แปรรูปสินค้าเกษตร
“จังหวัดสมุทรสงคราม” แม้เป็นเมืองที่มีขนาดพื้นที่เล็กที่สุดในประเทศ แต่เป็นพื้นที่การเกษตรที่มีศักยภาพสูง ในฐานะ “เมืองสามน้ำ” ทั้ง น้ำจืด-น้ำกร่อย-น้ำเค็ม ผักผลไม้ที่ปลูกในโซนนี้มีรสชาติหวานหอม กรอบ อร่อย ใครได้ชิมก็ต้องติดใจ ผลไม้สมุทรสงครามที่มีรสชาติอร่อยสุดๆ เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศ เช่น ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ มะพร้าวน้ำหอม ลิ้นจี่ค่อมแม่กลอง กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าเขียว ฯลฯ ปัจจุบัน เกษตรกรจำนวนมากในจังหวัดสมุทรสงครามนิยมปลูกกล้วยน้ำว้าเขียวกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมือง ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ระบุว่า พื้นที่อำเภอเมือง มีแหล่งน้ำค่อนข้างจะเค็มหรือกร่อยกว่าอำเภออื่น แต่ต้นกล้วยน้ำว้าเขียวเป็นไม้ผลที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามได้อย่างดี ปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตสูง 80-90 เปอร์เซ็นต์ ของการปลูก กล้วยน้ำว้าเขียว ของจังหวัดสมุทรสงครามมีลักษณะเด่นคือ ลำต้นไม่ใหญ่ แต่เครือใหญ่ หวีโต ผลใหญ่ เปลือกสีเขียว ปลายจุกแหลม เนื้อกล้วยมีรสหวาน เมล็ดไม่ใหญ่ ไม่มีปัญหาโรคตายพราย กล้วยน้ำว้าเขียว เข้าข่ายสำนวนไทยที่ว่า
หากใครได้มีโอกาสผ่านไปผ่านมายังจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเข้าสู่อำเภอสามชุกก่อนที่จะมุ่งไปยังจังหวัดชัยนาท จะเห็น 2 ข้างทาง เรียงรายไปด้วยร้านพวงมาลัย ที่ใครพบเห็นแล้วเป็นต้องจอดซื้อเพื่อคล้องกราบไว้สิ่งศักดิ์ประจำรถรถก่อนที่จะออกเดินทางไกล ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ ได้มีโอกาสผ่านในแถบย่านนี้จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณพูลศักดิ์ คำหอม อยู่บ้านเลขที่ 422 หมู่ที่ 5 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรรบุรี เล่าให้ฟังว่า ชุมชนย่านนี้ได้ร้อยพวงมาลัยเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงครอบครัวกันมามากกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งสมัยก่อนที่เขายังป็นเด็ก ก็จะใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ช่วยที่บ้านร้อยพวงมาลัย “ที่นี่เรียกว่าทำกันมานานมาก เรื่องร้อยพวงมาลัย ซึ่งที่บ้านผมก็จะเน้นปลูกดงมะลิเอง เพื่อเป็นการลดต้นทุน เพราะมะลิเดี๋ยวนี้แพงมาก ถ้าช่วงที่ราคาขึ้นจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 600-1,000 บาท แต่ถ้าเรามีดงมะลิเอง จะลดเรื่องราคาค่าซื้อมะลิมาได้มาก อย่างวันหนึ่งก็จะได้กำไรตกวันละ 3,000 บาท เพราะเราจะขายขาจรจากคนที่ผ่านไปผ่านมา และก็ตามตลาดนัดที่แม่ไปส่งขายให้”คุณพูลศักดิ์ กล่าว ซึ่งคุณพูลศักดิ์ บอกว่า
“เราเปลี่ยนจากของที่ไม่มูลค่า ให้เป็นของมีค่าได้ จากหนึ่งสมองสองมือของเรา ขอเพียงมีความกระตือรือร้นในการหาความรู้ในสิ่งที่จะทำ และตั้งใจลงมือทำ รับรองได้ว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม” คุณอาทิตย์ เจียวท่าไม้ หรือ พี่นก อยู่ที่ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร อดีตวิศวกรผันตัวเป็นเกษตรกร สานต่องานสวนของครอบครัว สู่การพัฒนาต่อยอดแปรรูปสกัดน้ำมันหอมระเหย สำหรับใช้ในวงการอุตสาหกรรมการผลิตยาและเวชสำอาง