เทคนิคเกษตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มีแนวคิดดำเนินการวิจัยและบริการวิชาการในพื้นที่เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของชุมชนเกษตรกร ตามปณิธานในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยคือ “เรียนรู้เพื่อรับใช้สังคม” ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ได้พัฒนาผลงานวิจัยและงานบริการวิชาการให้ครอบคลุมห่วงโซ่เศรษฐกิจของสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด เช่น “ตาลโตนด” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชนท้องถิ่น เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต แปรรูปและการตลาด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยได้รับสนับสนุนทุนวิจัย จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อนำองค์ความรู้จากผลงานวิจัยไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปตาลโตนด ในจังหวัดเพชรบุรี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและพัฒนาคุณภาพสินค้าของเกษตรกรอย่างยั่งยืน เพชรบุรี แหล่งภูมิปัญญา “ตาลโตนด” ดร.ศิริวรรณ แดงฉ่ำ และคณะ นักวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีได้ดำเนินวิจัยเรื่อง “การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นตาลโตนด” พบว่า ต้นตาลเป็นพืชที่เป็นวิถีชีวิตและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรี ต้นตาลมีคุณค่าตั้งแต่รากจนถึงยอด ชาวเพชรบุรีจึงเรียนรู้และสืบทอดการใช้ประโยชน์จากตาลโตนดจนเกิดเป็นภูมิปัญญาที่ซึมซับวิ
บอระเพ็ด อาจเป็นความทรงจำแสนขมของบางคน แต่ความขมนี่แหละที่ใช้เป็นยาอายุวัฒนะของคนเมื่อก่อน ในอดีตคนที่เคยเป็น “แม่นม” มักจะใช้บอระเพ็ดเป็นเครื่องมือที่จะบอกลาลูกน้อยไม่ให้ “ดูดนม” โดยไม่เสียสัมพันธภาพ เพราะการ “หย่านม” โดยวิธีใช้บอระเพ็ด ทาหัวนมให้ลูกดูด ก็เป็นการบอกเลิกโดยไม่มีอันตรายแต่อย่างไร เพราะ “แหยงขม” กลัวนมไปเอง วัยเรียน คุณครูก็ใช้บอระเพ็ดลงโทษนักเรียนที่มาสาย ทำผิด ขาดเวร ไม่ส่งการบ้าน ง่วงเหงาเวลาเรียน ทะเลาะกับเพื่อน ก็ให้อมบอระเพ็ด แล้วมักจะบอกว่า ครูทำโทษพวกเธอด้วย “รักและหวังดี” แล้วบอกว่าความขมนี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย เคล็ดลับแก้ขมบอระเพ็ด หากใครอยากใช้บอระเพ็ดเป็นพืชสมุนไพรทางเลือก แต่กลัวขม มีเคล็ดลับแก้ขม โดยการเชื่อมหรือแช่อิ่ม ไม่ให้รสขมเหลืออยู่ ต้องเลือกบอระเพ็ดในช่วง “ระยะเพสลาด” คือระยะไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป หั่นเป็นท่อนยาวสักหนึ่งองคุลีเคี้ยวพร้อมกับมะเขือพวง 1-2 ผล รสชาติขมจะหายไป หากไม่อยากกินบอระเพ็ดสดๆ ก็ใช้วิธีดองน้ำผึ้ง โดยหั่นเป็นท่อนพอดีคำ ลอกผิวแล้วผ่าเอาไส้ในออก เอาเนื้อแช่น้ำเกลือผสมน้ำซาวข้าวสักครึ่งชั่วโมง ล้างน้ำเกลือแล้วลวกให้นิ่ม แช่น้ำเย็นอีกค
ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ถึงจะมีการพัฒนาเมืองให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีชาวบ้านไม่น้อยที่ยังคงทำการเกษตรอยู่ และมีการลอกเลนที่อยู่คู่กับเกษตรกรมาช้านาน การลอกเลน ต้องใช้ทั้งกำลังคนและเวลามาก วันนี้อยากจะนำเสนอเครื่องดูดเลนเทคนิคชาวบ้าน ของ คุณวิเชียร เนียมจ้อย เกษตรกรนักประดิษฐ์ที่จบการศึกษาเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่สามารถคิดค้นเครื่องทุ่นแรงในการลอกเลน ที่ผลิตเอง