แปรรูปสินค้าเกษตร
ขึ้นชื่อว่า “นครนายก” จัดเป็นจังหวัดที่อุดมไปด้วยพืชผลการเกษตรสำคัญหลายชนิด มีผลไม้เด่นอย่าง “มะยงชิด” ที่ได้รับความสนใจมิใช่น้อย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าจังหวัดนี้มี “มะดัน” ที่เป็น ไม้ผลเด่นอีกชนิดจนได้รับขนานนามว่า “เมืองมะดัน นครนายก” เมื่อพูดถึง “มะดัน” ย่อมรู้สึกถึงความเปรี้ยว เข็ดฟันจี๊ดจ๊าดขึ้นมาทันทีแม้ยังมิได้ลิ้ม แต่ความเปรี้ยวของไม้ผลชนิดนี้ก่อให้เกิดประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ จึงถูกนำไปใช้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม ยา หรือแม้แต่ความงาม มะดัน หรือส้มมะดัน หรือส้มไม่รู้ถอย เป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ ผลมะดัน มีลักษณะรูปรีปลายแหลม มีสีเขียว ผิวเรียบเป็นมันลื่น มีรสเปรี้ยวถึงเปรี้ยวจัด มีวิตามินซีสูงด้วย จึงนิยมรับประทานทั้งสดโดยจิ้มกับพริกเกลือแล้วยังใช้แทนมะนาวสำหรับปรุงอาหาร หรืออาจแปรรูปเป็นมะดันแช่อิ่ม หรือมะดันดองแช่อิ่ม เป็นที่น่าดีใจเมื่อกลุ่มชาวบ้านที่ตำบลท่าทราย นครนายก มองเห็นประโยชน์ของมะดันที่มีอยู่มากมายในพื้นที่ จึงนำมาใช้ในกระบวนการทำปลาเค็มแดดเดียวขาย ช่วยสร้างความอร่อย มีกลิ่นหอม ลดความเค็ม แล้วยังปลอดภัยต่อสุขภาพ กลุ่มที่นำมะดันมาใช้กับปลาเค็มแดดเดีย
จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดในประเทศไทยอย่างหนักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้หลายคนเริ่มจะขาดรายได้ บางคนตกงานกลับบ้านเกิด ซ้ำร้ายที่บ้านเกิดตัวเองยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพราะมองไปที่ไหนร้านค้าก็ซบเซาไร้ลูกค้ามาซื้อของ ไม่คึกคักดังเดิม แต่เมื่อไม่นานมานี้กลับมาพบว่า ภายในบ้านเลขที่ 287 หมู่ที่ 1 บ้านธาตุสบแวน ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นบ้านของข้าราชการสาวสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งใช้เวลาหลังเลิกงานมาเพาะเลี้ยงด้วงสาคู โดยเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ที่สามารถส่งขายในพื้นที่ รวมทั้งยังสามารถโกอินเตอร์ที่เวลานี้ทาง EU เตรียมอ้าแขนรับด้วย ด้วงสาคู เป็นแมลงกินได้ที่มาแรง มีการเพาะเลี้ยงกันมากในแถบจังหวัดภาคใต้ เป็นที่นิยมบริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เนื่องจากสามารถเพาะเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก ขนาดของตัวหนอนค่อนข้างโต มีน้ำหนัก ขายได้ราคาดี เป็นแมลงเศรษฐกิจที่น่าสนใจทั้งในด้านการเพาะเลี้ยง ซึ่งมีวงจรชีวิตสั้นและนำไปบริโภคเช่นเดียวกับแมลงชนิดอื่นๆ สำหรับด้วงสาคู หรือด้วงลาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Rhynchophorus ferrugi
น้ำปู เป็นการใช้ประโยชน์จากปู โดยเฉพาะการนำปูที่ดูไร้ค่า มาจัดการทำเป็นของกินที่อร่อยได้สุดวิเศษ จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เรียกว่า “น้ำปู” เป็นของกินที่เป็นเอกลักษณ์ของคนทางเหนือ พอๆ กับ “ปลาร้า” เป็นของกินที่เป็นเอกลักษณ์ของเพื่อนพ้องชาวอีสาน หรือ “บูดู” ของชาวใต้ หลายคนคงเกิดความอยากรู้แล้วซิว่า ปูนาที่ดูไม่มีราคาอะไร จะมาเป็น “น้ำปู” ของกินแสนอร่อยของชาวเหนือได้อย่างไร ตำนานการทำน้ำปู ไม่เคยมีใครกล่าวถึงว่า ทำไมทำน้ำปู ทำยุคไหน เมื่อไร ไม่ปรากฏ แต่ในช่วงเดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคม ถือว่าช่วงนี้หากทำน้ำปูแล้วจะเลิศรสที่สุด