สามารถสร้างมูลค่าจากของเหลือทิ้งได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม พี่นก เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนเองทำงานเป็นวิศวกร เกี่ยวกับชิ้นส่วนยานยนต์ ที่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการมานานกว่า 15 ปี จนมาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ต้องกับมาสานต่องานเกษตรของที่บ้าน เนื่องจากคุณพ่อประสบปัญหาด้านสุขภาพ โดยที่บ้านตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษรุ่นอากง อาม่า ทำอาชีพปลูกหมาก ปลูกพลูขายใบสดมาก่อน หลังลาออกจากงานก็เข้ามาช่วยงานที่บ้านอย่างเต็มตัว โดยเริ่มต้นเรียนรู้งานตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การดูแล รวมถึงการตลาดของใบพลู ทำให้ได้ทราบถึงปัญหาของคนสมัยบรรพบุรุษที่ต้องประสบคือ ปัญหาในเรื่องของสภาพ
ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ของ สศก. โดยศูนย์ประเมินผล เพื่อติดตามประเมินผลโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ของกลุ่มแปลงใหญ่กาแฟบ้านป๊อก ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 16-21 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มแปลงใหญ่กาแฟบ้านป๊อก ถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ เกษตรกรมีการผลิตและกำหนดมาตรฐานอย่างเข้มงวด จนสามารถพัฒนาไปสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์และการเชื่อมโยงตลาด สร้างรายได้ให้กับกลุ่มถึงปีละ 16 ล้านบาท สำหรับกลุ่มแปลงใหญ่กาแฟบ้านป๊อก เดิมเกษตรกรมีการทำไร่กาแฟพันธุ์ Arabica ซึ่งเป็นพันธุ์เหมาะสมกับพื้นที่สูง โดยปลูกแซมในพื้นที่ป่า ต่อมาได้มีการรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกชา-กาแฟคุณภาพบ้านป๊อก และเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในปี 2561 มีสมาชิกกลุ่ม 30 ราย พื้นที่ 400 ไร่ มี คุณไพบูรณ์ พรหมเป๊ง เป็นประธานแปลง โดยทางกลุ่มได้รับการส่งเสริมการพัฒนาตามแนวทางของโครงการตลอด 3 ปีอย่างต่อเนื่อง เช่น การดูแลต้น การแต่งกิ่งและผล การลดต้นทุนการผลิตผ่านการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ การใส่ปุ๋ย
การทอผ้าพื้นเมืองชาวเขาถือเป็นงานศิลปะที่เกิดจากวัฒนธรรมเก่าแก่ทางภาคเหนือหลายเผ่าพันธุ์ อาทิ ม้ง กะเหรี่ยง มูเซอ อาข่า และเย้า ที่ถักร้อยความเป็นไทยและต่างถิ่นไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มีการพัฒนารูปแบบลวดลายให้มีความหลากหลายทางมิติความงามแฝงไปด้วยความคิด ความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน กระทั่งถูกนำมาผสมผสานกับแฟชั่นสากล เป็นการยกระดับผ้าชาวเขาให้เป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงไม่เพียงตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า แต่ยังถูกประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์ของใช้และเครื่องประดับหลายชนิดได้อีกด้วย คุณมนตรี สุรินทร์ หรือ คุณใหญ่ และแฟน ร่วมกันดึงเอกลักษณ์ของผ้าชาวเขาผสมผสานเข้ากับผ้าพื้นพร้อมออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายสไตล์ในชื่อแบรนด์ “ม้งจิ” (HMONGI by rhada) ตอบโจทย์ความต้องการได้ทุกกลุ่ม สร้างความสนใจให้แก่ลูกค้าทุกเพศวัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ คุณใหญ่และแฟนเคยเป็นมนุษย์เงินเดือน ระหว่างทำงานหารายได้เพิ่มด้วยการนำสินค้าที่ชาวเขาผลิตขึ้นอย่างรองเท้าและกระเป๋ามาขายทางออนไลน์แล้วได้รับความสนใจ เผอิญไปเจอญาติประกอบอาชีพเย็บรองเท้าที่ลำพูน จึงให้ตัดเย็บรองเท้าแนวโมเดิร์น โดยใช้ผ้าชาวเขาเป็นวัสดุจำนวน 50 คู่ เพื่อล
