เทคนิคเกษตร
โดยทั่วไป เมื่อเกษตรกรสูบน้ำจากแม่น้ำมากักเก็บไว้ เวลาที่น้ำไหลเข้าไปในบ่อหรือนาข้าว มักจะพัดพาเศษดินตะกอนเข้ามาด้วย ทำให้บ่อน้ำหรือนาข้าวเกิดปัญหาตื้นเขิน ต้องเสียเงินขุดลอกบ่อยๆ หากต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แนะนำให้ลองนำวิธีของ ครูประทุม สุริยา ปราชญ์ชาวบ้าน ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่เจ้าของ “สวนชีวนิเวศน์ชีวบำบัด” ที่ประยุกต์หลักการทำงานของฝายแม้ว มาใช้ดักตะกอนดินอย่างมีประสิทธิภาพสวนแห่งนี้ แม้สูบน้ำจากแม่น้ำมาใช้แต่ไม่เคยเสียเงินขุดลอกนาเลย เพราะมีระบบการดักดินตะกอนและสารเคมีที่ปะปนมากับน้ำได้อย่างดีเยี่ยม ครูประทุม ได้สังเกตหลักการทำงานของฝายแม้วพบว่า น้ำจะกระเด็นลงไปในหลุม เวลาที่น้ำมาจะตกลงไปในหลุม น้ำจะมีตะกอน ทำให้หลุมตื้นขึ้น เวลาน้ำไหลไปก็จะสะอาด ครูประทุม จึงประยุกต์หลักการจัดการน้ำที่สูบมาจากแม่น้ำ ในรูปแบบใหม่คือ ทำหลุมดักดินตะกอนไว้ตลอดทางทุกระยะ 8 เมตร จะขุดหลุมลึกไว้ 1 ช่อง มีความลึกประมาณครึ่งเมตร เมื่อน้ำไหลเข้าถึงหลุมช่องที่ 20-21 ปริมาณตะกอนก็จะลดลง ครูประทุม จัดการน้ำด้วยเทคนิคดังกล่าวติดต่อกันนานกว่าสิบปีแล้ว ปรากฎว่าไม่เคยต้องเสียเงินลอกท้องนาเลยเพราะดินตะ
จังหวัดกระบี่ เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน ที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามมากมายที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน ทั้งหาดทรายขาว น้ำทะเลใส ปะการังที่งดงาม มีถ้ำ และเกาะน้อยใหญ่ กว่า 130 เกาะ เช่น เกาะลันตา เกาะพีพี เกาะจำ เกาะปู ฯลฯ ส่งผลให้ ปี 2562 จังหวัดกระบี่ มีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 115,176 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ รองจาก กทม. ภูเก็ต และชลบุรี ด้านการศึกษา จังหวัดกระบี่ ก็โดดเด่นไม่แพ้ใคร ก่อนสิ้นปี 2563 รัฐบาลจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3/2563 ณ กลุ่มอันดามัน ในโอกาสนี้ ดร. กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่ติดตามการจัดการศึกษา กศน.จังหวัดกระบี่ พบว่า สำนักงาน กศน.จังหวัดกระบี่ ดำเนินงานตามนโยบาย กศน. WOW ครบถ้วนในทุกมิติ ทั้งกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง การศึกษาตามอัธยาศัย ช่วยพัฒนาศักยภาพผู้เรียน และประชาชน ทุกช่วงวัย ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในปี 2562 จังหวัดกระบี่ ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นเมืองต้นแบบวัฒนธรรมการอ่านประเภทเครื
เมืองไทย กำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย” ดังนั้น นวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยทำงานได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น หุ่นยนต์รดน้ำอัตโนมัติ “Rim” นวัตกรรมโรบอท ผลงานของ คุณปุ้ย หรือ คุณสายธาร ม่วงโพธิ์เงิน เกษตรกรรุ่นใหม่ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม หุ่นยนต์รดน้ำอัตโนมัติ “Rim” ติด 1 ใน 4 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมช่างชุมชน จัดขึ้นโดย บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น ภายใต้มูลนิธิบูรณชนบทแห่งประเทศไทย หุ่นยนต์รดน้ำอัตโนมัติ “Rim” เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีทักษะในด้านนวัตกรรมและกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่มีศักยภาพ สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมเพื่อชุมชนและสังคม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แรงบันดาลใจ คุณปุ้ย เรียนจบปริญญาโท สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์สายการวิจัยและพัฒนา (R&D) และรับงานเขียนโปรแกรมเป็นฟรีแลนซ์มาหลายปีแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน คุณปุ้ยเริ่มกลับมาช่วยแม่ดูแลสวนกล้วยน้ำว
“ความขม” ของพืชหลายชนิดที่นิยมลิ้มรสกัน แล้วแต่คนชอบ ขมมากขมน้อย หรือบางคนไม่ชอบขมเลย คงจะให้คำตอบว่า ชีวิตนี้ก็ขมมากพอแล้วไม่อยากเติมความขมเข้าตัวเองอีก ก็ว่ากันไป นิยมขมมากหน่อยก็ต้องเจอแบบ คนอื่นไม่กล้ากิน กัดทีขมติดลิ้น ซึมเข้าประสาทลิ้มรสแบบไม่ต้องกลืน เช่น บอระเพ็ดแสนเข็ดขม ฟ้าทลายโจรก็สุดขม หนานเฉาเหว่ย (ป่าช้าหมอง) ก็ที่สุด บางคนแม้แต่ขมผลมะแว้ง ก็เมินหน้าหนีแล้ว แต่ที่แนะนำวันนี้คือ ของขมอร่อย มีขมหลายระดับ แต่ถ้ารู้จักทำกินจะขมแบบพึงใจ ขมของสะเดาเป็นขมที่ตบท้ายด้วยหวาน ที่จริงสะเดามีความขมหลายระดับ ตั้งแต่ขมจัด ขมมาก ขมปานกลาง ขมน้อย จนถึงไม่ขมแต่มีรสจืดปนมัน คือแต่ละต้น แต่ละสายพันธุ์ มีความแตกต่างกัน คนซื้อหาสะเดาจากตลาด หมดโอกาสเลือก หรือจะใช้วิธีชิมเอา ก็ลองหาวิธีดู ตอนนี้ที่ตลาดมีขายเป็นกำเป็นมัด มีทั้งสด และลวกน้ำร้อนแล้ว ติดตามต่อไป จะแนะนำวิธีลดความขมของสะเดา ลดได้จริงแบบเอาที่สบายใจได้ครับ สะเดา ณ เวลานี้ไม่กล้ายืนยันว่ามีถิ่นต้นกำเนิดมาจากไหน เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไร เพราะมีข้อมูลไม่ชัดเจนนัก แต่มีในบันทึกให้ศึกษาได้ว่า คนสยามนิยมกินสะเดาเป็นผักแกล้มน้ำพริกมา
หลายบ้านปลูกต้นไม้ไว้ไกล้ๆ กับแหล่งที่ใช้น้ำในครัวเรือน เช่นใกล้อ่างล้างจาน ที่ระบายน้ำ เพื่อสะดวกแก่การรดน้ำต้นไม้ มีผู้อ่านถามมาในคอลัมน์ “หมอเกษตรทองกวาว” ว่า ปลูกมะนาวไว้หลายต้นในสวนหลังบ้าน ใกล้กับบริเวณที่ล้างจาน อยากทราบว่าจะใช้น้ำล้างถ้วยชามจากครัวที่บ้านรดต้นมะนาวได้หรือไม่? “หมอเกษตรทองกวาว” ให้คำตอบไว้ว่า น้ำที่ได้จากการล้างถ้วยชาม จะอุดมไปด้วยไขมันและโปรตีน ซึ่งโปรตีนจะแตกตัวเป็นแอมโมเนียรูปใดรูปหนึ่งที่เป็นแหล่งของไนโตรเจน โดยเฉลี่ยในน้ำล้างถ้วยชามมีไนโตรเจนสูงกว่าน้ำสะอาด 3-5 เท่า ผมเคยนำน้ำล้างถ้วยชามไปรดมะนาวในกระถาง แบ่งทำ 3 ซ้ำ หรือ 3 กระถาง ผลลัพท์ที่ได้พบว่า ต้นมะนาวแสดงอาการ “เฝือใบ” มีการแตกยอดออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ติดดอกออกผลน้อย ผมต้องแก้ไขด้วยการตัดยอดออกบ้าง พร้อมกับงดการให้ปุ๋ยทุกชนิด เป็นเวลา 2-3 เดือน รอจนต้นมะนาวฟื้นตัวเป็นปกติ หากต้องการทำน้ำให้สะอาดด้วยวิธีการกรองด้วยทรายหยาบ อิฐหัก และถ่านป่น วางเป็นชั้นในถัง คงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงควรงดเว้นการนำน้ำล้างถ้วยชามไปรดต้นมะนาวเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ แล้วน้ำเหลือจา
