เทคนิคเกษตร
เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ภาพของ “ต้นคริสต์มาส” สีแดง–เขียวสดใส มักปรากฏให้เห็นทั่วไป ทั้งในห้างสรรพสินค้า จุดท่องเที่ยว ร้านดอกไม้ หรือแม้แต่ภายในบ้าน หลายคนจึงมักเรียกต้นไม้ประดับชนิดนี้ว่า “ต้นสนคริสต์มาส” ตามภาพจำของต้นคริสต์มาสในต่างประเทศที่มักเป็นต้นสนสูงใหญ่ประดับไฟและของตกแต่ง แต่ในความเป็นจริง ต้นคริสต์มาสที่นิยมปลูกและวางประดับในประเทศไทย ไม่ใช่ต้นสน และไม่ได้อยู่ในกลุ่มไม้ยืนต้นจำพวกสนเลย หากแต่คือ “ต้นโพผัน” หรือ Poinsettia (Euphorbia pulcherrima) และเป็นหนึ่งในไม้ประดับยอดนิยมทั่วโลกในช่วงคริสต์มาส หลายคนอาจคิดว่าต้นคริสต์มาสคือต้นสนเขียวชอุ่ม แต่เดี๋ยวก่อน ความจริงต้นคริสต์มาสในเวอร์ชันไทยๆ แท้จริงแล้วคือ ต้นพอยน์เซตเทีย (Poinsettia) หรือที่มีชื่อสุดน่ารักแบบไทยว่า โพผัน, บานใบ หรือสองระดู ต้นไม้ชนิดนี้มีใบสีแดงสดที่โดดเด่นไม่แพ้ไฟประดับคริสต์มาสเลย แถมยังเหมาะกับอากาศเมืองไทยสุดๆ งานนี้ถ้าใครอยากตกแต่งบ้านให้เข้าธีมคริสต์มาสแบบไม่ซ้ำใคร ลองหาต้นโพผันมาตั้งไว้ รับรองว่าทั้งสวย ทั้งเก๋ แถมได้กลิ่นอายเทศกาลแบบไม่ต้องพึ่งต้นสนเลย ต้นคริสต์มาส หรือ พอยน์เซตเที
คุณบลู หรือ คุณธามปริญ แจ้งวิจิตร์ เกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เรียนจบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จากมหาวิทยาลัยพระเจ้าจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้ทำงานที่กรุงเทพฯ 3 เดือน รู้สึกว่าไม่ชอบไม่ถูกจริต จึงย้ายกลับบ้านเพื่ออยู่ใกล้ชิดกับ คุณปู่วรรณ ที่มีอายุมากถึง 107 ปีแล้ว และทำสวนเกษตรภายใต้ชื่อ “ สวนผักปู่วรรณ” คุณบลูทำเกษตร ชื่นชอบการทำเกษตร เพราะมองว่า เป็นอาชีพที่ยั่งยืน สามารถขยายไปได้เรื่อยๆอย่างไม่มีสิ้นสุด เช่น มะขามเทศที่มีอยู่ต้นเดียว แต่ก็สามารถขยายออกได้เป็น 10 เป็น 100 เป็น 1000 ได้ คุณบลูแบ่งพื้นที่ทำ “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” โดยกลุ่มไม้ใช้สอย เช่น ขี้เหล็ก ประดู่ แค กระถินยักษ์ สะเดา ไม้กินได้ เช่น พืชผักสวนครัว สมุนไพร ไม้ผล ส่วนไม้เศรษฐกิจ เช่น สัก พะยูง ยางนา ฯลฯ คุณบลูใช้พื้นที่บ้าน 144 ตารางวา สำหรับเลี้ยงสัตว์ปีกและปลูกผักสลัด ประเภทกรีนโอ๊ค เรดคอรอล บัตเตอร์เฮด เรดคอส ฯลฯและผักสวนครัวไว้รอบบ้าน ทั้ง ผักกาดขาว กระเพรา โหระพา พริก ตะไคร้ คะน้า ผักบุ้ง เพื่อเป็นแหล่งอาหารในครัวเรือน เมื่อการปลูกผักได้ปริมาณมาก จึงโพสต์ขายผ่านสื่อออน