บริษัท อะเบ้าท์ แพสชั่น กรุ๊ป จำกัด ผู้นำตลาดแซนด์วิช DIY ชั้นนำที่ใหญ่ที่สุดของโลก แบรนด์ Subway (ซับเวย์) จับมือแบรนด์ MEAT ZERO (มีทซีโร่) ผู้นำด้านนวัตกรรมเนื้อจากพืช (Plant-Based) ในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “Plant-Based Garlic & Herb Patty” รองรับลูกค้ากลุ่มมังสวิรัติยืดหยุ่น (Flexitarian) ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกและสุขภาพที่ดี นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาดกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า เทรนด์การดูแลสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้กระแสของ Plant-Based เป็นที่สนใจมากขึ้นเช่นกัน สำหรับแบรนด์ MEAT ZERO เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชที่ใช้นวัตกรรม Plant-Tec ทำให้มี รสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัส ใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริง อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริง เป็นโปรตีนทางเลือกที่ดี มีกากใยอาหาร ไขมันต่ำกว่าเนื้อสัตว์ และที่สำคัญปราศจากคอเลสเตอรอล “การร่วมมือระหว่าง Subway กับ MEAT ZERO เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ เข้าถึงเนื้อจากพืชมากขึ้น ด้วยเม
มะม่วง เป็นผลไม้พื้นบ้านของไทยที่นิยมปลูกกันแทบทุกภาคของประเทศ แต่ปลูกเป็นแหล่งใหญ่และส่งออกมีไม่กี่แห่ง แหล่งที่รับรู้กันในวงกว้างคือ มะม่วงแปดริ้ว และมะม่วงพิษณุโลก เชื่อว่าคงมีหลายคนไม่รู้มาก่อนว่าอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกแหล่งที่ปลูกมะม่วงส่งออกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และหากผลผลิตเหลือจากการคัดเกรดก็นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงกวน มะม่วงหยี มะม่วงสามรส น้ำมะม่วง มะม่วงแผ่น มะม่วงอบแห้ง ไวน์มะม่วง ทอฟฟี่มะม่วง และนำไปทำเป็นซอสมะม่วง ซึ่งหลายคนชอบใจเพราะถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ชอบมะม่วงเป็นชีวิตจิตใจ รวมถึงพวกที่เบื่อซอสมะเขือเทศที่เราๆ ท่านๆ กินกันมานานหลายชั่วอายุคน ส่งออกไปหลายประเทศ จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า บ้านเรามีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งประเทศกว่า 2 ล้านไร่ แต่เป็นการปลูกเชิงพาณิชย์ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นการปลูกแบบริมรั้ว โดยปี 2557 มีการส่งออกมะม่วงคิดเป็นมูลค่าถึง 3,000 ล้านบาท ในปริมาณกว่า 70,000 ตัน ตลาดส่งออกหลักคือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งทางกรมส่งเสริมฯ มีนโยบายสนับสนุนการปลูกมะม่วงในเชิงอุตสาหกรรมให้มา
