เทคนิคเกษตร
ชื่อวิทยาศาสตร์ Jatropha podagrica Hook. ชื่อวงศ์ Euphorbiaceae (the Spurge Family) ชื่อสามัญ Gout Plant, Guatemala Rhubarb. ชื่ออื่นๆ หัวละมานนั่งแท่น (ประจวบคีรีขันธ์) ว่านหนุมาน, ว่านหนูมานนั่งแท่น, ว่านเลือด (ภาคกลาง) คนส่วนใหญ่ที่ได้ยินชื่อฉัน คิดแต่เพียงว่าฉันเป็นทหารเอกขององค์พระราม ตอนที่ฉันไปเผากรุงลงกา ตามหานางสีดาที่เมืองท้าวทศกัณฐ์ นั่นมันนานมาแล้ว สำหรับตอนนี้ฉันลงมานั่งแท่นอยู่กับแปลงเกษตรกรรม ออกดอก ออกใบ ลงหัวใต้ดินอยู่กับกลุ่มสมุนไพร สรรพคุณโด่งดัง แต่ฉันก็ไม่ทิ้งลาย ออกฤทธิ์ ทั้งดีทั้งร้าย เพราะผู้คนใช้น้ำยางและเมล็ดเป็นยา ส่วนหัวใต้ดินเขายังขุดไปแกะสลักทำ “คุณไสย” เสกคาถากลายเป็น “ว่านมงคล” ซึ่งฉันก็ชอบใจ แม้ว่าตัวฉันจะเป็นไม้พุ่มเตี้ย แต่ถ้าปลูกไว้นานปี ฉันอาจจะสูงขึ้นได้ถึง 2 เมตรกว่า ลำต้นอวบน้ำ สีน้ำตาลอมเขียว ถ้ามาสะกิดเป็นแผลก็จะมีน้ำยางไหลออกมา สีขาวขุ่นไม่เหนียว ที่โคนต้นจะอวบพอง ลงไปใต้ดินกลายเป็นหัว หรือ เหง้า ฉันชอบชุ่มน้ำแต่ก็ทนแล้งได้ดี ใบฉันสีเขียวเข้ม ก้านใบยาว โคนใบเป็นรูปหัวใจ ออกเป็นใบเดี่ยว แยกออก 5 แฉก ใต้ใบสีขาวนวล ก้านใบกลวงยาวเกือบฟุต ลองนึกถึ
พ่อผาย สร้อยสระกลางชาวอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เดิมทำการเกษตรเชิงเดี่ยวโดยการปลูกข้าวโพด และได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท รวมกับเงินออมของตนเองอีก 10,000 บาท ไปลงทุนจ้างลูกจ้าง จำนวน 5 คน ไปโค่นต้นไม้ ถางปา เพื่อปลูกข้าวโพด เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ข้าวโพดราคาดี แต่ผลผลิตได้เพียงเล็กน้อยเพราะเกิดภัยแล้ง ทำให้เงินที่ได้มาไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ปีที่ 2 เมื่อรู้ว่าตนเองคิดผิดจึงนั่งสมาธิอยู่ 10 วัน เพื่อตั้งมั่นหาทางออกและกลับมาตั้งหลักที่บ้าน ต่อมาจึงได้ตั้งใจว่าจะไม่ออกไปหาเงิน จะให้เงินมาหาเอง ไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่จะเอางานและความสุขเป็นตัวตั้ง จึงตัดสินใจขายที่ 5 ไร่ ที่มีอยู่ใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จนหมด และตั้งต้นทำเกษตรผสมผสานและได้ดำเนินชีวิตและอาชีพตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเริ่มต้นจากความต้องการออมน้ำบนพื้นดินของตนเองเพื่อให้มีข้าว นก ปลา ต้นไม้ ที่หลากหลาย จึงตัดสินใจใช้จอบขุดดินเพื่อปั้นสระด้วยมือเพียงลำพัง โดยใช้เวลา 8 เดือน สระลูกแรกก็เสร็จสิ้นลงเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2528 และเริ่มจากกา
การนำหมากเม่าหรือมะเม่ามาแปรรูปเป็นไวน์ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาเพิ่มมูลค่าของไม้ผลท้องถิ่นได้อย่างดีมาก ทำให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกให้ชาวบ้านในท้องถิ่นเกิดความรักหวงแหน พร้อมกับช่วยอนุรักษ์ไม้ชนิดนี้ ซึ่งนับเป็นพื้นบ้านสำคัญที่ทรงคุณค่าให้อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่พบว่ามีพื้นที่ต้นหมากเม่ามากกว่าแห่งอื่นคือที่เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร เหตุนี้จึงมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์ไม้ท้องถิ่นชนิดนี้ พร้อมไปกับการสร้างคุณค่าและมูลค่า จนประสบผลสำเร็จด้วยการผลิตเป็นไวน์ส่งไปประกวดต่างประเทศได้รับรางวัลกลับมาสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก