เทคนิคเกษตร
เห็นชื่อสำรับแล้วอย่าเพิ่งถอดใจเสียก่อนนะครับ ลองรู้จักกับมันดู แล้วจะเผลออุทานว่าทำไมถึงทำง่ายขนาดนี้ แถมก็แทบไม่ได้ใช้วัตถุดิบแปลกประหลาดมหัศจรรย์อะไรเลย ผมได้สูตรนี้มาจากมิตรสหายชาวสกอตแลนด์ที่อยู่เมืองไทยนานจนพูดจนอ่านไทยได้คล่อง เธอมีมารดาเป็นคนเชื้อสายเปรูที่ไปอาศัยอยู่ในสเปน สตูถั่วลูกไก่ นี้เป็นสำรับดั้งเดิมในครอบครัวของเธอเองครับ ซึ่งเมื่อทำกินในเมืองไทย ก็เอามากินกับข้าวสวย หรือข้าวมันที่หุงด้วยน้ำมันกระเทียมคล้ายๆ สูตรข้าวมันไก่ได้อร่อยดี เพราะว่าส่วนผสมทั้งหมดของสตูนี้ล้วนถูกใช้ในครัวไทยสมัยใหม่จนเป็นปกติสามัญไปแล้ว ของที่อาจต้องเสาะหา ก็มีแค่ ถั่วลูกไก่ (chickpea) ซึ่งในซุปเปอร์มาร์เก็ตมีจำหน่ายแน่นอน ทั้งแบบแห้งและแบบต้มสำเร็จมาในกระป๋อง, ใบเบย์ (bay leaf-คนไทยมักเรียกใบกระวาน), น้ำมันมะกอก, เมล็ดยี่หร่า, พริกตุ้ม (bell pepper-พริกหวานนั่นเอง), มะเขือเทศปอกผิว (peel tomatoes-มีขายเป็นกระป๋องในซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งถ้าอยากทำเอง เราสามารถซื้อลูกสดตามตลาดมาต้มสักครู่ แล้วลอกผิวเองก็ยังได้) และถ้าหามะเขือเทศเข้มข้น (tomato paste) ได้ ก็อาจเตรียมเผื่อๆ ไว้สักหน่อยหนึ่ง ถ้าเราเล
ผู้เขียนเกิดมาท่ามกลางสวนมะพร้าวที่รายล้อม แม้ว่าบ้านอยู่ท้ายตลาดอัมพวาก็ตาม แต่ก็เต็มไปด้วยสวนมะพร้าว มีทั้งไว้เก็บผลและไว้ทำน้ำตาล จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่ปลูกมะพร้าวและทำน้ำตาลมะพร้าวมากจังหวัดหนึ่ง แต่สถิติการปลูกมะพร้าวกลับมีจำนวนที่ลดลงจากอดีต ตัวอย่าง ในปี พ.ศ. 2526 จังหวัดสมุทรสงคราม เคยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าว ประมาณ 124,790 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกเพื่อเก็บผล ประมาณ 35,567 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกเพื่อทำน้ำตาล ประมาณ 89,223 ไร่ ในปี พ.ศ. 2557 พื้นที่การปลูกมะพร้าวได้ลดลงอย่างฮวบฮาบ เหลือพื้นที่ปลูกมะพร้าว ประมาณ 72,976 ไร่ และเป็นพื้นที่ปลูกเพื่อทำน้ำตาลเพียง 16,428 ไร่ เท่านั้น พื้นที่ที่หายไปเหล่านั้นหายไปไหนหมด การทำน้ำตาลมะพร้าว เป็นอาชีพดั้งเดิมอยู่คู่จังหวัดสมุทรสงครามมาช้านานกว่า 200 ปี ซึ่งบริเวณใกล้ปากอ่าวลุ่มน้ำแม่กลองเต็มไปด้วยพื้นที่สวนปลูกมะพร้าวและมีการทำน้ำตาลมะพร้าวในบริเวณบางนางจีนและบางขันแตกกันเป็นส่วนมาก (ปัจจุบัน เป็นตำบลท้ายหาด และตำบลบางขันแตก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม) การทำน้ำตาลมะพร้าว เป็นการนำน้ำตาลสดที่ได้จากช่อดอกมะพร้าว ที่เรียกว่า “จั่
