เทคนิคเกษตร
“งาขี้ม้อน” อาจจะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูของใครหลายต่อหลายคนมากนัก เมื่อกล่าวถึงงาขี้ม้อน หลายคนก็อาจนึกภาพไม่ออกว่างาขี้ม้อนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร มีเม็ดเล็กและมีรูปร่างคล้ายกับงาแบบทั่วไปที่เรารู้จักหรือไม่ แล้วงาขี้ม้อนมาจากพืชชนิดไหน สามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาทำความรู้จักกับงาขี้ม้อน เจ้างาเม็ดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสรรพคุณและการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายกัน งาขี้ม้อน หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Perillafrutescens (L.) Britton อยู่ในวงศ์กะเพรา Labiatae (Lamiaceae) เป็นพืชล้มลุกและถือเป็นพืชน้ำมันที่มีถิ่นกำเนิดในทางภาคเหนือ โดยงาขี้ม้อนนี่จะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ออกดอกในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน มีใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ มีขอบหยักฟันเลื่อย ออกดอกเป็นช่อ มีขนปกคลุม และออกผลรูปทรงกลม สีน้ำตาลขนาด 2 มิลลิเมตร ซึ่งเจ้าผลของาขี้ม้อนนี้เองที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ โดยงาขี้ม้อนนั้นจะติดผลในช่วงฤดูหนาวในเดือนธันวาคมและมกราคม การใช้ประโยชน์งาขี้ม้อน ในพื้นที่ถิ่นกำเนิดอย่างภาคเหนือ จะนิยมนำงาขี้ม้อนไปคั่วในกระทะให้หอมแล้วนำไปตำเข้ากับข้าวเหนียว และนำไปปรุง
“ทุเรียน” เป็นหนึ่งในผลไม้และพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ด้วยรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ ส่งผลให้ทุเรียนไม่เพียงแต่เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยผู้หลงใหลและชื่นชอบในทุเรียนเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมในต่างประเทศอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มูลค่าในการส่งออกและราคาขายของทุเรียนนั้นมีราคาสูง แต่ก่อนจะคิดเริ่มทำสวนทุเรียน เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาดู 7 โรคพืชที่อาจทำให้สวนทุเรียนของคุณพังได้ทั้งสวน! โรครากเน่าโคนเน่า โรคยอดฮิตในทุเรียน ที่มีสาเหตุจากเชื้อ Phytpphthora Palmivora ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุเรียนในทุกช่วงระยะการเจริญเติบโต โดยมักมักทำลายทุเรียนทั้งรากบริเวณคอดิน กิ่ง ลำต้น ใบ ปลายยอด และสร้างความเสียหายให้ผลทุเรียน เมื่อเชื้อเข้าไปทำลายระบบราก ใบของต้นทุเรียนจะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และหากเชื้อลุกลามไปยังโคนก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุเรียนตายได้ การป้องกันรากเน่าโคนเน่า ในการคำนวณเรื่องระยะแปลงปลูก ควรเว้นระยะให้ทั้งสวนมีการระบายน้ำที่ดี ไม่เสี่ยงต่อการท่วมขัง ตัดแต่งทรงพุ่มของต้นทุเรียนให้มีความโปร่ง เพื่อให้แสงแดดสาม
การเลี้ยงวัวก็เหมือนกับกระปุกออมสินมีชีวิต ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง เวลาเดือดร้อนก็สามารถเป็นเงินเก็บไว้คอยช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังได้ขี้วัวหรือปุ๋ยคอกเอาไว้เป็นปุ๋ยในไร่นาและจำหน่ายเป็นรายได้อีกด้วย คุณขจร แสงศรีเรือง หรือ คุณสีโก อายุ 45 ปี เรียนจบปริญญาตรี สาขาสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออก และอดีตผู้จัดการฟาร์ม ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 