“ไส้เดือน” เปรียบเสมือนเพื่อนในไร่ ที่ทำหน้าที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ต่อระบบนิเวศ สร้างอินทรียสาร และมีส่วนช่วยทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น โดยการเคลื่อนที่ชอนไชในดินทำให้ดินร่วนซุย เกิดช่องว่าง และเพิ่มปริมาณออกซิเจน ทำให้การระบายน้ำและอากาศไปสู่ดินได้ดีขึ้น วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวม ไส้เดือน 4 สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในไทย ไปดูว่าแต่ละสายพันธุ์เหมาะสำหรับแบบไหน และข้อดีข้อเสียคืออะไรไปดูกันเลย✨ 🪱สายพันธุ์ แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์ (African Night Crawler) หรือ AF ✨เป็นไส้เดือนขนาดใหญ่ ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงปนเทา สามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว มีความสามารถในการย่อยสลายขยะในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีจากธรรมชาติ ปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย ช่วยเพิ่มและแพร่กระจายจุลินทรีย์ในดิน เป็นประโยชน์ต่อพืช ช่วยกำจัดขยะอินทรีย์ เหมาะเป็นอาหารสัตว์และเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา 👍🏻ข้อดี กินเก่ง โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง ขยายพันธุ์เร็ว ลูกดก ตัวโต เหมาะในการนำไปใช้ประโยชน์เป็นอาหารโปรตีน เช่น อาหารกบ หรือนก 👎🏻ข้อเสีย หากผู้เลี้ยงฝึกให้กินแต่โปรตีน หรืออาหารดีๆ ไส้เดือนพันธุ์นี้มักไม่กินขยะ ตัวมัก
กล้วยเป็นผลไม้ยอดนิยมที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ แต่รู้หรือไม่ว่าระดับความสุกของกล้วยส่งผลต่อประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ? มาดูกันว่ากล้วยในแต่ละระดับความสุกมีความโดดเด่นอย่างไร และแบบไหนที่ให้ประโยชน์สูงสุด 1. กล้วยดิบ พลังงานต่ำ ดีต่อคนคุมน้ำตาล กล้วยดิบมีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแป้งต้านการย่อย (Resistant Starch) ที่ไม่ถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและส่งเสริมสุขภาพลำไส้ แป้งชนิดนี้ยังช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด มีสรรพคุณช่วยแก้โรคกระเพาะ เนื่องจากมีสารแทนนินในกล้วยดิบที่ให้ความฝาดเป็นกรดอ่อนๆ มีฤทธิ์ในการเคลือบกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี แต่กล้วยดิบนั้นไม่สามารถนำมาทานได้ทันที ต้องนำผลดิบไปบดเป็นผง แล้วนำมาชงดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เหมาะสำหรับ : ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมเบาหวาน 2. กล้วยห่าม สมดุลระหว่างแป้งและน้ำตาล เมื่อกล้วยเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเหลือง แป้งในกล้วยจะเริ่มเปลี่ยนเป็นน้ำตาลบางส่วน กล้วยห่ามจึงยังคงให้พลังงานไม่สูงมาก
