เทคนิคเกษตร
แรกที่เดินเข้าไปในอาณาบริเวณบ้านหลังนั้น ก็สะดุดตากับตัวหนังสือบนหน้าจั่วเรือนหลังเล็ก เขียนไว้ว่า “ต้นไม้คือชัยชนะ” แม้ว่าชื่อเจ้าของบ้านฝ่ายชาย จะชื่อ ชัยชนะ ศรีภักดี แต่ประโยคที่เขียนไว้นั้น ไม่ได้มาจากชื่อ ทว่ามาจากแนวคิดของเขาที่เชื่อว่าการปลูกต้นไม้คือทางรอดของโลก ที่กำลังรุ่มร้อนอยู่ในเพลานี้ ถ้าจะพูดคำใหญ่ การปลูกต้นไม้นั่นคือการฟื้นฟูดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งมนุษย์มีส่วนสำคัญในการทำลาย กระทั่งมนุษย์นั่นเองที่กำลังเผชิญกับผลกระทบ ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เป็นบทลงทัณฑ์จากธรรมชาติ ชัยชนะ ศรีภักดี อดีตประธานสหกรณ์ ปัจจุบัน เป็นเกษตรกรเต็มตัว พำนักอยู่ที่ หมู่บ้านโพธิ์ศรี หมู่ที่ 12 อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ประสบการณ์ทำงานในสหกรณ์มายาวนาน ทำให้เขายืนยันอย่างมั่นใจว่า “ถ้าระบบสหกรณ์เข้มแข็ง จะต้านทุนนิยมได้” ดังนี้ เขาจึงอยากรณรงค์ให้เกิดระบบสหกรณ์อันเข้มแข็งในทุกพื้นที่ ก่อนที่จะหันเหมาสนใจการปลูกต้นไม้และทำธนาคารต้นไม้ เขาเคยผ่านการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาก่อน ไม่ต่างจากเกษตรกรทั่วไป “พืชเชิงเดี่ยวเลี้ยวกลับสู่วงจรหนี้สิน ที่ผ่านมาเกือบทุกชนิดแรกๆ ราคาดี แห่กันปลูก พอร
ฉันคิดว่า พบช่องทางทำกิน ที่ซับตารี หมู่บ้านชายแดนไทย-กัมพูชา ในอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี หมู่บ้านที่กำลังจะเป็นชุมชนท่องเที่ยวใหม่ นอกจากนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวแล้วยังนำเสนออาหารพื้นถิ่นควบคู่ไปด้วย อาหารพื้นถิ่นคืออาหารในหมู่บ้านที่ทำกินกันเอง แบบบ้านๆ ใช้ผักพื้นบ้านที่มีในท้องถิ่น และที่สำคัญสมุนไพรมากมายที่มีอยู่ในหมู่บ้าน ที่อำเภอสอยดาว มีสมุนไพรเหมือนที่อื่นๆ แต่ที่พิเศษที่นี่มีสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ได้รับการเชิดชูนำมาปรุงอาหารได้สารพัดอีกทั้งมีสรรพคุณทางยาสูง ชื่อ กระวาน เป็นอาหารที่กินเป็นยาได้ เช่น ช่วยไล่หวัด แก้ท้องอืด และมีฤทธิ์ร้อนลดพุงได้ด้วย มีการเอามาทำเป็นชากระวาน หมู่บ้านที่เราเดินทางไปถึงห้าหมู่บ้าน กินกระวานทั้งห้าแห่ง เป็นสวนผสมทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน ต้นกระวานดูคล้ายๆ ต้นข่า เมื่อจะกินต้องลอกกาบออก จนเหลือแต่ไส้อ่อนสีขาว เอามาประกอบอาหาร ส่วนเมล็ดของกระวานเป็นเครื่องเทศชั้นดี ฉบับนี้นำเสนออาหารหมู่บ้านซับตารี เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดเขตแดนกัมพูชา มีตลาดชายแดนที่น่าสนใจมาก น่าสนใจตรงที่ตลาดไม่ใหญ่ มีชาวเขมรเอาสินค้ามาขาย พวกสินค้าเกษตรมาขาย เป็นของพื้นถิ่น และปลาแห้ง
“การดำเนินธุรกิจโรงโม่หิน หรือเหมืองแร่ อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนและสังคมมีส่วนร่วมมากที่สุด” คือที่มาของรางวัล เหมืองแร่สีเขียว (Green Mining Award) ประจำปี 2560 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ของโรงโม่หินเพชรสยาม ของบริษัท เพชรสยามศิลาตราด จำกัด เลขที่ 130 หมู่ที่ 8 ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ภายใต้การบริหารของ คุณสุรศักดิ์ อิงประสาร “เสี่ยเพ่ง” ประธานบริหาร เสี่ยพลอยพลิกผันทำธุรกิจโรงโม่หินเพชรสยาม งานหินจริงๆ สุรศักดิ์ อิงประสาร หรือ “เสี่ยเพ่ง” ประธานบริหาร บริษัท เพชรสยามศิลาตราด จำกัด เล่าถึงที่มาของการทำโรงโม่หินเพชรสยาม ของ บริษัท เพชรสยามศิลาตราด จำกัด ว่าเคยทำอาชีพธุรกิจค้าพลอยและทำเหมืองพลอยมาก่อน ที่อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด และมีธุรกิจอู่ซ่อมรถยนต์ ไม่เคยมีประสบการณ์ทำเหมืองแร่ หรือโรงโม่หินมาก่อน จุดพลิกผันต้องมาทำโรงโม่หินเกิดจาก บริษัท เพชรสยามศิลา จำกัด ที่เป็นหุ้นส่วนอยู่ ได้ขอประทานบัตรพื้นที่ขนาด 169 ไร่เศษไว้เพื่อทำเหมืองแร่หิน ระยะเวลา 25 ปี ตอนนั้น ปี 2553 เหลืออายุสัมปทานอีก 11 ปี ผู้จัดการและหุ้นส่วนเดิมทำมา
อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกข้าวโพด 19,878 ไร่ ผลผลิตที่ได้ 15,902,400 กิโลกรัม ซึ่งหลังการเก็บเกี่ยวและกะเทาะเปลือก/เมล็ด จะมีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรคือซังและเปลือกข้าวโพด 3,339,504 กิโลกรัม ต่อปี เกษตรกรส่วนมากจะเผาทำลายซังและเปลือกข้าวโพด ทำให้เกิดสภาวะหมอกควัน อากาศเป็นมลพิษ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยทางสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงดาวและเทศบาลตำบลปิงโค้ง ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้งดำเนินการนำซังข้าวโพดมาผลิตเป็นถ่านอัดแท่ง จากเศษวัสดุที่เหลือใช้ ไร้ราคา นำมาสร้างรายได้กว่า 1 ล้านบาท ขั้นตอนการผลิตถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด นำซังข้าวโพด เผาในเตาเผาถ่านแบบไร้ควัน ที่ทำจากถังน้ำมัน 200 ลิตร โดยบรรจุซังข้าวโพด 35-40 กิโลกรัม ต่อการเผาแต่ละครั้ง และใช้เวลาเผาประมาณ 1 ชั่วโมง จะได้ถ่านขี้แมว 20% (ประมาณ 8 กิโลกรัม) นำถ่านขี้แมวเข้าเครื่องตีป่นโม่ให้ละเอียดเป็นผง นำผงถ่านเข้าเครื่องผสม อัตราส่วน ผงถ่าน : แป้งมัน : น้ำ (10 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : 7 กิโลกรัม) นำส่วนผสมเข้าเครื่องอัดแท
โครงการอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีหน้าที่ดูแลผืนป่าเศรษฐกิจประมาณ 1.5 แสนไร่ ที่ผ่านมายังไม่ได้พัฒนาอย่างจริงจัง ปลูกไม้ตามสัมปทาน ทำไม้แต่ไม่ได้มุ่งหวังรายได้ทางเศรษฐกิจจึงไม่มีรายได้อะไร ต่อมาในปี 2535 เริ่มมีการปลูกพืชเศรษฐกิจและใช้ประโยชน์ได้ในสวนป่าช่องเม็ก อุบลราชธานี เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริมและมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังขาดการพัฒนา ไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์ และการดูแลรักษาอย่างจริงจัง ปัญหาหลักที่ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ เพราะพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองม็อบ” ก่อนนี้ชาวบ้านอยากปลูกยางพารา เจ้าหน้าที่ของ อ.อ.ป. ก็ส่งเสริมให้ปลูกและดูแลรักษา เพื่อให้ชาวบ้านมีงานทำจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตร โดยชาวบ้านจะมีส่วนแบ่งจากการกรีดและขายน้ำยางพาราสดร้อยละ 40 ส่วนรายได้อีกร้อยละ 60 เป็นขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ซึ่งชาวบ้านจะมีพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณคนละ 10 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมดเกือบ 5,000 ไร่ ส่วนยูคาลิปตัสซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 7,000 ไร่นั้น ชาวบ้านจะมีรายได้จากค่าจ้างทำไม้ แต่เราก็ยังอยากปลูกไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ให้มีความหลากหลาย
ถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด ของวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้ง ไฟแฮง ติดเมิน คุ้มเกิ๋นราคา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกข้าวโพด 19,878 ไร่ ผลผลิตที่ได้ 15,902,400 กิโลกรัม ซึ่งหลังการเก็บเกี่ยวและกะเทาะเปลือก/เมล็ด จะมีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรคือซังและเปลือกข้าวโพด 3,339,504 กิโลกรัม ต่อปี เกษตรกรส่วนมากจะเผาทำลายซังและเปลือกข้าวโพด ทำให้เกิดสภาวะหมอกควัน อากาศเป็นมลพิษ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยทางสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงดาวและเทศบาลตำบลปิงโค้ง ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้งดำเนินการนำซังข้าวโพดมาผลิตเป็นถ่านอัดแท่ง จากเศษวัสดุที่เหลือใช้ ไร้ราคา นำมาสร้างรายได้กว่า 1 ล้านบาท ขั้นตอนการผลิตถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด นำซังข้าวโพด เผาในเตาเผาถ่านแบบไร้ควัน ที่ทำจากถังน้ำมัน 200 ลิตร โดยบรรจุซังข้าวโพด 35-40 กิโลกรัม ต่อการเผาแต่ละครั้ง และใช้เวลาเผาประมาณ 1 ชั่วโมง จะได้ถ่านขี้แมว 20% (ประมาณ 8 กิโลกรัม) นำถ่านขี้แมวเข้าเครื่องตีป่นโม่ให้ละเอียดเป็นผง นำผงถ่านเข้าเครื่องผสม อัตราส่วน ผงถ่าน
กระแสข่าวความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะข่าวก่อการร้ายด้วยระเบิดคร่าชีวิตทหาร ตำรวจ และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับคนฟังได้มาก ถึงมากที่สุด ทำให้หลายคนไม่กล้ามาท่องเที่ยวในโซนนี้ แต่หากใครมีโอกาสมาเที่ยว “จังหวัดยะลา” สักครั้ง เชื่อว่าจะต้องหลงเสน่ห์ธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตลอดมา ทั้งชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของจังหวัดยะลา ที่แตกต่างจากสังคมไทยในภูมิภาคอื่นๆ “สิบปากว่า ไม่เท่ากับตาเห็น” การฟังแค่คำบอกเล่า ไม่ทำให้รู้จักและเข้าใจ เท่ากับเราไปเห็นด้วยตาตนเอง ผู้เขียนโชคดีได้รับความเมตตาจาก คุณขนิษฐา มะลิสุวรรณ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา อนุเคราะห์ยานพาหนะพร้อมคนขับ และ “คุณอาณีซะห์ มะโดง” นักจัดการงานทั่วไป สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ให้เกียรติทำหน้าที่เป็นไกด์นำทางไปรู้จักเมืองยะลาในแง่มุมต่างๆ YALA Bird City Street Art เดินถ่ายรูปสวย ไม่เสียตังค์ ผู้ที่ชื่นชอบผลงานศิลปะ ห้ามพลาด เราขอแนะนำให้คุณแวะเช็คอินเสพ
จากวิถีชีวิตของเด็กบ้านนอกคอกนา ฐานะยากจน แต่เติบใหญ่เป็นนายคน เข้ารับราชการครูด้วยวัยเพียง 48 ปี และใช้เวลาในการต่อสู้บนเส้นทางสายข้าราชการ แต่ฐานะไม่ดีขึ้น จึงหันมายึดอาชีพที่รับการถ่ายทอด “ปั้นดิน” มาเป็นเงิน จากพ่อแม่ จนผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของผู้ค้าขายเครื่องปั้นดินเผา ในระดับจังหวัด ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ภายใต้ชื่อ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเครือ” คุณบุญเรื่อง