110 หมู่ที่ 2 บ้านกงกลาง ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โทร. 081-407-8882 คุณขจร กล่าวว่า การทำปุ๋ยหมักอินทรีย์นั้นในตอนแรกต้องขนขี้วัวออกจากคอกเอามาเทกองไว้ให้ผสมกับใบไม้ทิ้งไว้ประมาณ 1 ปี ขี้วัว ใบฉำฉาจะนำมากองไว้ เราเอามาเทลง ความชื้นดูดลงดิน เราใช้เวลา 1 ปี แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เดือน 3 คนจะเอาขี้วัวขี้ควายไปใส่นาแล้วจะไถกลบทำนาเดือน 6 อีก 3 เดือน ช่วงเดือนสิงหาคมข้าวก็จะตั้งต้นงาม แต่ละวันจะได้ปุ๋ยเท่าไหร่ วัว 1 ตัวจะกินหญ้า 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หากวัวหนัก 400 กิโลกรัมจะกินหญ้า 40 กิโลกรัมต่อวัน วัว 8 ตัวจะได้ขี้วัว 200 กิโลกรัม (เปียก) ต่อวัน จะเหลือครึ่งต่อครึ่งขายมวลแห้ง แต่จะเหลือจริงๆ ประมาณ 80 กิโลกรัม (ผสมกับใ
ชื่อสามัญ : Konjac/Konyakky/Devil’s tongue ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amorphophallus campanulatus/Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson Family : ARACEAE เมื่อถึงฤดูต้นฝน คนที่ชอบเดินเที่ยวตามป่าเขามักจะได้เห็นพืชประหลาดจำพวกหนึ่ง แทงก้านใบสูงขึ้นมาโผล่พ้นดินเป็นยอดแหลมๆ แล้วอีกไม่นานนักก็จะค่อยๆ คลี่ใบกางออกมาคล้ายร่ม ดูสวยงามสะดุดตา เจ้าต้นไม้ที่ว่านี้ก็คือ ต้นบุก นี่เอง พืชตระกูลบุกทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 90 กว่าชนิด พบมากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเชีย มาเลเซีย พม่า ลาว เขมร ฯลฯ ส่วนในบ้านเรา พบประมาณ 10 กว่าชนิด แต่ที่นิยมเอามาทำประโยชน์บริโภคได้จริงๆ มีแค่ 3 ชนิด ได้แก่ Amorphophallus oncophyllus Prain ex Hook f. บุกไข่ หรือ บุกทรายเนื้อในหัวสีเหลือง ขาวอมชมพูใบใหญ่ กว้างประมาณ 1 เมตร ก้านใบสีเขียวมีลายขาวเป็นปื้นๆ รูปไข่สมชื่อช่อดอกยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร มีกาบหุ้มสีม่วงอมน้ำตาล หัวใหญ่กลมๆ แป้นๆ มีร่องบุ๋มตรงกลางด้านบน ชนิดนี้จะมีสาร Glucomannan อยู่ข้างในมากกว่าบุกชนิดอื่น พบมากทางแถบตะวันตก กาญจนบุรีสุพรรณบุรี ราชบุรี ฯลฯ Amorphophallus kerrii NE. พบมากทางแถบภาคเห
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ นำเสนอนวัตกรรมชุด “ปักชำพืช” (Media cutting plant) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการประยุกต์ใช้เทคนิควิธีการคล้ายกับการผลิตเมล็ดเทียม ที่มีส่วนประกอบเลียนแบบเมล็ดพืชจากธรรมชาติ สามารถเติมสารอาหาร สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในกลุ่มออกซิน ได้แก่ NAA หรือเติมสารเคมีชนิดอื่นๆ เช่น ฮิวมิก สารกำจัดเชื้อรา หรือจุลินทรีย์ที่ช่วยสนับสนุนการเจริญของพืชเข้าไปเป็นส่วนประกอบ นวัตกรรมชุด “ปักชำพืช” (Media cutting plant) มีส่วนประกอบจากสาร NAA สารฮิวมิก ปุ๋ยสูตร 10-50-15 สารป้องกันเชื้อรา ผลงานชิ้นนี้ สามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส ไม่ควรโดนแสงแดดจัดและอุณหภูมิสูง อายุการเก็บรักษานาน 60 วัน คุณสมบัติเด่นของนวัตกรรมชุด “ปักชำพืช” คือ สามารถเร่งการออกราก 20-25 วัน ป้องกันความเสียหายของราก ช่วยลดระยะเวลาการย้ายปลูก เหมาะกับพืชที่ออกรากได้ยาก สามารถปฏิบัติได้สะดวกง่ายต่อการใช้งาน วิธีการใช้งาน 1. นำฟองน้ำแช่น้ำและนวดให้ชุ่มน้ำ 2. เติมน้ำในกล่องเลยหลุมเพาะเล็กน้อย จากนั้นนำฟองน้ำมาเรียงในหลุม ทั้งหมด 12 หลุม 3. นำยอดกิ่งพันธุ์ดีปักลงในมีเดียปักชำ แล้วนำไปเรียงบนฟอ