งานช่องทางอาชีพของคนภาคอีสาน ดินแดนที่ราบสูง แห้งแล้ง แมลงกิน ดินเค็ม ลุงพชร ศิริเวช โทร.086-8542647,094-9013665 ชายผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต ยอดนักสู้ โดยการทำเเคร่ไม้ไผ่ ไม้ธรรมดา ราคา 1,000 – 1,500 บาท ใช้ประกอบงานบุญ งานกฐิน สวยงาม สั่งจองได้ กม. 13 ลุงเพชร อายุ 74 ปี บ้านเลขที่ 97 ม.16 ตำบลสะอาดสมบูรณ์ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด เพียง 13 ก.ม. ถนนสายร้อยเอ็ด จตุรพักตรพิมาน ริมถนนลาดยางสายหลัก ลุงเพชร เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นเกษตรกร หลังอายุ 60 ปี แรงน้อยถอยลง จะขุดดิน ดายหญ้าคงไม่ไหว ทดลงหาอาชีพมามากมายหลายอย่าง ทดลองทำแคร่ไม้ไผ่ ตอนนั้นทำแบบรวดเร็ว ไม่สวยงาม ขายได้ งานพัฒนาฝีมือเพิ่มขึ้นเอง จากการเลื่อย การตอก การเจาะ ทำทีละอย่าง วันนี้ทำขาตั้ง ทำคาน ทำไม้ไผ่ต้องทำไปด้วย ตอกตะปูไปด้วย ไม่ตอกไม้แห้ง ทำไม้ปูพื้น ประกอบเป็นชุด งานไม่หนักแต่เป็นงานทำไปเรื่อย ๆ แคร่ไม้หรือเตียงไม้ จากไม้สะแบง ไม้ยูคาลิปตัส สั่งไม้มาจากนาชาวบ้านในระแวกเดียวกัน บ้านหลังนี้ตนเองเช่าไว้เป็นร้านของแคร่ไม้ ราคาต้นทุน 1,000 บาท แคร่ไม้ยูคาฯ ไม่สะแบง 1,500 บาท เห็นคนแก่ทำอย่าต่อรองเลยครับ ให้เป็นค่าแรงเถอ
วันนี้ 30 เมษายน 60 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ที่บ้านเลขที่ 6 บ้านเขวาน้อย หมู่ 16 อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบต้นขนุนประหลาดออกลูกออกมามีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศชาย ซึ่งชาวบ้านถือเป็นเรื่องแปลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงได้แจ้งให้ผู้สื่อข่าวไปพิสูจน์ เมื่อมาถึงบ้านหลังดังกล่าว พบมีชาวบ้านในหมู่บ้าน กำลังมุงดูต้นขนุนที่ปลูกอยู่ภายในบริเวณบ้าน ใต้ต้นขนุนมีดอกไม้ธูปเทียน และบริเวณลำต้นมีชาวบ้านนำแป้งมาถูเพื่อดูเลขเด็ด โดยขนุนประหลาดชาวบ้านในพื้นที่จะเรียกเป็นภาษาอีสานว่า “หำบักมี่” เพราะมีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศ ซึ่งมีมากถึง 4 ลูกด้วยกัน ชาวบ้านหลายคนถึงกับจุดธูปเทียนและขอเลขเด็ด โดยลูกขนุนประหลาดมีลักษณะคือส่วนที่ใกล้กับก้าน จะออกลูกเป็นผลเต่งตึงเป็นปกติ แต่ส่วนปลายกลับเรียว และมีสีน้ำตาล ลักษณะคล้ายปลัดขิก หรืออวัยวะเพศชาย ซึ่ง “บักมี่” หรือ “ขนุน” ทั่วไป ผลก็จะเป็นลูกทรงรี ๆ แต่ลูกขนุนประหลาดนั้นมองยังไงก็เหมือนปลัดขิก ทำให้ชาวบ้านทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่ที่ทราบข่าวต่างก็เดินทางมาดู และจุดธูปขอเลขเด็ดเป็นจำนวนมาก ทำให้ที่บริเวณลำต้นของต้นขนุนเต็มไปด้วยแป้งที่ชาวบ้า