พรหมพันธุ์ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 14 บ้านเชียงเครือ ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร เจ้าของและผู้จำหน่ายเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเครือ เล่าว่า เป็นคนบ้านเชียงเครือโดยกำเนิด และมีอาชีพทำการเกษตร ทำนา ทำสวน มีอาชีพเสริมคือ การปั้นโอ่งน้ำ และเครื่องปั้นดินเผา คุณบุญเรื่อง เล่าอีกว่า แต่เดิมที่บ้านมีฐานะยากจน เป็นบ้านนอก ห่างไกลความเจริญ พ่อแม่ทำนา และอาศัยความรักเรียน จึงพยายามเรียนจนจบวิทยาลัยครูสกลนคร ในสมัยนั้นสอบบรรจุเข้ารับราชการครู ที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ที่บ้าน นอกจากจะทำนาแล้วยังปั้นตุ่มหรือโอ่งน้ำ เพื่อนำไปแลก หรือขาย โดยเมื่อเสร็จจากหน้าทำนา จะมาช่วยพ่อแม่ จนสามารถเรียนรู้
เครื่องมือของใช้ชาวบ้าน วัสดุที่นำมาใช้มักเป็นของใกล้ตัว ต้องการเมื่อใดก็หยิบจับได้ง่าย อย่าง เข่งใส่ผัก เรานำไผ่ริมรั้วมาเป็นวัสดุ จากนั้นใช้ฝีมือจักตอก และสานออกมา เรียกว่าถ้ามีไผ่อยู่ริมรั้วแล้ว แค่มีฝีมือก็ผลิตเข่งออกมาใส่ผักได้แล้ว ไม่ต้องไปซื้อหาวัสดุใดๆ เข้ามาเพิ่มเติมอีก วิธีสานเข่งใส่ผัก เริ่มจากหาไผ่ลำงามๆ มาจักตอก ตอกสานเข่งใส่ผักไม่ต้องจักเป็นเส้นเล็กๆ เหมือนใช้สานเข่งอย่างอื่น แต่จักเป็นตอกเส้นโตๆ เมื่อได้ตอกยืน ตอกเวียน เรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มสานได้ เราชาวบ้านมักมีแบบเข่งไว้ 1 ใบ เมื่อเราเริ่มต้นสานส่วนของก้นแล้ว เราก็เอามาทาบเข้ากับก้นของแบบ ใช้ไม้กลัดไว้ให้มั่นคง แข็งแรง กันขยับเขยื้อนเวลาสาน จากนั้นก็ค่อยๆ ใช้ตอกเวียนสานวนไปทางเดียวกัน จนกระทั่งได้ความสูงของเข่งตามต้องการ การที่เรามีแบบ ช่วยให้เข่งทุกใบมีขนาดเท่ากัน ทั้งเส้นผ่าศูนย์กลางและความสูง เมื่อสานเสร็จเรามักวางซ้อนๆ กันไว้ เมื่อผู้สั่งซื้อ หรือผู้มารับไปขายมา เราก็ช่วยกันยกขึ้นไปเรียงไว้ รายการต่อไปก็คือคิดค่าแรง ถูกแพงขึ้นอยู่กับฝีมือ และสถานที่ขนส่ง เข่งผักชาวบ้านแต่ละที่ แต่ละถิ่นรูปร่างอาจผิดเพี้ยนกันไปในร
มันต้องมีบางวันนะครับ ที่เราอยากกินกับข้าวอะไรที่มันไปทิ่มแทง ทะลุทะลวงปากลิ้น หลอดอาหาร กระเพาะลำไส้ ชนิดที่ว่าสาสมแก่ใจ ตอบสนองอารมณ์ความอยากที่ท่วมท้นนั้นได้เต็มที่เมื่อนั้น อย่างน้อยถ้าไม่นึกถึงกับข้าวเสฉวนของจีน หรือกับข้าวปาดังของอินโดนีเซีย ก็ต้องเป็นกับข้าวไทยเรานี่เองแหละครับ กับข้าวไทยมีที่เผ็ดโดยใช้พริก (chillies) อยู่มาก ทั้งแกง ทั้งผัด ต้มยำรสจี๊ดๆ ไหนจะน้ำพริกนานาชนิดอีก แต่ใครที่กินเผ็ดเก่งๆ ก็ต้องนึกออก ว่ารสเผ็ดและอาการทางร่างกายที่ความเผ็ดกระทำของมนุษย์นั้นล้วนผิดแผกแตกต่างกันไป บางคนกินแกงป่าเผ็ดๆ ของเมืองกาญจนบุรีแล้วก็เผ็ดจี๊ดอยู่ครู่เดียวก็หาย กลายเป็นความโล่งสบายตัว แต่เมื่อมากินแกงป่าเผ็ดร้อนของภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ตราด ที่เข้าหัวสมุนไพรสดหนักๆ แล้วก็พบว่าความเผ็ดนั้นติดปากติดคออยู่นาน ไม่หายไปง่ายๆ แถมรีดเหงื่อรีดน้ำลายไปมากกว่าแกงแบบอื่นๆ ในขณะที่หลายคน เมื่อกินแกงแบบฮินดูหรือมุสลิมที่เข้าเครื่องเทศแห้งรสฉุนร้อนแล้วก็รู้สึกมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าทวีคูณ เนื่องจากเครื่องเทศหลายตัว อย่างเช่น ดีปลี พริกไทย โดยเฉพาะกานพลูนั้นมีความร้อนแรงที่เสริมความเผ็ดของพริกให้มา