ในภาวะเร่งด่วนยามเช้าของประชาชนทั่วไปในเมืองใหญ่ ที่ต้องทำงานแข่งขันกับเวลา ตื่นนอนแต่เช้า รีบร้อนออกจากบ้านเพื่อไปให้ทันกับเวลาทำงาน เวลาเข้าโรงเรียน ให้ทันเวลาตามที่นัดหมาย ไม่มีเวลาที่จะทำอาหารเช้าที่บ้าน ต้องไปแวะหาซื้ออาหารเช้าข้างหน้า จึงเกิดอาชีพหนึ่งที่ทำรายได้ดี ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคลักษณะนี้คือ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ขายอยู่ข้างเส้นทางที่เดินทางผ่าน ราคาถูก ซื้อได้รวดเร็ว รับประทานได้ง่าย การขายหมูปิ้งหมูย่าง บางรายอาจจะเปลี่ยนเป็นเนื้อหรือไก่ ตามแต่ลูกค้าชอบ แต่สิ่งที่จำเป็นสำหรับอาชีพนี้ที่จะขาดเสียไม่ได้คือ เตาปิ้งย่าง บางรายอาจจะใช้ถังขนาด 200 ลิตร นำมาผ่าครึ่งทำเป็นเตาปิ้ง มีตะแกรงเหล็กวางด้านบน บางรายอาจใช้ถังขนาดเล็กลงมา เพื่อให้มีความกะทัดรัด ด้านล่างเตาใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิง ด้านบนเป็นตะแกรงเพื่อวางหมู เนื้อ หรือไก่ เพื่อให้ได้รับความร้อนจากถ่านจนสุก แต่ในขณะที่กำลังปิ้งย่างนั้น จะเกิดน้ำมันจากเนื้อหมู เนื้อ หรือไก่ ที่ถูกความร้อนนั้น หยดไหลลงในเตาปิ้งย่างกระทบกับถ่านที่เป็นเชื้อเพลิง ทำให้เกิดควันไฟลอยขึ้นไปในอากาศ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเนื้อห
ต๋าว เป็นพืชป่า ที่สมัยก่อนมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่าง จังหวัดเลย อุตรดิตถ์ และน่าน ที่จังหวัดน่าน มีการใช้ประโยชน์จากต๋าวมานานแล้ว ต่อมาประชากรของพืชชนิดนี้ลดลง ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงริเริ่มปลูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าที่จะได้ผลผลิต แต่ที่เห็นมีผลิตผลบริโภคกันอย่างต่อเนื่อง เพราะส่วนหนึ่งนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ทางจังหวัดแพร่ น่าน เรียกไม้วงศ์ปาล์มที่นำผลผลิตมากินเป็นอาหารว่า ต๋าว แต่ทางจังหวัดเลย เรียกว่า ตาว มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า “แก่วตาว” ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ต๋าว มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย และไทย บริเวณที่ไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่เป็นป่าเขาที่สมบูรณ์และชุ่มชื้น พืชที่ใกล้เคียงกับต๋าวคือ ชก ขึ้นอยู่ทางใต้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเทือกเขาชื่อว่า “เขาชก” ข้อแตกต่างระหว่าง ต๋าว กับ ชก คือ ใบต๋าวมีใบย่อยเรียงกันเป็นระเบียบในระนาบเดียวกัน แต่ใบชกมีใบย่อยเรียงตัวหลายระดับ การใช้ประโยชน์จากต๋าวและชกนั้น สมัยก่อนประชากรของพวกเขามีมาก ชาวบ้านมักนำยอดอ่อนมาแกง จะได้อาหารที่ม
ฝีมือคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก แม้กระทั่งการผลิตและออกแบบ “รถไถมินิ” ที่ช่วยให้การทำงานในไร่นาเป็นเรื่องง่าย เพราะรถไถมินิ ใช้ไถได้ดีจริง ทำแปลงปลูกผัก ยกร่อง ไถกลบหญ้า ผลงานประดิษฐ์ชิ้นนี้เป็นของ คุณวิทย์ธชัย ขันอาษา หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ช่างกรุง” หรือ “เสี่ยกรุง” เกษตรกรคนเก่งที่อาศัยอยู่ในจังหวัดยโสธร เสี่ยกรุง ผู้ประดิษฐ์ “รถไถมินิ” ได้เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวของเขาอยู่ในจังหวัดยโสธร ปลูก “ข่าเหลือง” และมันสำปะหลัง เป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว ปัจจุบันเกษตรกรในท้องถิ่นส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกมันสำปะหลัง แต่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานกำจัดหญ้าในร่องมันสำปะหลัง โดยเสียค่าจ้างแรงงาน วันละ 300-400 บาท