โครงการ SET เชิดชูผู้ทำความดีเพื่อสังคม ได้ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 10 แล้ว โดยมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการทำความดีและค้นหาผู้ทำความดี โดยปีนี้ได้จัดให้มีพิธีมอบรางวัลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผู้ได้รับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 11 ราย จาก 7 สาขา โดย สาขาการพัฒนาสังคมชนบท ประจำปี 2559 มีผู้ได้รับรางวัลคือ วิสาหกิจชุมชน ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ที่ได้รับคัดเลือกจากสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ให้เป็นผู้ทำความดีเพื่อสังคม รับรางวัลมีชัย วีระไวทยะ ชุมชน ต.ท่าเสา เป็นชุมชนเล็กๆ ใน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรกรที่คนในชุมชนส่วนหนึ่งต้องเผชิญกับปัญหาภาวะหนี้สินนอกระบบ จนนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างยั่งยืนร่วมกัน โดยการสร้างสมาชิกพอเพียง เปลี่ยนหนี้ชุมชน สู่หุ้นวิสาหกิจ มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท ก่อกำเนิดจากการเป็นร้านค้าเล็กๆ ในชุมชน ด้วยแนวคิดส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในชุมชน ปลูกฝังแนวคิดความพอเพียง ลด ละ เลิก อบายมุข และส่งเสริมการออมทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ด
สะบายดีแฟนๆ ทุกคนครับ ปิ่นโตเถาเล็กเพิ่งกลับจากทริปตระเวนชิมในนครหลวงเวียงจันทน์ แห่ง สปป.ลาว เลยถือโอกาสทักทายเป็นภาษาลาว ทุกๆ ครั้งที่ผมได้ไปเยือนเมืองลาว จะมีความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเองเป็นพิเศษ เพราะสามารถเข้าใจภาษาพูดภาษาเขียนได้เกือบเต็มร้อย อีกทั้งขนบธรรมเนียมและกิริยามารยาท ความยิ้มแย้ม หน้าตาผู้คนก็ช่างละม้ายคล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง ตลอดหลายปีที่ได้ไปเยือนเมืองลาว ปิ่นโตเถาเล็กรู้สึกว่าบ้านเมืองมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินมีร้านอร่อยทั้งร้านทั่วๆ ไปและร้านมีระดับถูกปากถูกใจข้าพเจ้าเยอะแยะ ร้านแรกในสัปดาห์นี้ที่อยากจะแนะนำก็คือร้านลาวเดิม เปิดมาได้ 2 ปีกว่า ทำเลที่ตั้งหาง่าย เพราะอยู่เยื้องๆ กับ สนามกีฬาแห่งชาติลาว (สนามกีฬาเจ้าอนุวงศ์) ใครที่เคยมาชิมที่ร้านลาวเดิมครั้งแรกคงต้องรู้สึกตื่นตาตื่นใจในการตกแต่งร้านเหมือนปิ่นโตเถาเล็กเป็นแน่ บรรยากาศดูมีระดับในสไตล์โคโลเนียล พื้นกระเบื้องลายข้าวหลามตัดสลับสีขาวดำ แต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายไม่เกร็ง จึงเป็นที่สำหรับเลี้ยงรับรองได้เป็นอย่างดี อาหารของลาวเดิมนั้นเป็นอาหารลาวแท้ๆ ดั้งเดิมทางภาคเหนือและภาคกลาง โดยเน้นอ