เรียบเรียงโดย เพชรลดา ศิริโยธา ในยุคที่หลายครัวเรือนหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารและการลดค่าใช้จ่าย การปลูกผักกินเองกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะการปลูกผักในภาชนะ ซึ่งเหมาะกับคนเมือง คนอยู่คอนโด หรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด หนึ่งในวิธีที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างเห็นผล คือการนำของเหลือใช้ภายในบ้านมาดัดแปลงเป็นอุปกรณ์ปลูกผัก ไม่เพียงช่วยลดขยะ แต่ยังต่อยอดของใกล้ตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการปลูกผักแบบประหยัด ทำง่าย และปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน การปลูกผักในภาชนะให้ได้ผลดี สิ่งสำคัญคือ ภาชนะต้องเหมาะกับลักษณะผักและมีระบบระบายน้ำที่ดี ภาชนะที่ลึกพอสำหรับราก น้ำไม่ขัง และเคลื่อนย้ายสะดวก จะช่วยให้ผักตั้งตัวไว โตสม่ำเสมอ และดูแลง่ายขึ้น ซึ่งในแต่ละไอเดียด้านล่าง จะมีจุดเด่นและข้อควรคำนึงแตกต่างกันไป ควรรู้อะไรบ้างก่อนเริ่มลงมือ หลักง่ายๆ ในการเลือกภาชนะปลูกผัก 1. ภาชนะต้องพอดีกับนิสัยผัก ผักแต่ละชนิดต้องการพื้นที่ไม่เท่ากัน ภาชนะจึงต้องเลือกให้เหมาะกับพืชที่ปลูก 2. ระบบระบายน้ำต้องดีเป็นพิเศษ ดินแฉะเกินไปทำให้รากอ่อนแอ ผักเหี่ยวเร็ว ภาชนะไม่เคยขาด “รูระบายน้ำ” ไม่ว
ส้มเขียวหวาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ส้มบางมด” เทคนิคการเลี้ยงต้นส้มบางมดในช่วงแรกมีการลองผิดลองถูกเรื่องการเลี้ยงต้นส้ม ต้นส้มใช้ระยะเวลาในการเติบโตอยู่ที่ 3 – 6 ปีกว่าจะได้ต้นส้มที่โตเต็มที่และสามรถเก็บเกี่ยวได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ช่วงปีแรกต้นส้มจะแตกใบอ่อนออกมาชาวสวนจะเริ่มกักท้องร่องให้น้ำแห้งเพื่อให้ต้นเหี่ยว และพอถึงฤดูฝนเจ้าฝนที่ตกลงมาในหน้านั้นจะทำให้ต้นส้มยิ่งผลิดอกและออกผลเป็นอย่างดี ปีที่ 2 ชาวสวนจะทำการกักน้ำอีกครั้งเหมือนปีแรก เมื่อเริ่มเข้าปีที่ 3 ต้นส้มจะโตเต็มที่ผลสุกกินได้ ซึ่งโดยส่วนมากชาวสวนจะเก็บผลส้มแค่ช่วงล่างๆ เท่านั้น พวกเขาจำเป็นต้องเหลือส้มไว้เลี้ยงลำต้นด้วย ถัดมาปีที่ 4-5 ปี ชาวสวนถึงจะเก็บช่วงบนของต้นส้มได้ ทำให้ชาวสวนเก็บผลผลิตได้มากกว่าปีแรกๆ และเมื่อเข้าสู่ปีที่ 6 ต้นส้มพร้อมโตเต็มที่เราจึงไม่จำเป็นต้องเลี้ยงลูกไว้อีกแล้ว ชาวสวนสามารถเก็บผลส้มได้ทั้งต้น สรุปได้ว่าเมื่อครบ 1 ปีชาวสวนสามารถเก็บผลผลิตได้เลยไม่จำเป็นต้องเลี้ยงลำต้น ซึ่งนั้นส่งผลทำให้ชาวสวนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และพอส้มเขียวหวานหรือส้มบางมดเริ่มติดผลดก มีผลผลิตตลอดทั้งปี ทำให้ผลตอบแทนต่อไร่จ