ความอร่อยของน้ำปูช่วงนี้ถือว่าสุดยอดเลยทีเดียว พอหมดฤดูนี้ไปจะไม่มีการทำน้ำปูในภาคเหนือเลย น้ำปู 1 ปีทำได้เพียงครั้งเดียว หากเลยช่วงนี้ไปจะไม่อร่อย การทำน้ำปูไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ต้องอดทนพอสมควรจึงจะผลิตน้ำปูออกมาได้ ยิ่งไปกว่านั้น น้ำปูจะทำในหมู่บ้านไม่ได้ ต้องไปทำที่ห้างนา กลางทุ่งนา ตามป่าช้า เพราะเวลาต้มน้ำปูนั้นต้องใช้เวลาเป็นวันๆ และกลิ่นของน้ำปูจะแรงจัดมาก บางคนแพ้กลิ่นขนาดว่าเป็นลมเลยก็มี แต่คนที่แพ้น้ำปูจริงๆ มีจำนวนน้อยมาก ส่วนใหญ่เมื่อลิ้มลองไปแล้ว จะติดใ
เพื่อนรุ่นน้องบอกว่า เขาไปปลูกผักสลัดที่ใกล้ๆ สวนกุหลาบ “ปลูกสลัดที่ใกล้สวนกุหลาบจะปลอดภัยได้อย่างไร กุหลาบใช้ยาเยอะมาก” “เป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์พี่ ได้ใบรับรองเกษตรอินทรีย์ด้วย” เขาบอก “อาวเหรอ พี่เคยอยู่ใกล้ๆ สวนกุหลาบติดริมแม่น้ำปิง ใช้ยาเยอะมาก แรกๆ ดีใจมากอยู่ใกล้สวนกุหลาบ แต่ที่ไหนได้มีแต่กลิ่นยาฟุ้ง ไร้สุขมาก จนต้องย้ายเลย” “ที่นี่เขาปลูกแบบอินทรีย์พี่ ไปไหมพาไปดู ไปเก็บผักมากินด้วย” “จะรออยู่ทำไมเล่า ไปกันเลยสิ…” เรื่องแบบนี้ฉันไม่ช้าอยู่แล้ว สวนกุหลาบอยู่ไม่ไกลจากกาดทุ่งฟ้าบด หรือกาดวัว เป็นตลาดวันเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ มีขายทุกอย่าง เราเข้าซอยไปประมาณกิโลเมตรกว่าๆ มีสวนกุหลาบซ่อนอยู่ตรงนี้จริงๆ สันป่าตองไม่ได้มีแค่ข้าวเหนียวสันป่าตองเท่านั้น มีกุหลาบสันป่าตองด้วย กุหลาบมอญสีแดง สีชมพู กลิ่นหอมชื่นใจที่สุด กลิ่นหอมสะอาดจากกุหลาบเป็นอย่างนี้เอง “ถ้าพี่รู้ว่ามีสวนกุหลาบอินทรีย์อยู่ตรงนี้พี่มานานแล้ว พี่คิดว่าเป็นสวนกุหลาบธรรมดา” ผักสลัดถูกลืมไปเลยเมื่อมาเจอสวนกุหลาบ โชคดีได้พบเจ้าของสวนด้วย ลุงเสริฐ (ประเสริฐ สมโณ) แกเพิ่งเก็บกุหลาบเสร็จใหม่ๆ นั่งชมกุหลาบแล้วก็ค
หากเอ่ยชื่อ “กล้วยบ้านก้อง” หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ หรือเคยแวะเข้าไปเยี่ยมชมกิจการของชาวชุมพร ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 44/1 หมู่ที่ 10 ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ซึ่งคำว่า “กล้วย” มาจาก “กล้วยน้ำว้าท่ายาง” ส่วนคำว่า “ก้อง” คือชื่อเล่นของ คุณสุทธิพงศ์ กฤตโยภาส หนุ่มวัย 33 ปี บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งยังเป็นประธานกลุ่มกล้วยน้ำว้าท่ายางด้วย คุณสุทธิพงศ์ เปิดเผยว่า หลังจบปริญญาตรีใหม่ๆ เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ได้เริ่มลองทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าไทยๆ เช่น บายศรี ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายต้นไม้ จนได้ข้อสรุปว่า การแปรรูปจากกล้วยน้ำว้าท่ายางเป็นสิ่งที่ชอบมากที่สุด เพราะคิดว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้สามารถไปต่อได้ จึงตั้งชื่อว่า “กล้วยบ้านก้อง” แรกๆ ยังต้องซื้อกล้วยน้ำว้าท่ายางจากคนอื่น จนปีถัดมาจึงหาพันธุ์กล้วยน้ำว้าท่ายางมาปลูกเอง เพราะต้องใช้กล้วยเป็นจำนวนมาก “จุดเด่นของกล้วยน้ำว้าท่ายางก็คือ นอกจากจะไม่มีเมล็ดเหมือนกล้วยน้ำว้าทั่วไปแล้ว ไส้ของกล้วยยังไม่มีแกน เมื่อนำมาขูดเพื่อแปรรูปจึงสามารถขูดได้จนถึงส่วนกลางเลย อีกทั้งไส้จะนิ่มมาก สามารถนำมาทำกล้วยน้ำว้าอบ กล้วยน้ำว้าแผ่น ซึ่งถือเป็น original