คุณนพดล ศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี” เป็นสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดอุทัยธานีมาอย่างยาวนาน ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อปี 2555 ด้วยเอกลักษณ์ของเนื้อปลาที่นุ่ม แน่น และรสชาติหวานอร่อย นิยมนำไปทำเป็นเมนูรับประทานกันในงานเลี้ยงโต๊ะจีนและร้านอาหารในจังหวัด ประกอบกับการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นของผู้ประกอบการในท้องถิ่น ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจและนำรายได้มาสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดปีละ 10 ล้านบาท ปัจจุบันจังหวัดอุทัยธานี (ข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2564) มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี (GI) จำนวน 148 ราย โดยเกษตรกรจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม จากการทำเกษตรกรรมและประมงเป็นหลัก เกษตรกรเลี้ยงประมาณ 1-2 กระชังต่อครัวเรือน พื้นที่กระชังรวม 4.11 ไร่ หรือ 1,644.44 ตาราง
ปีทอง ‘ข้าวไก่แจ้’ เติบโตสวนทางโควิด-เศรษฐกิจ ‘ธีรินทร์’ บอสใหญ่ นำทัพ ‘ปรับตัว-แตกไลน์สินค้า-ลุยตลาดส่งออก’ ตั้งเป้าปี’65 รายได้ 3,000 ล้าน “เมื่อโควิดแพร่ระบาด มีธุรกิจบางกลุ่มที่ได้รับกระทบ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ติดมาตรการของรัฐ แต่ครัวเรือนคนหันกลับมากินข้าวที่บ้านมากขึ้น หุงข้าวกินเองมากขึ้น ทำอาหารที่บ้านมากขึ้น รวมถึงตลาดส่งออกที่สามารถขยายได้ ในบางประเทศพอสถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น เขาอิมพอร์ตข้าวมากขึ้น ในช่วงเวลาที่เขามีความกังวลว่าของจะขาดสต็อกก็มีการออเดอร์ เพราะถ้าประเทศเขาปิดขึ้นมา เขาอาจจะชอร์ตในเรื่องซัพพลายเออร์ได้” ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงแบรนด์ไก่แจ้ เผยถึงสถานการณ์การค้าข้าวในห้วง 1-2 ปีที่ผ่านมาที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยพบว่าข้าวสารตราไก่แก้มีทิศทางการจำหน่ายในประเทศเป็นบวกและยอดส่งออกเพิ่มขึ้น บอสใหญ่ข้าวตราไก่แจ้บริหารธุรกิจอย่างไรให้มีอัตราการเติบโตของธุรกิจและมียอดจำหน่ายสวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ? ธีรินทร์ บอกว่า จากสถานการณ์โควิดลูกค้ากลุ่มร้านอาหารลดลงประมาณ 30% แต่เราได้ใ
สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน พบกันเป็นประจำในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผม ธนากร เที่ยงน้อย ฉบับนี้พาท่านไปพบปะพูดคุยกับอีกหนึ่งธุรกิจเกษตรที่มาแรงแซงทางโค้งทางตรงสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงที่โควิดกำลังฟาดระบาดไปทั่ว นั่นก็คือธุรกิจไม้ด่าง เมื่อพูดถึงธุรกิจนี้หลายคนในวงการเกษตรอาจจะส่ายหน้าบอกว่าธุรกิจไม้ด่างไม่น่าจะยั่งยืน มาเร็วมาแรงก็อาจจะตกเร็วตกแรงเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อผมได้มีโอกาสขยับตัวเข้าไปดูวงการไม้ด่างกลับพบว่าผู้คนในวงการนี้คาดหวังว่านี่จะเป็นธุรกิจที่ไปได้อีกยาวไกล แต่ต้องอาศัยความรู้ทั้งทางธุรกิจและความรู้ทางการเกษตรควบคู่กันไปด้วย ฉบับนี้ผมจึงพาท่านมาฟังแนวคิดและวิธีการทำการตลาดของคนรุ่นใหม่ในวงการไม้ด่างกันครับ สวนเก้า พาเรโซ่ (KAO PARAISO) พาท่านมารู้จักกับ คุณชนะชัย แซ่โง้ว ที่บ้านเลขที่ 99/9 หมู่ที่ 9 ตำบลบางยอ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นสวนรวบรวมพันธุ์ไม้ด่างที่คุณชนะชัยตั้งชื่อสวนแห่งว่า สวนเก้า พาเรโซ่ (KAO PARAISO) ซึ่งมาจากชื่อของพันธุ์ไม้จำพวกฟิโลเดนดรอนตัวหนึ่งที่คุณชนะชัยชื่นชอบ สวนนี