หลายๆ คนอาจจะสงสัย “จิบเบอเรลลิน” คืออะไร ก่อนอื่นวันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาทุกคนไปทำความรู้จักก่อน จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) เป็นฮอร์โมนพืชที่มีโครงสร้างโมเลกุลขนาดใหญ่ ควบคุมการเจริญเติบโตและมีอิทธิพลต่อกระบวนการทางพัฒนาการ รวมทั้งการยืดของข้อ การงอก การพักตัว การออกดอก การแสดงเพศ การชักนำการสร้างเอนไซม์ รวมทั้งการชราของดอกและผล บางคนอาจจะทราบราคาค่อนข้างแรง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านเลยมีสูตรการทำจิบเบอเรลลินจากหัวไชเท้า ที่ช่วยกระตุ้นพืชแตกยอด ที่สามารถทำไว้ใช้เองได้ ช่วยประหยัดไปได้ส่วนหนึ่ง ใครพร้อมแล้วไปดูสูตรกันได้เลย วัสดุอุปกรณ์ หัวไชเท้า 1/2 กิโลกรัม น้ำตาลกลูโคส 4 กิโลกรัม น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ลูก เครื่องดื่มชูกำลัง 1/2 ขวด วิธีทำ ปอกเปลือกหัวไชเท้า แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำหัวไชเท้า ผสมกับน้ำตาลกลูโคส น้ำมะพร้าวอ่อน และเครื่องดื่มชูกำลัง คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน การนำไปใช้ นำส่วนผสมที่ได้ 50-100 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นพืชผักทุก 3-7 วัน สูตรนี้เป็นสูตรเร่งด่วนคือทำแล้วต้องใช้ให้หมด ถ้าไม่หมดสามารถเก็บในตู้เย็นได้ไม่เกิน 1 อาทิตย์ แต่ถ้าจะให้ได้ผลด
คุณอังคณา ปาคำ หรือ คุณจ๊ะเอ๋ ธุรการสาว เจ้าของบ้านไร่อำไพร ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 186 หมู่ที่ 3 ตำบลแม่พลู อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ที่ถึงแม้จะมีงานประจำทำอยู่แล้ว ก็ยังสามารถแบ่งเวลามาทำงานเกษตรที่ตนเองรักได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คุณจ๊ะเอ๋ บอกว่า การปลูกผักของตนเองเริ่มจากการมีเป้าหมายอยากจะปลูกผักไว้กินเอง จึงเริ่มต้นจากการปลูกผักสลัดก่อน แต่ด้วยสภาพดินและต้นทุนการปลูกผักสลัดค่อนข้างสูง ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาใหม่ว่าควรจะเอาเงินไปทุ่มกับตรงนี้หรือไม่ และก็คิดได้ว่าการทำเกษตรเราต้องเริ่มต้นจากศูนย์ จึงเปลี่ยนความคิดเริ่มมองจากสิ่งใกล้ตัวก่อนคือมีผักอะไรบ้างที่เราและที่บ้านชอบกิน แล้วขยายต่อไปยังชุมชนว่าคนในชุมชนชอบกินผักอะไร หรือปลูกอะไรที่ชาวบ้านเข้าถึงง่าย จับจ่ายใช้สอยสะดวก โดยนำเอาหลักความคิดเหล่านี้มาเป็นแนวทางการทำเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัวผสมผสาน เช่น แตงกวา กระเจี๊ยบ ถั่วฝักยาว คะน้า ผักบุ้ง มะเขือเปราะ และอื่นๆ อีกมากมายตามฤดูกาล มีการจัดสรรพื้นที่ปลูกทั้งหมด 18 แปลง เลือกปลูกพืชผักตามฤดู และเลือกพืชที่ไม่ค่อยมีแมลงมารบกวน เพื่อการจัดการง่าย ประหยัดต้นทุน ส่วนเรื่องระบบน้ำไม่เป็นปัญห