จากนั้นจึงต่อยอดด้วยการผลิตเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขนม และเครื่องสำอาง ไม่เพียงเท่านั้นกากเม่ายังนำไปผสมเพื่อใช้เป็นอาหารให้สัตว์กิน คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของการนำหมากเม่ามาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายชนิดจนโด่งดังมาจากจุดเริ่มต้นภายในรั้วของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จากคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานอยู่คณะทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น รายงานพิเศษจังหวัดสก
อาจจะเคยได้ยินผ่านหูกับชื่อ “บ้านนาเชือก” ด้วยความโดดเด่นในมุมของหมู่บ้านที่มีแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน มีความเข้มแข็ง มีความสามัคคี มีความร่วมมือภายในชุมชน มีองค์ความรู้ที่สามารถส่งเสริมพัฒนาอาชีพการทำผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมมูลควาย จนมีชื่อเสียง และได้รับคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ Unseen Thailand ในปี 2556 ทั้งยังเป็นหมู่บ้านที่มีแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยยังดำรงไว้ซึ่งประเพณีและวัฒนธรรมเดิม ความสำเร็จในแต่ละกิจกรรม ไม่ได้มีมาแต่การก่อตั้งหมู่บ้าน แต่เพราะมีการปรับตัวของชุมชน ความร่วมมือที่ก่อให้เกิดความสำเร็จ ส่งผลให้สภาพของหมู่บ้านเปลี่ยนจากสภาพติดลบขึ้นมาบวกถึงขีดสุด สิ่งที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง คือ ระหว่างการปรับเปลี่ยนบ้านนาเชือกมีการพัฒนาอย่างไร ผศ.ดร.สุดารัตน์ สกุลคู อาจารย์สาขาพืชศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร หัวหน้าโครงการหมู่บ้านราชมงคล (บ้านนาเชือก) กล่าวย้อนถึงบ้านนาเชือกในอดีตให้ฟังว่า บ้านนาเชือก ตั้งอยู่ที่ตำบลแร่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากอำเภอพังโคน 26 กิโลเมตร ติดกับลำน้ำอูน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลี้ย
ผมมีเพื่อนนักเรียนประจำที่ศรีราชา อยู่และโตด้วยกันมาร่วม 10-12 ปี สมัยเริ่มหลักสูตรมัธยมศึกษารุ่นแรก ป่านนี้ก็หลายปีแล้วสินะ เราจัดสังสันทน์ทุกเดือน ที่ภัตตาคารกวนอา ตั้งแต่อยู่ถนนสาทร หัวมุมแยก พระราม 4-วิทยุ จนล่าสุดย้ายมาอยู่ถนนพระราม 3 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมพบกินข้าวกันตอนเย็น เดี๋ยวนี้ดึกนักขับรถกลางคืนไม่ไหว ต้องร่นมาจัดกลางวัน เริ่มตั้งแต่ 11 โมง อิ่มหนำสำราญแล้ว บ่ายกลับบ้านไปนอนพักได้สบายตัว สมาชิกที่เคยน้อย บัดนี้ตระหนักว่า วันคืนสำหรับแต่ละคนเหลือไม่มากแล้ว ก็ชวนกันมาอุ่นหนาฝาคั่ง ล้งเล้งด้วยปิยวาจา (ด่าทอ) ลั่นภัตตาคารถึงริมน้ำ เพื่อนสนิทเหล่านี้ ผ่านชีวิตการงานมาหลากหลายอย่างมีนัยสำคัญ ตามสำนวนที่ทำให้ฟังดูดี มีคนหนึ่งจบดุษฎีบัณฑิตการเกษตร ทำกิจการอาหารไก่ และเพาะแม่พันธุ์ส่งสหกรณ์ในเครือข่าย ทุกเดือนจึงนำไข่ไก่มาให้เพื่อนในราคาหน้าฟาร์ม ซึ่งขึ้นลงแต่ละวัน แต่ได้ไข่สดที่เก็บเช้านั้น ไม่ค้างเก่า 3 วัน เหมือนที่ห้าง และขนาดของไข่ก็ตรงตามมาตรฐาน คือ เบอร์ 0 ก็ 0 จริงๆ ไม่ใช่แอบยกมาจากเบอร์ 1 หรือ เบอร์ 2 อย่างตามห้าง เพื่อนอีกคนหนึ่ง เป็นถึงนายกเทศมนตรีบางบ่อ แหล่งปลาสลิดมีช