หากเอ่ยถึงจังหวัดสมุทรสงคราม สิ่งที่ทุกคนนึกถึงน่าจะเป็นตลาดน้ำอัมพวาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบตลาดน้ำ ที่มีแหล่งสินค้าและอาหารหลากหลายรูปแบบได้ให้ชิมกันในช่วงวันหยุดยาวๆ ของผู้ที่รักการกินอาหารหลากหลายเมนู ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ทำกับครอบครัว เมื่อชุมชนเมืองได้รุกคืบเข้ามามากขึ้น วิถีชีวิตของคนในชุมชนก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปด้วย จึงทำให้คนหนุ่มสาวสมัยใหม่ เลือกที่จะไปประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาชีพทางการเกษตร จึงทำให้ภูมิปัญญาบางอย่างในจังหวัดสมุทรสงครามค่อยๆ เลือนหายไป อย่างเช่น การทำน้ำตาลมะพร้าวของคนในชุมชน ที่ทำกันแบบธุรกิจครอบครัว คุณปรีชา เจี๊ยบหยู อยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านปรก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ให้ข้อมูลว่า เริ่มแรกเดิมทีการทำน้ำตาลมะพร้าวในจังหวัดสมุทรสงครามมีทำกันเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อสังคมเมืองมีการขยายตัว ทุกคนมีทางเลือกมากขึ้น จึงได้ตัดสินใจไปทำอาชีพอื่นแทน จึงส่งผลให้การทำน้ำตาลมะพร้าวค่อยๆ สูญหายไป เขาจึงได้ทำการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง โดยนำชาวบ้านที่มีองค์ความรู้มารวมกลุ่ม จนทำให้ทุกวันนี้การทำน้ำตาลมะพร้าวของกลุ่มสามารถทำรายได้เลี้ยงสมาชิกได้ถึง
ฉบับก่อนหน้านี้ ผมได้เขียนถึงแนวทางพัฒนาสับปะรดของภาคตะวันออก ที่มีข้อสรุปว่าให้เกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไปพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสับปะรดขึ้นมา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หวังเป็นทางแก้ปัญหาผลผลิตที่ออกมามากและ/หรือเป็นอีกทางเลือกของอาชีพแบบคู่ขนานกันไป ต่อมาได้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการที่ให้แนวคิดและลงมือฝึกปฏิบัติจริง เพื่อเพิ่มทักษะ/ประสบการณ์โดยตรงกับกูรูผู้แปรรูปสับปะรดมือระดับประเทศ คุณป้าละออ สุวรรณสว่าง ประธานกลุ่มผลไม้แปรรูปบ้านหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ซึ่งได้ถ่ายทอดวิธีการและเทคนิคการทำสับปะรดกวนกะทิ อีกสินค้า signature ของระยอง ให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมอย่างละเอียด โดยใช้สถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ และวัตถุดิบของกลุ่มดำเนินการ งานนี้มีสูตรและเคล็ดลับการผลิตมาฝากทุกท่าน เอาไปต่อยอดสร้างอาชีพกันได้แน่นอนครับ ขอเริ่มที่ความเป็นมาของงานนี้ว่า เป็นโครงการ : การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์จากสับปะรดเพื่อเศรษฐกิจชุมชน จัดโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง กิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดขึ้น 3
งานเกษตรกรรมถือเป็นวิถีชีวิตที่อยู่คู่กับคนลุ่มน้ำปากพนังมาช้านาน เนื่องด้วยมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เอื้ออำนวยต่อการทำประมง ชาวบ้านแถบบริเวณนี้ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มี สร้างเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัว แต่ถึงแม้จะมีองค์ประกอบที่ครบและเอื้ออำนวยเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานกับอนาคตที่คาดการณ์ไม่ได้ อย่างเช่นโรคระบาดที่เกิดขึ้นในตอนนี้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ตลาดปิด ผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านลุ่มน้ำปากพนังจึงต้องลุกมาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ให้รอดพ้นและก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ คุณศิริพงษ์ ดินดำรงกุล ฝ่ายการตลาด ศ.