ใบไม้ เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ทำเป็นอาหารได้ เมื่อได้ชิมรสชาติ ทำให้ผู้เขียนต้องถามหาสูตรทันทีว่ามาจากไหน และมีกรรมวิธีการทำอย่างไร จึงได้รับคำตอบจาก คุณกัญญารัตน์ คงบ้อ นักการแพทย์แผนไทย หัวหน้าศูนย์สุขภาพวิถีไทย โรงพยาบาลเขาพนม จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งชมรมหมอพื้นบ้านของอำเภอเขาพนมและยังเป็นผู้ คิดหาสูตร “ยำใบไม้” โดยผ่านฝีมือการปรุงเมนูนี้จาก คุณอมรรัตน์ หิรัญรุจี หมอพื้นบ้าน อสม. ชมรมหมอพื้นบ้าน อำเภอเขาพนม ทั้งสองท่านบอกว่า สูตรนี้เป็นภูมิปัญญาในการปรุงอาหารของชาวบ้านในสมัยโบราณ ต่อมาจึงได้ชื่อว่า “ยำใบไม้” สูตรโบราณ ซึ่งเป็นการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จะเรียกว่าเป็นสูตรโบราณหรือสูตรคุณยายก็ได้ วิธีการทำ “ยำใบไม้” ไม่ยาก ด้วยการนำเอาใบพืชสมุนไพรต่างๆ ที่เตรียมไว้มาหั่นฝอย จากนั้นนำเครื่องยำที่เตรียมไว้ (จะเรียกว่าเครื่องแกงก็น่าจะใช่) มาผสมคลุกเคล้ากับใบไม้ ส่วนเครื่องคลุกจะมีโปรตีนจากปลา และกุ้งแห้งที่ตำหรือป่นละเอียดไว้แล้ว จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลและเกลือ ชิมรสชาติตามชอบใจ สำหรับวิธีการรับประทานจะนำมาคลุกกับข้าวสวย พอได้กินแล้วก็รู้สึกเหมือนได้รับการกระตุ้นต่อมต่างๆ ตามร
ฝักคูนที่เห็นแก่หล่นอยู่ใต้ต้น ทราบไหมว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยเกษตรกรหัวก้าวหน้าของพะเยาได้ศึกษาและมีแนวทางการใช้ประโยชน์อย่างมากมาย ลองติดตามดูนะครับ ข้อมูลทางวิชาการราชพฤกษ์, คูน, ลมแล้ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula เป็นไม้ดอกในตระกูล Fabaceae เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียใต้ ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ไปจนถึงอินเดีย ศรีลังกา พม่า และไทย นอกจากนี้ ดอกราชพฤกษ์ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติไทยอีกด้วย ชื่อของราชพฤกษ์นั้นมีการเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะเรียกราชพฤกษ์ว่า คูน เนื่องจากจำง่ายกว่า (แต่มักจะเขียนผิดเป็น คูณ) ทางภาคเหนือเรียกว่า ลมแล้ง ทางภาคใต้เรียกว่า ราชพฤกษ์ ลักเกลือ หรือลักเคย ชาวกะเหรี่ยงและในกาญจนบุรีเรียกว่า กุเพยะ การปลูกและการดูแลรักษาการปลูกในช่วงแรกๆ ต้นราชพฤกษ์จะเจริญเติบโตได้ช้าในระยะเวลาประมาณ 1-3 ปีแรก หลังจากนั้น จะเจริญเติบโตเร็วขึ้น เปลือกจะเป็นสีน้ำตาลเรียบ มีรากแก้วยาวสีเหลือง และมีรากแขนงเป็นจำนวนมาก เมื่อมีอายุ 4-5 ปี จึงออกดอกและเมล็ดและเจริญเติบโตต่อไป การดูแลรักษาแสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการปริมาณน้ำน้อย ควรให้น
ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitex glabrata R. Br. ชื่อวงศ์ VERBENACEAE LAMIACEAE ชื่ออื่นๆ คมขวาน โคกฝรั่ง (กลาง) ขี้เห็น (อุบลราชธานี-เลย) ปลู (สุรินทร์-เขมร) ผมได้ยินชื่อตัวเองเมื่อใครเรียกหาแล้วสะดุ้งทุกครั้ง เพราะเป็น “วจนภาษา” ที่แสดงความรู้สึกทางอารมณ์ ส่งผลทางพฤติกรรมได้อย่างชัดเจน ลองจินตนาการดูซิครับ เมื่อใครพูดถึงอะไรที่ “เน่า” สีหน้าจะแสดงออกอย่างไร น้ำเน่า ปลาเน่า หมาเน่า เหม็นเน่า หรือไข่เน่า หาสีหน้าสร้างสรรค์ได้ยาก แปลก…แต่เป็นชื่อของต้นไม้ดอกหอม ถ้าเอ่ยถึง “ไข่เน่า” ที่เป็นของจริงจาก ไข่เป็ด ไข่ไก่ คงจะไม่ต้องอธิบายถึง “กลิ่น” ว่า “ฉุนนาสิก” เพียงใด