ร้านสวนสี่กรุง ของ คุณอุดม เพชรแสงโรจน์ บรรยากาศร้านอยู่ในสวนย่านฝั่งธนบุรี นำเสนอจานเด็ดของร้าน เป็นปลากะพงสมุนไพร ทุกวันทางร้านจะซื้อปลาจากฟาร์มโดยตรง ใช้ปลากะพง (ปลาเป็น) ไซซ์ 7-8 ขีดเท่านั้น ไม่ใช่ปลาตาย เพราะปลาเนื้อจะแน่น ถ้าเป็นไซซ์ใหญ่กว่านี้เนื้อจะหยาบ เป็นปลาที่เหมาะในการทำอาหารที่สุด เมื่อได้ปลามาแล้ว นำไปขอดเกล็ดล้างให้สะอาด บั้งตัวปลา นำไปทอดในน้ำมันท่วม ใช้ไฟแรงประมาณ 2 นาที จากนั้นเริ่มหรี่ไฟเป็นไฟกลางทอดต่อไปประมาณ 5 นาที ดูให้หนังของปลาเริ่มเหลือง เนื้อข้างในจะสุกเหลืองพอดี กรอบนอกนุ่มใน เสร็จแล้วนำปลาไปพักไว้ จากนั้นเริ่มทำน้ำยำ โดยมีสูตรเด็ดของเครื่องสมุนไพร ประกอบด้วย ตะไคร้ซอย หอมแดง ใบมะกรูด พริกคั่วแห้ง นำไปคลุกเคล้าเข้ากับน้ำยำสูตรเด็ดของร้าน แล้วนำไปราดบนตัวปลากะพง โรยหน้าด้วยปลาหมึกเส้นทอดกรอบ สำหรับปลากะพงสมุนไพรจานนี้จะได้ความหวานของเนื้อปลา ได้รสชาติของสมุนไพรและความเค็ม-เปรี้ยวของน้ำยำ ร้านสวนสี่กรุง อยู่ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 35 เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. สอบถามและจองที่นั่งได้ที่หมายเลข 08-1925-2048 หรือ 0-2865-5038 ที่มา : คอลัมน์ จานเด็ด 77 จัง
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 ที่บ้านโพธิ์ทอง ต.หนองบัว อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ หนองน้ำใกล้กับหมู่บ้านในช่วงนี้ได้แห้งขอดลง เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้ง น้ำที่เคยกักขังไว้เต็มสระมีสภาพเหลืองและลดลงแห้งขอด ดินเหนียวในบริเวณสระน้ำก็แตกตัวเป็นก้อนแตกระแหง เป็นที่หลบซ่อนพักร้อนของกบและเขียดอีโม่ เขียดตัวใหญ่หน่อย ชาวบ้านเรียกเขียดอีโม่ เข้าไปหลบร้อนในซอกดินที่แยกเป็นร่อง ระหว่างก้อนดินแต่ละก้อน วิถีชีวิตแบบชาวบ้านชนบทก็จะทราบว่าจะมีเขียดอีโม่มาหลบซ่อนตัวอยู่ในรอยแตกของดิน เพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ พอช่วงกลางวัน เขียดอีโม่ก็จะเข้ามาหลบร้อนในรอยแยกของดิน ชาวบ้านจึงออกหาขุดกบและเขียดอีโม่ด้วยการใช้เสียมงัดก้อนดินที่แตกเป็นก้อน จับเขียดอีโม่ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง สามารถขุดหาและจับเขียดอีโม่ได้คนละ 10-50 ตัว ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการนำมาประกอบอาหาร ประเภทแกงเขียดใส่ใบชะพลู หรือย่างเขียด ตำน้ำพริกเขียดสด จิ้มพัก คุณแม่สอน แก้วศรี อายุ 54 ปี ชาวบ้านโพธิ์ทอง พร้อมกับเพื่อนบ้านเกือบ 10 คน อายุคงจะราวๆ 50 ปีขึ้นไปทุกคน หลังจากที่รับประทานอาหารเช้าแล้วก็ชวนกันออกหาขุดกบ ขุดเขียด ด้วยการใช้เสียมเป็นเครื่องมือสำคัญในก