ประหยัดทั้งเวลา ใช้จำนวนคนน้อย และส่งขายไปทั่วประเทศ คุณวิเชียร อยู่บ้านเลขที่ 40/2 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 11140 ก่อนจะทำเครื่องดูดเลน คุณวิเชียร บอกว่า เมื่อก่อนนั้นทำนาปลูกข้าว แต่ทำไปได้ระยะหนึ่งช่วงนั้นมีพื้นที่จำกัด ต้องเช่าพื้นที่เขาปลูก มีพื้นที่ส่วนตัวเพียงแค่ 3 ไร่ ราคาขายข้าวนั้นไม่ดีนัก จึงหันมาทำสวนแทน เพราะทำสวนใช้พื้นที่น้อยแต่เวลาเก็บผลผลิตนั้นได้มากกว่า เวลาทำสวนยกร่องก็จะมีขี้เลนอยู่ภายในท้องร่อง สมัยก่อนนั้นไม่ได้มีเทคโนโลยีเหมือนในปัจจุบัน เวลาจะเอาเลนออกจากร่องต้องใช้แรงคนและเสียเวลาเป็นจำนวนมาก โดยจะต้องวิดน้ำออกเสียก่อนจึงจะสามารถลงไปทำได้ ต้อง
หลังจากเป็นที่แน่ชัดว่า วิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 จะยังอยู่คู่กับโลกเราไปอีกนาน ทั้งวงการยาและวงการอาหารก็ดูจะมีปฏิกิริยาตอบรับต่อสถานการณ์นี้อย่างเคร่งครัดจริงจัง ในส่วนของอาหาร ผมคิดว่าได้เห็นความสนใจใส่ใจต่อสรรพคุณอาหารที่คนกินเข้าไปมากขึ้น ยังผลให้คำขวัญประจำใจที่แต่ก่อนดูเหมือนจะแค่ท่องๆ กัน ก็เริ่มมีคนสนใจมากขึ้น นั่นก็คือการ “กินอาหารเป็นยา” ซึ่งเท่าที่ผมเคยได้ยินนั้น มีการพูดเรื่องนี้มาตั้งกว่า 30 ปีแล้วเห็นจะได้ ในฐานะคนสนใจเรื่องอาหาร ผมก็ย่อมดีใจเป็นธรรมดา เพราะว่าการที่คนเราตัดสินใจจะกิน-ไม่กินอะไรนั้น มันย่อมส่งผลต่อเรื่องราวแวดล้อมอื่นๆ อีกมากมายนัก นอกเหนือจากผลต่อสภาพร่างกายของคนๆ นั้นเอง เมื่อค่ำวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีวงเสวนาออนไลน์เรื่องกินอาหารให้เป็นยา จัดโดย มูลนิธิชีววิถี มีคนมาพูดเรื่องน่าสนใจหลายคนครับ ลองเสิร์ชหาฟังย้อนหลังกันได้ ผมเองสนใจประเด็นของ ดร.อุษา กลิ่นหอม อดีตอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อาจารย์พูดเรื่อง “รส” ของตัวยาในพืชผักได้อย่างน่าเอาไปคิดต่อ จึงจะขอสรุปตามความเข้าใจของผมมาลองให้อ่านกันดูนะครับ และเลยจะเล่า
เคยสังเกตไหมว่าผลไม้ที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้าส่วนใหญ่มักจะมีสติกเกอร์แปะอยู่ ซึ่งสติกเกอร์เหล่านั้นไม่ได้มีไว้แค่บอกราคา หรือตกแต่งผลไม้ให้สวยงามเท่านั้น แต่ยังมีตัวเลขสำคัญที่บอกข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการปลูกและการผลิตผลไม้นั้นๆ ด้วย! วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพามาไขความลับว่าตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรบ้าง “สติกเกอร์ที่มีตัวเลขบนผลไม้” ซึ่งเราจะเห็นบนแอปเปิ้ล กล้วย ส้ม ฯลฯ ที่นำเข้าจากต่างประเทศนั้น เรียกว่า Price Look-Up (PLU) numbering codes หรือ รหัสเลข PLU สำหรับดูราคา สินค้าทางการเกษตรที่เป็นของสด ไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิต กำหนดตัวเลขโดยหน่วยงาน the International Federation for Produce Standards (IFPS) ที่คอยดูแลรายการรหัสตัวเลข 5 ตำแหน่ง (ที่บางที เห็นเป็น 4 ตำแหน่งนั้น ก็เพราะว่ามันมีเลขศูนย์ นำหน้า) ซึ่งใช้ระบุคุณลักษณะของสินค้า ตั้งแต่สายพันธุ์ ชนิด ขนาด พื้นที่เพาะปลูก และวิธีการเพาะปลูก (เช่น เป็นเกษตรอินทรีย์) ตัวเลขนี้ได้เริ่มนำมาใช้ในห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศ ตั้งแต่ยุค ค.ศ.1990 เพื่อให้สามารถตรวจสอบและจัดจำแนกสินค้าทางการเกษตร ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และแม่นยำขึ
