไปด้วยร้านพวงมาลัย ที่ใครพบเห็นแล้วเป็นต้องจอดซื้อเพื่อคล้องกราบไว้สิ่งศักดิ์ประจำรถรถก่อนที่จะออกเดินทางไกล ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ ได้มีโอกาสผ่านในแถบย่านนี้จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณพูลศักดิ์ คำหอม อยู่บ้านเลขที่ 422 หมู่ที่ 5 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรรบุรี เล่าให้ฟังว่า ชุมชนย่านนี้ได้ร้อยพวงมาลัยเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงครอบครัวกันมามากกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งสมัยก่อนที่เขายังป็นเด็ก ก็จะใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ช่วยที่บ้านร้อยพวงมาลัย “ที่นี่เรียกว่าทำกันมานานมาก เรื่องร้อยพวงมาลัย ซึ่งที่บ้านผมก็จะเน้นปลูกดงมะลิเอง เพื่อเป็นการลดต้นทุน เพราะมะลิเดี๋ยวนี้แพงมาก ถ้าช่วงที่ราคาขึ้นจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 600-1,000 บาท แต่ถ้าเรามีดงมะลิเอง จะลดเรื่องราคาค่าซื้อมะลิมาได้มาก อย่างวันหนึ่งก็จะได้กำไรตกวันละ 3,000 บาท เพราะเราจะขายขาจรจากคนที่ผ่านไปผ่านมา และก็ตามตลาดนัดที่แม่ไปส่งขายให้”คุณพูลศักดิ์ กล่าว ซึ่งคุณพูลศักดิ์ บอกว่า
“เราเปลี่ยนจากของที่ไม่มูลค่า ให้เป็นของมีค่าได้ จากหนึ่งสมองสองมือของเรา ขอเพียงมีความกระตือรือร้นในการหาความรู้ในสิ่งที่จะทำ และตั้งใจลงมือทำ รับรองได้ว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม” คุณอาทิตย์ เจียวท่าไม้ หรือ พี่นก อยู่ที่ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร อดีตวิศวกรผันตัวเป็นเกษตรกร สานต่องานสวนของครอบครัว สู่การพัฒนาต่อยอดแปรรูปสกัดน้ำมันหอมระเหย สำหรับใช้ในวงการอุตสาหกรรมการผลิตยาและเวชสำอาง สามารถสร้างมูลค่าจากของเหลือทิ้งได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม พี่นก เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนเองทำงานเป็นวิศวกร เกี่ยวกับชิ้นส่วนยานยนต์ ที่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการมานานกว่า 15 ปี จนมาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ต้องกับมาสานต่องานเกษตรของที่บ้าน เนื่องจากคุณพ่อประสบปัญหาด้านสุขภาพ โดยที่บ้านตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษรุ่นอากง อาม่า ทำอาชีพปลูกหมาก ปลูกพลูขายใบสดมาก่อน หลังลาออกจากงานก็เข้ามาช่วยงานที่บ้านอย่างเต็มตัว โดยเริ่มต้นเรียนรู้งานตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การดูแล รวมถึงการตลาดของใบพลู ทำให้ได้ทราบถึงปัญหาของคนสมัยบรรพบุรุษที่ต้องประสบคือ ปัญหาในเรื่องของสภาพ
ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ของ สศก. โดยศูนย์ประเมินผล เพื่อติดตามประเมินผลโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ของกลุ่มแปลงใหญ่กาแฟบ้านป๊อก ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 16-21 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มแปลงใหญ่กาแฟบ้านป๊อก ถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ เกษตรกรมีการผลิตและกำหนดมาตรฐานอย่างเข้มงวด จนสามารถพัฒนาไปสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์และการเชื่อมโยงตลาด สร้างรายได้ให้กับกลุ่มถึงปีละ 16 ล้านบาท สำหรับกลุ่มแปลงใหญ่กาแฟบ้านป๊อก เดิมเกษตรกรมีการทำไร่กาแฟพันธุ์ Arabica ซึ่งเป็นพันธุ์เหมาะสมกับพื้นที่สูง โดยปลูกแซมในพื้นที่ป่า ต่อมาได้มีการรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกชา-กาแฟคุณภาพบ้านป๊อก และเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในปี 2561 มีสมาชิกกลุ่ม 30 ราย พื้นที่ 400 ไร่ มี คุณไพบูรณ์ พรหมเป๊ง เป็นประธานแปลง โดยทางกลุ่มได้รับการส่งเสริมการพัฒนาตามแนวทางของโครงการตลอด 3 ปีอย่างต่อเนื่อง เช่น การดูแลต้น การแต่งกิ่งและผล การลดต้นทุนการผลิตผ่านการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ การใส่ปุ๋ย
การทอผ้าพื้นเมืองชาวเขาถือเป็นงานศิลปะที่เกิดจากวัฒนธรรมเก่าแก่ทางภาคเหนือหลายเผ่าพันธุ์ อาทิ ม้ง กะเหรี่ยง มูเซอ อาข่า และเย้า ที่ถักร้อยความเป็นไทยและต่างถิ่นไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มีการพัฒนารูปแบบลวดลายให้มีความหลากหลายทางมิติความงามแฝงไปด้วยความคิด ความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน กระทั่งถูกนำมาผสมผสานกับแฟชั่นสากล เป็นการยกระดับผ้าชาวเขาให้เป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงไม่เพียงตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า แต่ยังถูกประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์ของใช้และเครื่องประดับหลายชนิดได้อีกด้วย คุณมนตรี สุรินทร์ หรือ คุณใหญ่ และแฟน ร่วมกันดึงเอกลักษณ์ของผ้าชาวเขาผสมผสานเข้ากับผ้าพื้นพร้อมออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายสไตล์ในชื่อแบรนด์ “ม้งจิ” (HMONGI by rhada) ตอบโจทย์ความต้องการได้ทุกกลุ่ม สร้างความสนใจให้แก่ลูกค้าทุกเพศวัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ คุณใหญ่และแฟนเคยเป็นมนุษย์เงินเดือน ระหว่างทำงานหารายได้เพิ่มด้วยการนำสินค้าที่ชาวเขาผลิตขึ้นอย่างรองเท้าและกระเป๋ามาขายทางออนไลน์แล้วได้รับความสนใจ เผอิญไปเจอญาติประกอบอาชีพเย็บรองเท้าที่ลำพูน จึงให้ตัดเย็บรองเท้าแนวโมเดิร์น โดยใช้ผ้าชาวเขาเป็นวัสดุจำนวน 50 คู่ เพื่อล