มาตามเคย กองทัพแมลงชีปะขาวยก บินจากน้ำโขงบุกเมืองเล่นไฟ เดือดร้อนชาวบ้าน ร้านค้าปิดไฟหนี ถนนสัญจรเสี่ยงอุบัติเหตุ ขณะที่เป็นโอกาสทองของเกษตรกรเลี้ยงปลากระชัง แห่ขนไปทำอาหารปลา ลดต้นทุนได้เท่าตัว เมื่อวันที่ 26 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ จ.นครพนม เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมาได้มีกองทัพแมลงชีปะขาวจำนวนหลายล้านตัว บินขึ้นมาจากแม่น้ำโขง ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ เมื่อถึงฤดูกาลแมลงชีปะขาวจะบินขึ้นมาจากน้ำโขง เพื่อมาเล่นไฟทุกปีช่วงหน้าแล้ง ระหว่างเดือน มีนาคม – เดือนเมษายน ทำให้ตลอดแนวแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ที่มีไฟฟ้าส่องส่อง รวมถึงร้านค้า ร้านอาหาร บ้านเรือนของชาวบ้าน เต็มไปด้วยแมงชีปะขาวหลายล้านตัวคล้ายพายุ ซึ่งมาบินเล่นไฟ ก่อนตายเต็มพื้นถนน สร้างความเดือดร้อน รำคาญแก่บรรดาชาวบ้าน ที่มีบ้านเรือนติดริมฝั่งแม่น้ำโขง รวมถึงร้านค้า ร้านอาหารต้องปิดไฟหนี นอกจากนี้บรรดาผู้ใช้รถใช้ถนนต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะซากแมลงชีปะขาวที่ตายตกลงพื้นถนน จะทำให้เกิดปัญหาถนนลื่น เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุต้องเลี่ยงใช้เส้นทางอื่น ยิ่งหากช่วงไหนสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ก่อนฝนตก
นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า เดือนเมษายนของทุกปีทุกภาคของประเทศไทยจะมีอากาศที่ร้อนจัด การดูแลสุขภาพในช่วงนี้ตามหลักภูมิปัญญาไทยแล้วมักจะใช้เครื่องหอมไทย ซึ่งมีหลากหลายชนิด เหมาะสำหรับการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน เพราะทำให้รู้สึกเย็นสบาย คลายร้อนและระงับเหงื่อ เครื่องหอมไทยประเภทประทินโฉม ได้แก่ แป้งร่ำ แป้งพวง แป้งหอม แป้งผงกลิ่น ดินสอพอง แป้งเกสรดอกไม้ เป็นเครื่องหอมที่ทำมาจากธรรมชาติ ได้รับการถ่ายทอดและสืบทอดมาจากภูมิปัญญาของคนไทยในสมัยโบราณ ซึ่งที่นิยมใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ดินสอพอง ดินสอพอง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากดินธรรมชาติ โดยการนำดินมาร์ล มาบด ร่อน ผสมน้ำแล้วกรองให้สะอาด หากประชาชนต้องนำดินสอพองมาใช้กับผิวหน้าหรือผิวกาย ต้องมีการนำไปฆ่าเชื้อ โดยศาสตร์ทางการแพทย์แผนไทยที่เรียกว่า การสะตุ คือ การนำดินสองพองไปเผาไฟซึ่งเป็นการทำให้ดินสอพองปราศจากสิ่งปนเปื้อน โดยใช้กรรมวิธีนำ ดินสอพองใส่หม้อดิน ปิดฝาหม้อตั้งไว้จนดินสอพองร้อนระอุทั่วหม้อแล้ว จึงปิดไฟและทิ้งไว้ให้เย็น จะพบว่า ดินสอพองที่ผ่านการสะตุต้องมีกลิ่นที่ดีตามธ