ศุภณัฐฟาร์ม อยู่บ้านเลขที่ 18/1 หมู่ที่ 7 ตำบลบางศาลา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช อดีตพนักงานประจำบริษัทไอทีชื่อดังที่กรุงเทพฯ พลิกชีวิตกลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดลุ่มแม่น้ำปากพนัง ด้วยเหตุผลที่มีความสนใจในงานเกษตรเป็นทุนเดิม ประจวบเหมาะกับหลายสิ่งที่ลงตัวจึงกลับมาเริ่มต้นชีวิตการเป็นเกษตรกรที่บ้านทันที ด้วยการเข้าไปช่วยโรงงานรับซื้อปลาสดของญาติ ทำอยู่ในฝ่ายการตลาดและอยากจะพัฒนาแปรรูปสินค้าจากปลาให้มีความหลากหลายและเพิ่
วิกฤติราคามะพร้าวยังคงสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวสวนอย่างทั่วหน้า ไม่เว้นแม้แต่ คุณพรเลิศ เลี่ยนเครือ ผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่จังหวัดกาญจนบุรีด้วย แต่ผลกระทบในครั้งนี้กลับเป็นจุดเปลี่ยนอาชีพด้วยการหันไปผลิตเป็นน้ำตาลมะพร้าวอินทรีย์ แล้วคิดค้นเทคโนโลยีเครื่องจักรประยุกต์เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม รองรับการผลิตเพื่อป้อนให้แก่อุตสาหกรรมอาหารและขนมหลายแห่ง พร้อมกับผลิตส่งขายให้กับอเมริกาและฝรั่งเศสมานานเกือบ 10 ปี สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดกาญจนบุรีด้วยแบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำตาลมะพร้าวคุณภาพชื่อ “ไผ่ริมแคว” คุณพรเลิศ เลี่ยนเครือ หรือ พี่แดง อดีตเคยทำงานที่การไฟฟ้าทองผาภูมิ ในตำแหน่งพนักงานเก็บเงินมานานกว่า 14 ปี ก่อนจะผันตัวเองเข้าสู่เส้นทางเกษตรกรรมด้วยการเลี้ยงปลากระชังเป็นปลาทับทิมกว่า 400 กระชัง ซึ่งถือเป็นรายใหญ่ของกาญจนบุรี จากนั้นต่อยอดด้วยการทำร้านอาหารแล้วนำปลาที่เลี้ยงไปทำเมนูปลาต่างๆ แล้วหันไปปลูกผลไม้ในสวนตัวเองอย่างจริงจังหลายชนิด รวมถึงมะพร้าวน้ำหอม จนนำมาสู่การทำธุรกิจน้ำตาลมะพร้าวที่โด่งดังของจังหวัดจนทุกวันนี้ “ทำสวนผลไม้ อย่างขนุน ส้มโอ แก้วมังกร กระท้อน มะพร้าว ฯลฯ แต่ประสบปัญห
นับย้อนหลังไปสัก 10 ปี เวียดนามไม่เคยเป็นคู่แข่งของไทยในเรื่องการค้าหรือส่งออกข้าว แม้จะผลิตข้าวเหมือนกัน แต่เป็นที่รู้กันว่าผลผลิตข้าวเวียดนาม ทั้งปริมาณและคุณภาพ ยังห่างไกลข้าวจากไทยอีกมาก ข้อเท็จจริงเมื่อ 20 ปีก่อนนั้นทำให้พี่ไทยลืมไปว่า ทุกอย่างพัฒนาการได้ วันนี้เวียดนามกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ คุณภาพข้าวของเวียดนามพัฒนาไปไกล และแม้จะยังไม่มีข้าวคุณภาพระดับเทพอย่างข้าวหอมมะลิจากไทย แต่เวียดนามมีข้าวหอมมะลิของตัวเอง ส่งไปขายทั่วโลก ภายใต้ชื่อ Jasmine Rice เหมือนกัน และก็ขายดิบขายดี โดยพี่ไทยทำอะไรได้ไม่มาก นอกจากโวยว่าเขาเลียนแบบ แต่กระนั้นก็ทำอะไรตลาดข้าวเวียดนามไม่ได้ ข้าวสารที่ขายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มาจากเวียดนามเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าคนไทยจะโวยต่ออีกว่าที่จริงก็ข้าวไทยนั่นแหละ แต่เอาไปใส่ตราเวียดนามแต่ก็นั่นแหละ คนเขารู้จักว่าข้าวสารที่ขายดีในสหรัฐอเมริกา คือ ข้าวเวียดนาม (เหมือนซอสพริกศรีราชา ที่เริ่มจากไทย แต่ตอนนี้กลายเป็นยี่ห้อของซอสพริกเวียดนามไปแล้ว) เวียดนาม มีพื้นที่ 3 แสนกว่าตารางกิโลเมตร เป็นป่าเสีย 1 ใน 3 และราว ร้อยละ 20 ใช้เพาะปลูกพื
