เทคนิคเกษตร
กลุ่มผู้รักสุขภาพชมรมตะบองสองแควรวมตัวออกกำลังกายด้วยวิธีหัวเราะบำบัดกันทุกเช้า ที่สวนชมน่านฯ จ.พิษณุโลก ได้คลายเครียด ผ่อนคลาย ฝึกหายใจส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอายุเฉลี่ย 60-80 ปี ต่างมาหัวเราะกันทุกวัน วันที่ 10 มิถุนายน 2560 ที่สวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติฯ อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีกิจกรรมการออกกำลังกายของชาวเมืองพิษณุโลกหลากหลาย ทั้งเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน รำไทเก้ก รำจี้กง ลำตะบอง ฯลฯ และมีกิจกรรมหนึ่ง ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก คือ กิจกรรมออกกำลังกาย ”หัวเราะบำบัด” ของชมรมลำตะบองสองแคว ที่รวมตัวกันออกกำลังกายทุกเช้าตั้งแต่ 06.00 น. บริเวณสวนชมน่านฯ ด้านหน้าไปรษณีย์พิษณุโลก ทุกเช้าสมาชิกของชมรมฯจะเริ่มต้น จากรำจี้กง หัวเราะบำบัด ลำตะบอง และเล่นโยคะ เสียงและรอยยิ้มของสมาชิกที่ร่วมกิจกรรมบำบัด ต่างดังไปไกล เพราะต่างเปล่งเสียงหัวเราะด้วยน้ำเสียงต่าง ๆ อ้า ๆ เอ้ ๆ อู้ ๆ อี้ ๆ สลับไปกับการออกกำลังกายของท่วงท่าร่างกาย ทั้งใบหน้าหัวเราะ แขนหัวเราะ สมองหัวเราะ รวมถึงออกเสียงหัวเราะกันสุดชีวิต ที่เป็นการออกกำลังกายที่นิยมมากในกลุ่มผู้สูงอายุที่ส่วนใหญ่อายุตั้งแต่ 60-80 ปี นางเฉลิมศ
“ถั่วแปบ” ฝักแบนยาวโค้งงอ เป็นไม้เลื้อยล้มลุก ชอบแดดจัด พบมากทางภาคเหนือและภาคอีสาน มีชื่อเรียกแตกต่างกันแต่ละท้องถิ่น อย่างทางเหนือเรียก ถั่วแปบ บ่าแปบ มะแปบ หมากแปบ ถั่วแปะยี เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว มีประโยชน์เกือบทุกส่วน ใช้ทำปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน ส่วนฝักอ่อน เมล็ด นำมาประกอบอาหารได้ทั้งแกงหรือลวกจิ้มกินกับน้ำพริกต่างๆ ยังมีสรรพคุณทางยาช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง “ปฤษณา กองวงค์” ข่าวสด-ลำปาง มีโอกาสลิ้มรส “ยำถั่วแปบ” ของกินพื้นบ้าน ฝีมือ “สายหยุด โปธิปัน” ชาวลำพูน วัตถุดิบมี ถั่วแปบ หมูสับ ข่า หอมแดง กระเทียม ต้นหอมผักชี ปลาร้า เกลือ วิธีทำ เริ่มจากนำถั่วแปบมาล้างให้สะอาด ลวกแล้วนำมาหั่นพักเตรียมไว้ หรือจะใส่ถั่วฝักยาว มะเขือขื่น ลวกด้วยก็ได้ จากนั้นโขลกน้ำพริกให้ละเอียด ใส่กระเทียม พริกแห้ง เกลือ ข่า ปลาร้าสับ และหมูบดลงไป โขลกให้เข้ากัน ตั้งกระทะแล้วนำน้ำพริกลงผัดอีกครั้งให้หอมพอสุก เวลากินก็ใส่ถั่วแปบคลุกเคล้าลงไปปรุงรสด้วยน้ำปลา โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว หอมแดงซอยบางๆ ต้นหอมผักชี เป็นอันเสร็จ ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ บางคนก็ต้มน้ำปลาร้าใส่หมูสับลงไ