ปัจจุบัน กระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมและการบริโภคเพื่อสุขภาพมีการตื่นตัวกันเพิ่มมากขึ้น ผู้คนทั่วโลกต่างเสาะแสวงหาสิ่งดำรงชีพที่ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมีและสารพิษต่างๆ ทั้งๆ ที่มนุษย์รู้จักการใช้สมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืชมานานแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกมองข้าม ขาดการเผยแพร่ ประกอบกับสารเคมีทางการเกษตรในปัจจุบันหาได้ง่าย ใช้ได้ง่าย และเห็นผลรวดเร็วกว่า แต่เมื่อมีการใช้ในระยะเวลานานๆ ก็จะเริ่มส่งผลเสียออกมาให้เห็น มีทั้งผลกระทบต่อมนุษย์ สัตว์ พืช รวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้วย จึงเป็นสาเหตุให้บรรดาเกษตรกรเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการปลูกพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ และหาวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะนำมาใช้ทดแทนสารเคมี พืชสมุนไพรจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด ซึ่งปัจจุบันภาคธุรกิจได้หันมาผลิตสารสกัดจากสมุนไพรเพื่อใช้สำหรับกำจัดศัตรูพืชออกมาจำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย อาจารย์แสงเดือน อินชนบท สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ ของสมุนไพรเพื่อให้มีการนำไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวว่า “สำหรับผู้ที่กำลังใช้หรือต้องการใช้พืชสมุนไพร ต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า การใ
น้อยหน่า เป็นผลไม้ที่มีรสหอมหวานน่ารับประทาน เสียอย่างเดียวมีเมล็ดมาก โดยเฉพาะน้อยหน่าพันธุ์พื้นบ้าน (มีทั้งน้อยหน่าหนังและน้อยหน่าเนื้อ) ให้รสหวานจัด แต่ผลเล็กมีเมล็ดมากกว่าเนื้อทำให้ผู้บริโภคไม่ชอบรับประทาน จึงหันไปรับประทานน้อยหน่าเพชรปากช่อง ผลใหญ่มีเนื้อมากกว่าและเมล็ดเล็ก เกษตรกรจึงพากันไปปลูกน้อยหน่าเพชรปากช่อง เพราะตลาดต้องการมากกว่า ทำให้น้อยหน่าพันธุ์พื้นบ้านถูกปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ ปราศจากการเอาใจใส่ดูแลแห้งคาต้นและปล่อยให้ร่วงหล่นลงมา และมีจำนวนไม่น้อย ทำให้นักวิจัยเกิดความคิดที่จะนำน้อยหน่าทั้งเมล็ดและใบมาทำประโยชน์ โดยนำมาสกัดเป็นสารกำจัดศัตรูพืช มีรายงานการผลิตน้อยหน่าปี 2564 พื้นที่ปลูกน้อยหน่าทั่วประเทศมี 31,656 ไร่ จังหวัดที่ปลูกน้อยหน่ามากที่สุดคือ จังหวัดนครราชสีมา สกลนคร กาญจนบุรี จันทบุรี และขอนแก่น มีผลผลิต 50,237 ตัน มีรายงานวิจัยน้อยหน่ามีฤทธิ์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืช น้อยหน่าปลูกทั่วไปในประเทศไทยเพื่อรับประทานผล และผลแห้งยังนำมาใช้เป็นสมุนไพรสำหรับรักษาโรคได้หลายอย่าง ได้แก่ โรคท้องเสีย โรคบิด โรคลำไส้ โรคท้องผูก และโรคหิด เป็นต้น ด้านการเกษตรมีรายงานวิจัยว
งาน Sustainability Expo (SX2024) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลักของการจัดงาน “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” มีเครือข่ายพันธมิตรจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมแสดงพลังเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคน มีการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับโลกใบนี้ สำหรับการจัดงาน Sustainability Expo (SX2024) ในปีนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร ) ได้นำเสนอแนวคิด การพัฒนาสังคมควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ให้เกิดความมั่งคงและยั่งยืนไปพร้อมกับการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มชุมชนผู้สูงอายุได้มีงานทำและมีรายได้ โดยการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรคือ ใบแห้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก รองรับการท่องเที่ยววิถีชีวิตเกษตรกรนาแห้ว อ.