ล้างสิบน้ำแล้วยังติดจมูกไม่หาย สมัยก่อนวัยรุ่นนักเลงโบราณยังใช้ไข่เน่าปาหัวเวลายกพวกตีกัน แต่มีไข่อีกแบบที่คล้ายๆ กัน เป็น “ไข่เสีย” ไม่ใช่ไข่เน่า คือ ไข่ซึ่งฟักไม่ออกเป็นตัว ตัวอ่อนตายในฟองไข่ และมีพัฒนาการต่างกันตามอายุ เรียกกันว่า “ไข่ตายโคม” หรือ “ไข่ข้าว” บางท้องถิ่นเรียกว่า ไข่ค้างรัง ในประเทศลาว เรียกว่า ไข่ค้างฮาง ในประเทศฟิลิปปินส์ เรียกว่า “บาลุต” ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไข่ไก่ หรือไข่เป็ด ที่ฟักแล้วไม่ออกเป็นตัวคือตัวอ่อนตายในฟองไ
ผลไม้ไทย มีคุณภาพดีและมีรสชาติอร่อย เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก แต่ยากในการดูแลรักษาคุณภาพสินค้า เพราะหลังการเก็บเกี่ยว โดยธรรมชาติพืชผักผลไม้สดยังคงมีการหายใจตามอัตราปกติเหมือนตอนที่ติดอยู่บนลำต้น ซึ่งกระบวนการหายใจของผลไม้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลไม้สูญเสียความสด หากวางพืชผักผลไม้ในพื้นที่ที่มีระดับก๊าซออกซิเจนมาก ยิ่งส่งผลให้ผลผลิตเหี่ยวง่ายได้ เอทิลีน มีผลต่อการสุกของผลไม้ เอทิลีน เป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้ผลไม้เกิดการสุก ดังนั้น วิธีการใดก็ตามที่มีผลลดอัตราการสร้างหรือยับยั้งการทำงานของเอทิลีนในพืชย่อมส่งผลให้ชะลอการสุกได้ โดยทั่วไปสภาพที่มีผลต่อการกระตุ้นการสร้างเอทิลีนในพืชได้แก่ อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน การเกิดบาดแผลหรือชอกช้ำ รวมทั้งการเข้าทำลายของโรคและแมลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าว มีผลส่งเสริมการสร้างเอทิลีน แต่มี 3 แนวทาง ที่สามารถยับยั้งการสร้างเอทิลีนหรือมีผลทำลายเอทิลีน ได้แก่ 1.ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 2. อุณหภูมิต่ำ 3. การใช้สารดูดซับเอทิลีน โดยการใช้สารดูดซึบเอทิลีนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องใช้ในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้การทำลายเอทิลีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เกษต
ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศบ้านเรา มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด พืชพรรณนานาที่เคยเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูกาลก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่จะต่างกับความรู้สึกนึกคิด ความรับผิดชอบของคน ที่มันจะเปลี่ยนแปลงตามสถานะหรือไม่นั้น ก็สุดแท้ที่จะคาดเดาได้ โดยเฉพาะกับคนบางคน ที่ยังหลงใหลอยู่ในสถานะทางสังคมปัจจุบัน คืนวันเดือนปี ฤดูกาลผันเปลี่ยน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปของคนไทย คือความรัก และภาคภูมิใจใน “ผักสมุนไพรพื้นบ้าน” ที่ฝังอยู่ในสายเลือด และจิตวิญญาณ “หอมแดง” เป็นผักที่มากคุณค่า มีราคาดี ซื้อขายกันในราคาพอเหมาะตามสมควร หรือตามห้วงฤดูกาล เมื่อเป็นของดี มีความเชื่อมั่นในแหล่งผลิต คนชื่นชมนิยม มักจะเป็นที่เสาะหา หลายคนยกให้เป็นผักของจำเป็นที่มันต้องมีไว้ประจำครัว กินอาหารมื้อใด ต้องมีหอมแดงเข้าเป็นส่วนร่วมด้วยเสมอ หลายคนหลงใหลติดหอมแดงจนขาดหายไปจากมื้ออาหารไม่ได้เลย หลายปีที่ผ่านมา ที่จังหวัดอุตรดิตถ์มีการปลูกหอมแดงกันมากมาย เริ่มที่ชาวลับแลซึ่งก็ปลูกมาหลายสิบปี ทำรายได้ให้กับชาวสวนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนชื่อ “หอมแดงลับแล” มีชื่อเสียงติดตลาด มีการขยายพื้นที่ปลูกออกมาเขตอำเภอต่างๆ เช่น