“วันชัย พูลเพิ่มพันธ์” ข่าวสด-นครปฐม พาไปลิ้มรส “ปลาดุกหลบน้ำ” ร้าน “ครัวอำไพรัตน์” พุทธมณฑลสาย 5 อ.สามพราน จ.นครปฐม (ด้านถนนบรมราชชนนีฝั่งใต้ ใกล้ซอยถนนหัวม้ากระโดด) มี “อินทิรา บำรุงพืช” มือปรุงเจ้าของสูตรเผยเคล็ดลับจากก้นครัว วัตถุดิบมี ปลาดุกอุยสดๆ ย่างสุกจนมันหยดหอมยั่วน้ำลาย นำมาแกะเอาก้างออกแล้วสับหยาบ นำลงกระทะทอดในน้ำมันร้อนๆ ไฟแก่จนเหลืองกรอบ เอาขึ้นสะเด็ดน้ำมัน ก่อนเข้าเครื่องปรุง เครื่องปรุงประกอบด้วย พริกเหลือง พริกชี้ฟ้าเเดงซอยหยาบเฉียง กระเทียมไทย พริกขี้หนูสวนสับหยาบ น้ำตาลปี๊บเคี่ยว เกลือเเกง นำลงกระทะ ผัดคลุกเคล้าปรุงรสได้ที่นำขึ้นจานแต่งหน้ารองด้วยผักกาดหอม มะเขือเทศสไลซ์ โรยหน้าด้วยกะเพราขาวทอดกรอบ เป็นเครื่องเคียง กลิ่นปลาดุกหลบน้ำของครัวอำไพรัตน์ หอมหวนยั่วน้ำลาย จากส่วนผสมของเครื่องปรุงสมุนไพรไทยร่วนกรอบ รสชาติกลมกล่อม เผ็ดแผ่วๆ สลับเค็ม-หวานปลายลิ้น กินได้กับข้าวสวยร้อนๆ หรือเป็นกับแกล้มกับเครื่องดื่มเป็นอาหารสมุนไพรรสแซ่บ กินได้ทั้งเด็กผู้ใหญ่ นอกจากปลาดุกหลบน้ำเมนูขายดีแล้ว ครัวอำไพรัตน์ยังมีเมนูดีเด็ดรสแซ่บอีกกว่า 50 เมนู ให้ลิ้มลองด้วยราคาตลาดนัด รสชาติเหลาห
เป็นภาพที่ได้รับการแชร์จากสมาชิกเฟซบุ๊ก Sunita Nakok ซึ่งได้เผยแพร่ให้เห็นภาพของทีมเจ้าหน้าที่ของอุทธยานแห่งชาติภูกระดึงซึ่งระดมเจ้าหน้าที่ และลูกหาบมาขนอุปกรณ์รถไถขึ้นไปบนภูกระดึง โดยแยกอุปกรณ์เป็นส่วนๆ ขึ้นไปด้านบน เพื่อนำไปปรับไถที่ซึ่งเป็นขั้นตอนในการป้องกันไฟป่าด้วย โดยเรื่องดังกล่าวได้รับการแชร์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่อย่างมาก
นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้วิทยาลัยเทคนิค(วท.)กำแพงเพชร จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์จากไม้โมกมัน ในรูปแบบช่อทิพย์เทวมาลา โดยมีนายรุ่งธรรม ศรีวรรธนศิลป์ ครูเชี่ยวชาญสาขาคหกรรมศาสตร์ เป็นผู้ดูแลฝึกสอน ตั้งเป้า 1,000 ดอก โดยการอบรมครั้งนี้มีข้าราชการและบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ทั่วประเทศเข้าร่วม 200 คน ใช้เวลาอบรมและทำจริง 3 วัน “การอบรมครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่นำไม้โมกมัน ซึ่งถือว่าเป็นไม้มงคล มีความหมายถึงการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง และคุณลักษณะพิเศษของไม้โมกคือมีสีเหลืองนวล มีลวดลายชัดเจน โดยนำท่อนไม้โมกมันมาให้นักศึกษาสาขาวิชาช่างก่อสร้าง วท.กำแพงเพชร ทำการไสด้วยกบรางทัด เพื่อให้ไม้โมกมันที่ได้จากการไสมีลักษณะเป็นเส้นยาวบางเฉียบ สะดวกต่อการนำไปตัดเป็นกลีบดอก ในขั้นตอนนี้จะมีนักศึกษาสาขาคหกรรมศาสตร์มารับช่วงต่อ เมื่อวัสดุอุปกรณ์ครบแล้ว วิทยากรจะทำการถ่ายทอดความรู้และทักษะการประดิษฐ์ โดยจะประดิษฐ์ในรูปแบบดอกแก้ว ดอกราชาวดี และดอกกุหลาบนวมินทร์ หลังจากนั้นจะนำมาประกอบเป็นช่อดอกไม้พิเ
จังหวัดศรีสะเกษ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงสลับทุ่งนา มีภูเขาและป่าไม้อยู่ทางตอนใต้ และพื้นที่จะค่อยๆ ลาดลงสู่ทิศเหนือและทิศตะวันตก สภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี โดยมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 3,551,970 ไร่ เหมาะแก่การปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้สำหรับทำนา โดยในปีเพาะปลูก 2557/2558 มีพื้นที่ปลูกข้าว รวม 3,065,798 ไร่ แยกเป็นพื้นที่ปลูกข้าวเจ้านาปี (ข้าวหอมมะลิ) 2,910,161 ไร่ ผลผลิต 1,207,528 ตัน พื้นที่ปลูกข้าวเหนียว 109,910 ไร่ ผลผลิต 49,222 ตัน และพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 45,727 ไร่ ผลผลิต 30,496 ตัน ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 1,287,246 ตัน พร้อมทั้งยังเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ จากการทำนาที่เห็นกันได้จากยุคปัจจุบัน จะมีการนำเครื่องทุ่นแรงต่างๆ เข้ามาช่วยเพื่ออำนวยความสะดวกทำให้การทำนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งการใช้กระบือเพื่อการไถนาแบบสมัยก่อนนั้นนับว่าหาได้น้อยเต็มที อาจจะไม่มีให้เห็นเลยก็ว่าได้ ทำให้คนสมัยใหม่อาจเห็นการทำนาในลักษณะนี้จากหนังสือหรือภาพวาดในสมัยก่อนเท่านั้น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงโค กระบือ บ้
ราว 30 กว่าปีก่อน บ้านห้วยหินฝน หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด ชุมชนใกล้เมืองของจังหวัดตาก พอจะมีป่าไม้ครื้มๆ อยู่บ้าง แต่ด้วยความยากจนของชาวบ้าน เมื่อขาดโอกาสและขาดหนทางทำกิน การบุกรุกพื้นที่ป่าจึงเป็นการหาทางออกเฉพาะหน้าให้กับชาวบ้านที่นี่ แต่ดูเหมือนยิ่งรุกไป ก็ยิ่งยากจนลง ชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้นมา ตอนนั้นกลุ่มพระสงฆ์แห่งวัดโพธิคุณมีความคิดที่จะตั้งเขตพุทธอุทยาน โดยได้เริ่มเทศนาชักชวนให้ชาวบ้านช่วยกันฟื้นฟูป่าที่นับวันจะเสื่อมลง ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนในอดีต เมื่อคนในพื้นที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือไม่นาน ป่าที่เคยเสื่อมก็กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเดิม มีป่า มีแหล่งน้ำซับเกิดขึ้น มีสารพัดพืชพันธุ์ รวมไปถึงสมุนไพรนานาชนิด คนในชุมชนสามารถนำไปใช้หล่อเลี้ยงชีวิตประจำวันได้ เมื่อเร็วๆ นี้ นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ลงพื้นที่ป่าที่เคยเสื่อมโทรมผืนดังกล่าว ซึ่งบัดนี้กลายสภาพเป็นป่าชุมชนบ้านห้วยหินฝน ป่าชุมชนต้นแบบที่ชาวบ้านและพระสงฆ์ได้มีส่วนร่วมในการป้องกันดูแลรักษาป่า บริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ในรูปแบบป่าชุมชนไปแล้ว วันนี้ป่าชุมชนบ้านห้วยหินฝน
“การที่จะมีต้นน้ำลำธารไปชั่วกาลนานนั้น สำคัญอยู่ที่การรักษาป่าและปลูกป่าบริเวณต้นน้ำ บนยอดเขาและเนินสูงชัน ต้องมีการปลูกป่าโดยไม้ยืนต้นและปลูกไม้ฟืน ต้นไม้ฟืนนั้นราษฎรสามารถตัดไปใช้ได้ จำต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะ ส่วนไม้ยืนต้นนั้นจะช่วยให้อากาศมีความชุ่มชื้นในขั้นตอนหนึ่งของระบบ…ทั้งยังช่วยยึดหน้าดินบนเขาไม่ให้พังทลายเมื่อเกิดฝนตกอีกด้วย ซึ่งถ้ารักษาสภาพป่าไม้ไว้ดีแล้ว ท้องถิ่นก็จะมีน้ำไว้ใช้ชั่วกาลนาน…” แนวพระราชดำริจัดการป่าไม้ยั่งยืน โดยพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2520 ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี จากแนวพระราชดำริที่เรียบง่ายเกี่ยวกับการปลูกป่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่การปลูกป่าจากสันเขา