หลายคนสนใจอยากลงทุนทำสวนไผ่ แต่ไม่รู้จะปลูกดูแลรักษาอย่างไร และจะขยายพันธุ์ไผ่อย่างไร คุณทรงยศ พุ่มทับทิม ชมรมไผ่เศรษฐกิจไทยให้คำแนะนำว่า ช่วงเดือนมีนาคม เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์ไผ่ เพราะจะได้ต้นกิ่งพันธุ์ที่เหมาะสมกับช่วงฤดูปลูกในหน้าฝนพอดี หากใครมีสวนไผ่อยู่แล้ว เริ่มจากจำแนกชนิดของไผ่ที่จะใช้ทำกิ่งพันธุ์หรือต้นพันธุ์ก่อน โดยปกติไผ่ที่เราคุ้นเคยกันแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ตามลักษณะของกอ เหง้า ชนิดที่ 1 คือ กอเหง้าแบบเดี่ยว ไผ่ตระกูลนี้มักจะแทงหน่อออกห่างจากลำต้น ลำในกอไม่ติดกัน เช่น ไผ่ฮก ไผ่ลำมะลอก ไผ่เหลือง ฯลฯ ชนิดที่ 2 คือ กอเหง้าแบบรวมกอ จะขึ้นลำแทรกในกอแน่น ไผ่จำพวกนี้มีมาก เช่น ไผ่รวก ไผ่เลี้ยง ไผ่สีสุก ไผ่สร้างไพร ไผ่บ้าน ฯลฯ ชนิดที่ 3 คือ กอเหง้าแบบผสม เช่น ไผ่บง ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ซาง ไผ่ประดับอื่นๆ สำหรับไผ่ทั้ง 3 ชนิด 3 ประเภทนี้ จะมีการขยายพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยไผ่ชนิดที่ 1 กอเหง้าแบบเดี่ยว จะใช้วิธีขุดเหง้า หรือชำจากกิ่งก็ได้ วิธีขุดเหง้า อย่างแรกท่านต้องหาน้ำมารดโคนต้นหรือกอไผ่ให้ชุ่มก่อน (หมายถึงหน้าแล้ง) 2-3 วัน เมื่อดินอ่อนตัว การขุดเหง้าก็ง่ายขึ้น เลือกเหง้าที่มีอายุ 2 ป
เขาว่ากันว่า คนแก่ชอบกินของขม…ชมเด็กสาว ก็คงจะจริงอย่างว่าแหละนะ เพราะเริ่มสูงวัย อะไรที่ขมๆ ฝาดเฝื่อนกลืนไม่ค่อยลงสมัยที่ยังเป็นหนุ่มสาวนั้น ดูเหมือนจะกระเดือกง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ ยารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อะไรที่ใครว่าดี ไม่ว่าจะขมหรือเหม็น หรือสิ่งไหนที่หมอสั่งให้กิน ไม่มีการบิดพลิ้วเกี่ยงงอนเด็ดขาด ไม่รู้เป็นเพราะปุ่มรับรสที่ลิ้นไม่ทำงาน หรือเพราะว่าสันดานเปลี่ยนตามอายุกันแน่ มะระขี้นก เป็นผักพื้นบ้านของไทย ปู่ ย่า ตา ยาย ของพวกเรากินกันเป็นผักเป็นยามาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว น่าจะรู้จักกันมาก่อน มะระจีน ด้วยซ้ำไป เด็กเมืองสมัยใหม่ที่ไม่มีโอกาสเห็นผักพื้นบ้านขึ้นตามริมรั้วหรือเลื้อยอยู่ในป่า ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับ มะระจีน ที่มีขายกันตามตลาดสดและซูเปอร์มาร์เก็ตมากมายกว่า มะระขี้นก จะว่าไปแล้ว เป็น “มะระ” เหมือนกันแท้ๆ เชียว แต่เจ้ามะระขี้นกก็ช่างเล็กจิ๋วเสียเหลือเกิน ขณะที่ มะระจีน เวลาวางเทียบกัน ก็เป็นมะระยักษ์นั่นเลยทีเดียว ส่วนเรื่อง “ขม” ต่างมีรสขมเหมือนกัน แต่ มะระขี้นก มีรสขมจัดกว่า มะระจีน มากมาย ฉะนั้น อย่าไปหวังว่าเด็กเล็กหรือแม้แต่คนหนุ่มสาวจะยอมกินกันง่ายๆ มะระขี้นก