ศรีประจันต์ ภายใต้โครงการ “ ใบแห้ว ราชมงคล ” ” แห้วสุพรรณ ” เป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI )
เข้าสู่วันที่ 4 ของงาน SUSTAINABILITY EXPO 2024 (SX 2024) เต็มอิ่ม 10 วัน กับ 10 โซนกิจกรรมสุดล้ำ พร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่คุณไม่ควรพลาด! ปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) แน่นอนว่าความยั่งยืนที่ขาดไม่ได้คือความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน คือ ประชากรสามารถเข้าถึงอาหารได้โดยไม่ขาดแคลน เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ปลอดภัย ตอบสนองต่อความต้องการ เพียงพอต่อการบริโภคเพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีจิตใจที่สดใสเบิกบาน หากท่านใดเป็นสายรักสุขภาพ กำลังมองหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เชิญมาพบกันที่โซน SX Food Festival ปีนี้มาในธีม Back to The Future มหกรรมด้านอาหารยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี พาทุกท่านย้อนเวลากลับไปสู่อนาคตด้วยอาหารที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พบกับ Celebrity Chefs มากมาย รวมถึงผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์เมนูอาหารที่ช่วยสร้างสมดุลที่ดีต่อโลกและดีต่อคุณ โดยไฮไลต์ที่จะนำเสนอในวันนี้อยู่ที่โซน A (Functional Foods) อาหารเพื่อสุขภาพ ที่รวบรวมสมุนไพรบำรุงร่างกายกว่า 20 ชนิด หลากหลายสรรพคุณ มาไว้ที่นี่แล้ว โกฐจุฬาลัมพา สรรพค
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม นายพลพงษ์ ตันติพิพัฒน์พงศ์ หรือน้องมัช อายุ 17 ปี นักเรียนเกรด 12 จากโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และแต่ละปีหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตของสับปะรด เกษตรกรต้องนำใบสับปะรดไปขายเป็นปุ๋ย ขณะที่เกษตรกรบางกลุ่มนำใบสับปะรดแปรรูปเป็นกระดาษจากเส้นใย โดยใช้ใบ 30 กิโลกรัม (กก.) จะได้ใยสับปะรด 15 กก. จากนั้นนำไปผลิตกระดาษจากใยสับปะรดได้ 60 แผ่น ขายได้ในราคาไม่เกินแผ่นละ 10 บาท นอกจากนี้เกษตรกรยังนำกระดาษจากใยสับปะรดผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านหลายประเภทแต่ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร นายพลพงษ์กล่าวว่า เพื่อเพิ่มมูลค่าของใบสับปะรด จึงเริ่มก่อตั้งโครงการ Ever leaves เพื่อเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือแนะนำเกษตรกรไร่สับปะรด ปรับปรุงพัฒนาการผลิตกระดาษจากใยสับปะรดให้มีคุณภาพดี มีความคงทนสวยงามมากขึ้น และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย มีรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ของคนยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เช่น ทำเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่มือถือ หรือเครื่องเขียน กระเป๋าใส่บัตร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยขายได้มากกว่า 20 เท่า