หรือไหล่เขาสู่เชิงเขา หรือการปลูกป่าบนพื้นที่สูง โดยทรงคำนึงถึงระบบนิเวศทางธรรมชาติเป็นหลัก อาทิ ต้นไม้บางชนิดมีฝักหรือเมล็ด กระจายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ เช่น ลอยตกลงมาจากสันเขาลงพื้นที่ต่ำ นกบินมากินแล้วไปถ่ายตามที่ต่างๆ เมื่อได้รับน้ำหรือความชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมก็จะงอกเป็นตัวอ่อน และเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่เกิดป่าต่
จากการลงพื้นที่บริการวิชาการ ของสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช พบว่า ชุมชนบ้านกะโสม หมู่ที่ 4 ตำบลกะปาง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนต้นแบบที่มีการอนุรักษ์และแปรรูปแป้งสาคู ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของชุมชน โดยต้นสาคูนั้นเป็นพืชที่เจริญเติบโตในบริเวณที่มีน้ำขัง เช่น ริมห้วย ริมคลอง เมื่อต้นสาคูมีอายุประมาณ 8 ปี จะเจริญเติบโตเต็มที่และจะมีช่อดอกเรียกว่าแทงเขากวาง หลังจากนั้นก็จะยืนต้นตาย ชาวบ้านในชุมชนจึงได้นำลำต้นสาคูที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วมาขูดและแยกแป้งออกมาเพื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหาร เช่น ขนมกวน ขนมสาคู ขนมเบื้อง ฯลฯ ส่วนกากสาคูที่คั้นแป้งออกแล้วจะนำไปเป็นอาหารสัตว์หรือเพาะเลี้ยงด้วงเพื่อส่งขายต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีกากสาคูบางส่วนที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ทำให้มีของเสียเกิดขึ้น คณาจารย์สาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ จึงได้บูรณาการองค์ความรู้จากการวิจัยที่ผ่านมา เพื่อผลิตไม้เทียมจากกากสาคู โดยมี ผศ.จุฑาทิพย์ อาจชมภู เป็นผู้รับผิด
แกงโบราณในสำรับไทยอีกชามหนึ่งคือ แกงเลียง วิวัฒน์หรือกลายมาจากพริกกะเกลือ เดิมมีแค่พริกไทยเม็ด เกลือ และหอมแดง ได้กะปิจากญาติที่ภูมิลำเนาอยู่ริมทะเลก็ใส่เสียหน่อย เอากลิ่นและรสจากทะเล ครั้นมีกุ้งแห้งเป็นตัวๆ ก็โขลกรวมเสียด้วยกัน ให้รสกุ้งกำจายขึ้นมาอีก ถ้าขาดกุ้งแห้ง จะใช้ปลาแห้งแทนก็ได้ ยิ่งปลาเนื้ออ่อนยิ่งดี ดังนั้น จะเห็นว่าเครื่องหลักของแกงเลียงถ้วยนี้เป็นไทยล้วน และเป็นแกงพื้นบ้าน จากผักสวนครัวหลังบ้าน ไม่ต้องไปซื้อหา เช่น ฟักทอง บวบเหลี่ยม หรือน้ำเต้า ใบตำลึงริมรั้ว ใบแมงลักซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของแกงเลียง ส่วนเห็ดนั้น น่าจะเติมเพิ่มกันภายหลัง เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า ฯลฯ แกงเลียงแท้เน้นผัก แม้ กุ้งสด หอย ปู ปลา โบราณเขาไม่เอามาทำแกงเลียงหรอก เพราะมันยุ่งยาก และเยอะเกินความจำเป็น กุ้งแม่น้ำ ครึ่งศตวรรษก่อนเคยมีชุกชุม แค่มือควานแถวโคนเสาท่าน้ำ ไม่ช้าก็เจอ จับขึ้นมาได้ทั้งสองมือ ไม่เหมือนปลา ที่แม้จะเก่งฉกาจปานไหน ท่านว่าให้จับทีละตัว ไม่จับปลาสองมือ ทั้งปลาและกุ้งแม่น้ำนั้นเขาไม่เอามาลงหม้อแกงเลียงหรอก สู้เอาไปเผา จะจิ้มน้ำปลาดี หรือเติมพริกขี้หนูบีบมะนาว หรือต้มยำพริกแห้งแถมพริกสด