เรื่องราวของการกินให้สอดคล้องกับ ธาตุเจ้าเรือน เป็นภูมิปัญญาตะวันออกของไทยที่มีพื้นฐานสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมอินเดียซึ่งเรารับอิทธิพลเข้ามาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว นับตั้งแต่มนุษย์รู้จักไปมาหาสู่กันและอารยธรรมอินเดียได้แผ่เข้ามาสู่ดินแดนแถบนี้ หลักการแพทย์ของอินเดียที่เรียกว่า “อายุรเวท” นั้นเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคที่เกิดขึ้นจากการศึกษาเรียนรู้แบบแผนการดำเนินชีวิตและการกินอยู่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ผนวกกับการแพทย์พื้นบ้านอันเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ จนเกิดเป็นแนวทางการรักษาตัวในแบบธรรมชาติ ซึ่งได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น การแพทย์แผนไทย ในปัจจุบัน แนวความคิดของอายุรเวทนี้มาจากความเชื่อที่ว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ดังนั้น คนเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขได้ก็ควรจะดำเนินชีวิตให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ทั้งที่เป็นสิ่งแวดล้อม “ภายนอก” และธรรมชาติ “ภายใน” ตัวตนของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ธรรมชาติภายในที่มีความแตกต่างกัน ทั้งรูปร่าง หน้าตา บุคลิก นิสัยใจคอ และอารมณ์ นี้ล้วนมีผลมาจากธาตุเจ้าเรือนเฉพาะตัว ซึ่งตามหลักการแพทย์แผนไทยเชื่อว่า สรรพสิ่งในธรรมชาติรวมทั้งร่างก
มะละกอ…ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ปาปายา (papaya) โปรตุเกสเรียก มาเมา (mamoa) คนฝรั่งเศสเรียก ปาปาเย (papaye) คนเยอรมันเรียกปาปาจา (papaJa) คนอิตาลีเรียก ปาปาเอีย(papaia) คนคิวบาเรียก ฟรูตาเดอ บอมบา(frutade bomba) คนเปอร์โตริโกเรียกว่า เลโชซา(lechosa) คนเม็กซิกันเรียกว่า เมลอน ซาโปเต้ (melon zapote) ในเอเซียก็เรียกแตกต่างกัน คนจีนเรียกว่าเจียะกวยหรือฮวงบักกวย อินโดนีเซียและฟิลิฟปินส์ เรียกปาปายา มาเลเซียเรียกเบเต็ก พม่าเรียกทิมเบ่า กัมพูชาเรียกหง ลาวเรียกบักหุ่งหรือหมากหุ่ง คนไทยในแต่ละกลุ่มเรียกแตกต่างกัน ภาคกลางเรียก มะละกอ สุโขทัยเรียก บนละกอ ภาคใต้ส่วนใหญ่เรียก ลอกอ ยกเว้นสตูลเรียก แตงตัน ปัตตานีเรียกมะเต๊ะ ยะลาเรียก ก๊วยลา ภาคเหนือเรียก บะก๊วยเทศ กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียก สะกุ่ยเส่ เงี้ยวเรียก หมากชาวผอ อิสานเรียกบักหุ่ง,หมากหุ่ง เลยเรียก หมากกอ อาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ นักวิชาการอิสระ อธิบายเรื่องของ “ส้มตำ” และ “ส้มตำมะละกอ” ไว้ดังนี้ ส้มตำ หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง เอาผลไม้ มีมะละกอ เป็นต้น มาตำประสมกับเครื่องปรุง มีรสเปรี้ยวนำ คำว่า “ส้ม” แปลว่าเปรี้ยว คำว่า “ส
ช่วงส่งท้ายปีเก่า นับถอยหลังสู่ปีใหม่ หลายคนคงเตรียมตัวไปท่องเที่ยวกับครอบครัว จะเที่ยวไทย-เที่ยวนอก แต่ละประเทศต่างมีมุมมองความเชื่อเหนือธรรมชาติที่แตกต่างกันไป บางทีก็เป็นกุศโลบายในการใช้ชีวิตของคนรุ่นเก่าก่อน มาดูกันว่าอาเซียนมีความเชื่อแบบไหน และเรื่องใดที่เหมือนหรือคล้ายเราบ้าง จะได้นำไปปฏิบัติใช้หากมีโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนประเทศเพื่อนบ้าน ประเดิมด้วยประเทศพม่า ชาวพม่าเชื่อว่าการเดินลอดบันไดจะทำให้สูญเสียพลังชีวิต เช่นเดียวกับการลอดใต้ราวตากผ้า ที่มี “ลองยี” หรือผ้าโสร่งของผู้หญิงแขวนอยู่ ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมักเตือนไม่ให้ถอดรองเท้ากลับหัวหลับหาง เพราะจะนำมาซึ่งความโชคร้าย ไม่ควรเก็บกระจก รวมถึงแก้วที่แตก หรือมีรอยร้าว หากกระจกหน้าต่างถูกกระแทกจนร้าว ชาวพม่าจะรีบเปลี่ยนให้เร็วที่สุด ห้ามสระผมในระยะเวลา 1 สัปดาห์หลังจัดงานศพ เนื่องจากเป็นช่วงที่วิญญาณผู้ตายยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ คนในครอบครัว เครือญาติ และคนรู้จัก อย่าใช้ทัพพีเคาะหม้อหลังนำลงไปคนในแกงที่กำลังต้ม การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่สุภาพอย่างร้ายแรงเทียบเท่าการตีศีรษะของพ่อแม่เลยทีเดียว อย่าเคาะฝาหม้อ 2 ฝาเข้าด้วยกัน เพราะอาจทำใ
ลมหนาวแรกของปีมาถึง ตามยอดภูยอดดอยทุกแห่งก็คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศที่ต้องการมาสัมผัสกับความหนาวเย็น หรือไม่ก็ชมทะเลหมอกและความงามของไม้ดอกเมืองหนาว ยิ่งหากได้บุกขึ้นภูสวยๆ ได้ถ่ายภาพทิวเขา ที่สลับกับช่วงแสงอรุณเริ่มแตะท้องฟ้า ก็สวยงามเกินจะบรรยายแน่ๆ คิดแล้วก็เก็บกระเป๋ามุ่งตรงไปที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ที่มีทั้งทิวทัศน์ภูเขางามๆ ลมหนาว ทะเลหมอก ดอกไม้หลากสี สมกับเป็น “ดินแดนในสายหมอก” อันคุ้มค่าที่จะเดินทางไปจริงๆ งั้นก่อนสิ้นปีนี้ เฮาไปเที่ยวภูเรือ นำกันบ่ การเดินทางครั้งนี้ เราเน้นแบบไม่รีบร้อน หรือศัพท์วัยรุ่นปัจจุบันเรียกสโลว์ไลฟ์ โดยใช้เส้นทางจังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างทางเกิดสะดุดตากับที่แห่งหนึ่ง จึงขอแวะสักหน่อย ที่นั่นคือ สำนักงานยาสูบเพชรบูรณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ หน่วยงานที่สนับสนุนเกษตรกรปลูกใบยาสูบแบบการปลูกพืชหมุนเวียน รวมถึงการส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี ใบยาสูบ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของเพชรบูรณ์เลยก็ว่าได้ เนื่องจากความเหมาะสมของสภาพอากาศและพื้นที่ โดยในพื้นที่ของจังหวัดมีการปลูกใบ
มีหลายคนสงสัยอยู่ว่า พืชชนิดหนึ่งที่เป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ สีเขียวอ่อน ใส่ถุงวางขายตามตลาดสด มันคืออะไร? คนกินได้หรือ? จะหาคนอธิบายได้บ้างไหมว่า มันเป็นพืชประเภทไหนกันแน่ เห็นคนหลายภาคเอามาประกอบอาหารกินกัน หยึย…ย กินไปเรื่อย ที่จริงแล้วที่เห็นกันอยู่ตามตลาดบางแห่ง ใส่ถุงวางขาย ถุงละ 10 บาท เม็ดสีเขียวๆ เล็กๆ เหมือนไข่ปลา แต่ไม่ติดกันเป็นแพ เป็นก้อน น่าจะเหมือน เศษพืชอะไรสักอย่าง ที่ร่วนซุย คล้ายเม็ดทราย ถ้ามันมีสีขาวใสก็จะเหมือนเม็ดสาคู ที่เป็นขนมหวาน แต่ก็ไม่เหนียวเหนอะ แห้งๆ ถ้าสะเด็ดน้ำแล้ว เป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ ชาวบ้านทางภาคเหนือ เรียกว่า “ผำ” ทางอีสานเรียก “ไข่ผำ” ทางภาคกลางเรียก “ไข่น้ำ” บางที่เรียก “ไข่แหน” ผำ หรือไข่ผำ ไข่แหน หรือไข่น้ำ ชื่อภาษาอังกฤษว่า Water Meal เป็นพืชน้ำ คล้ายตะไคร่น้ำ เป็นเม็ดกลมหรือรี เม็ดเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.1-0.2 มิลลิเมตร เท่านั้นเอง เป็นพืชในวงศ์ LEMNACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Wolffia globsa Hartog & plass ขึ้นอยู่ผิวน้ำเป็นแพ เป็นกลุ่ม อาจมีลอยปะปนกับพืชน้ำชนิดอื่น เช่น จอกหูหนู แหนแดง ในน้ำนิ่ง ใส แถวบึง หนองน้ำ พบหากันมากิน มาขายมากในฤดูฝน