ทำให้เสี่ยกรุงเกิดไอเดียที่จะพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบของ “รถไถมินิ” เพื่อช่วยทำงานในไร่นาและประหยัดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน เสี่ยกรุง ใช้เวลาพัฒนารถไถนามินิ ประมาณ 2 ปี โดยจำลองรูปแบบมาจากรถไถขนาดใหญ่ ให้กลายเป็นรถไถขนาดเล็ก ที่มีน้ำหนักน้อย ใช้งานง่าย เมื่อรถไถมินิต้นแบบเสร็จสมบูรณ์ สามารถทำงานได้ดีในสไตล์ “จิ๋วแต่แจ๋ว” เสี่ยกรุงได้นำไปทดลองใช้ในไร่นาของตัวเอง ปรากฏว่า เพื่อนบ้านใกล้เคียงเห็นประสิทธิภาพการ
ปัจจุบัน ธรรมชาติถูกทำลายไปมาก ก่อให้เกิดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหมอกควัน (Haze) ฝุ่นละออง (Particulate matter : PM) และสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ปนเปื้อนในอากาศนั้นเป็นหนึ่งในปัญหามลพิษที่สำคัญ และกลายเป็นประเด็นร้อนในระดับโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลก รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ กำลังให้ความสำคัญ เนื่องจากมลพิษทางอากาศสามารถแพร่กระจายออกไปในวงกว้างได้โดยง่ายและไม่จำกัดบริเวณ หากอากาศมีสารมลพิษปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่สูงก็จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะฝุ่นละออง ขนาด 2.5 ไมครอนนั้นได้มีการรายงานว่า เป็นสาเหตุสำคัญทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่า 2 ล้านคน จึงทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถูกจัดให้เป็นสารมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของมนุษย์ หากฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อระบบไหลเวียนโลหิต ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจและโรคปอดต่างๆ หากได้รับในปริมาณมากและเป็นเวลานานจะเกิดการสะสมก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อหุ้มปอด และส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง
แกงคั่วเห็ดหลุบ เมนูที่ผู้เขียนได้สัมผัสรสชาติครั้งแรกที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนี่เอง ต้องขอบอกว่า ใช่เลย! มันอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่ชาวประมงเขาเก็บมาจากชายทะเล (เคยเคี้ยวแล้วโดนทรายไปหลายเม็ด) แต่พอไปสืบเสาะเบาะแสทราบข้อมูลแล้วจึงถึงบางอ้อ เห็ดหลุบ ที่กินกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้น มันคือ ดอกไม้ทะเล และเป็นสัตว์คุ้มครองของไทยไปแล้ว มีผู้รู้ท่านบอกไว้ ตอนนี้อย่าเที่ยวไปจับมากิน มาเลี้ยง มาขายเชียวนะ เดี๋ยวติดคุกหรือถูกปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับเอาง่ายๆ (หากแวะมาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอแนะนำว่า สั่งกินตามร้านอาหารน่าจะปลอดภัยที่สุด) ลักษณะของเห็ดหลุบ (ดอกไม้ทะเล) เห็ดหลุบ ชื่อเป็นเห็ด แต่จริงๆ มันคือ ดอกไม้ทะเล เป็นสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลัง จำพวกดอกไม้ทะเล หรือซีแอนนีโมนชนิดหนึ่ง พบกระจายพันธุ์อยู่ตามแถบอินโด-แปซิฟิก มีรูปทรงกระบอกสามารถยืด หด ได้ ชาวบ้านพื้นถิ่นคนบนเกาะเขาก็เลยเรียกว่า “เห็ดหลุบ” นั่นเอง! ส่วนมากผู้ล่า (ชาวประมง) เขาจะใช้ชะแลงงัดทำลายกองหิน เพื่อนำตัวมาทำอาหาร (ผู้เขียนเคยเห็นเห็ดหลุบตัวเป็นๆ ที่ผ่านการแช่แข็งมาก่อนที่จะแปรรูปมาเป็นแกงคั่วเห็ดหลุบ
