เทคนิคเกษตร
หลายคนอาจสับสนระหว่างมะนาวและเลม่อน เนื่องจากทั้งคู่มีรสเปรี้ยวเหมือนกัน และมักนำมาใช้ในการปรุงอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้ว ทั้งสองมีความแตกต่างในหลายด้าน วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะมาไขข้อสงสัย “มะนาว” ที่มีความเปรี้ยวเหมือนกัน แต่ก็มีเอกลักษณ์ที่ต่างกัน สีก็ต่าง นำมาประกอบอาหารก็ต่างกันอีก แยกฝาแฝดให้ออกยังไง อยากรู้มาดูกันเลย มะนาวไลม์ (Lime) กับ มะนาวเลม่อน (Lemon) โดยมะนาวทั้งสองชนิดจัดอยู่ในสกุลเดียวกันกับส้ม มีจุดเด่นที่อุดมไปด้วยวิตามินซี มะนาวชนิดนี้มีลักษณะผลกลม หรือรี ผิวเปลือกระยะสุกแก่มีสีเหลือง เปลือกหนา ผลมีขนาดใหญ่ เนื้อมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม มาดูกันว่าอะไรที่ทำให้มะนาวกับเลม่อนมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 1. รูปลักษณ์ภายนอก มะนาว : ผิวของมะนาวมีสีเขียวสด (และเมื่อสุกมากจะออกเหลืองนิดๆ) ผิวค่อนข้างเรียบและเงา ขนาดมักจะเล็กกว่าเลม่อน เลม่อน : ผิวของเลม่อนเป็นสีเหลืองสดใส ผิวค่อนข้างหนาและหยาบกว่า มีลักษณะยาวรี และมีขนาดใหญ่กว่ามะนาว 2. รสชาติ มะนาว : มีรสเปรี้ยวจัดและเข้มข้น มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนใหญ่มักใช้ในการปรุงอาหารไทยหรือทำเครื่องดื่ม เลม่อน : มีรสเ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hemigraphis alternata (Burm. f.) ชื่อวงศ์ Acanthaceae ชื่อสามัญ Red lily, Red flame ivy, Waffle plant. ชื่ออื่นๆ ฮ่อมครั่ง ห่งจี้อั้ง สำหรับกลุ่มเกษตรกรสวนกล้วยไม้ เรียก ผักแหวง หญ้าบังแห ฉันมีชื่อที่ส่วนหนึ่งของชื่อไปเกี่ยวข้องกับสารโลหะชนิดหนึ่ง ที่เมื่อผู้คนได้ยินแล้วไม่อยากเข้าใกล้หรือสัมผัส ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ เนื่องจากสารตัวนี้มันอยู่ใกล้ชิดรอบๆ ตัวทั่วสิ่งแวดล้อม แต่ฉันเองภูมิใจกับชื่อตัวเองที่เขาเรียกชื่อเต็ม เมื่อใครๆ ได้มองเห็นความแววเป็นมันเลื่อม ราวกับว่าสะท้อนแสง เขาจึงเรียกว่า “ดาดตะกั่ว” แต่คำหลังที่เป็น “ตะกั่ว” นี่แหละที่ฉันกลุ้มใจ ฉันจึงไปค้นหาและถามผู้รู้ว่า ทำไมคำว่า ตะกั่ว จึงมีคนกลัวกันนัก พอดีไปพบข้อมูลสรุปไว้ให้รู้จักถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตะกั่วนี้ แต่เขาเขียนว่า “สารตะกั่ว” จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ สารตะกั่ว เป็นโลหะหนักสีน้ำเงิน หรือสีเทาอมเงิน มีคุณสมบัติอ่อนตัว ถูกนำไปใช้ในทางด้านอุตสาหกรรมหลายรูปแบบ ที่คนเราจะปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอยู่รอบๆ ตัวเราและผู้คนทุกระดับ เช่น สีทาบ้าน น้ำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clerodendrum inerme (L.) Gaertn. ชื่อวงศ์ Labiatae (Lamiaceae) ชื่ออื่นๆ สำปันงา (สตูล) สัมเนรา (ระนอง) เขี้ยวงู (ประจวบคีรีขันธ์) สักขรีย่าน (ชุมพร) สำมะลีงา (ภาคกลาง) สำลีงา สามพันหวา (ฉะเชิงเทรา) คนจีนเรียก เช่าอึ้งเต็ง หนูถูกเรียกหลายชื่อจนสับสนไปหมด แต่ก็มีความสุขทุกครั้งถ้าใครเรียกหนูว่า สำปันงา หรือ สำลีงา เพราะฟังดูเป็นสาวทอมๆ แก่นๆ ดี เหมือนเนื้อไม้เถาเลื้อยได้แต่แข็งแกร่ง แม้ว่าหนูเป็นพืชพื้นบ้าน แต่ก็พบหนูได้ยาก จนใครๆ เขาพูดว่าหนูเป็นพืชสมุนไพรหายาก ซ้ำยังเป็นไม้กึ่งรอเลื้อย มีญาติหนูที่อายุมาก เขาเลื้อยขึ้นนั่งร้าน แล้วยังพาดไปยังต้นไม้อื่นๆ ได้ตั้งหลายเมตร แต่ถ้าอยู่ตามป่าละเมาะริมทะเลจะพบหนูเป็นลักษณะไม้พุ่ม สูงได้ 2-3 เมตร หนูมีใบเดี่ยวสีเขียวสด รูปไข่ หรือรูปหอก โคนใบมน เรียงตรงข้าม และแผ่นใบด้านล่างมีขนนุ่มๆ แต่ก้านใบออกแดง หรืออมม่วง เคยมีหนุ่มๆ มาขยี้ใบหนูแล้วดมดู บอกว่าเหม็นเขียว จึงพากันรังเกียจกลิ่นใบตัวหนู สิ่งที่หนูคิดอยากจะอวดมากๆ คือ ดอก เพราะมั่นใจว่าสวย ตรงที่มีดอกเป็นช่อตามซอกใบ บานแล้วเห็นกลีบดอก 5 กลีบ สีขาวได้รูป ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป และ
คําถาม จากข้างกระสอบปุ๋ย เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมสนใจการเกษตรมาแล้วระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อน จึงมีคําถามอยู่ในใจหลายอย่าง วันนี้ผมเขียน จ.ม. มาถามคุณหมอเกษตรว่า ตัวเลขข้างกระสอบปุ๋ย เขียนว่า 12-24-12 น้ำหนัก กระสอบละ 50 กิโลกรัม ดูแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ดี รู้เพียงว่าเป็นปุ๋ยเร่งดอกเท่านั้น ขอคําอธิบายจากคุณหมอเกษตรด้วยครับ ด้วยความนับถือ ศิริชัย แก้วโพธิ์ เลขที่ 58/2 บ้านหนองบัวสร้าง ตําบลอุมจาน อําเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร 47230 ตอบ : คุณศิริชัย แก้วโพธิ์ ตัวเลขข้างกระสอบปุ๋ยที่คุณยกตัวอย่างมานั้น เป็นตัวเลขข้างต้นนั้นเป็นระบบสากล ในความหมายนั้นบอกว่า ในกระสอบปุ๋ย น้ำหนัก 100 กิโลกรัม มีธาตุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่ต้นไม้นําไปใช้ประโยชน์ – 12 ตัวแรก คือ ปริมาณ N (ไนโตรเจน) ช่วยเร่งการเจริญเติบโต สร้างใบ เพิ่มความเขียว – 24 ตัวถัดมา คือ ปริมาณ P (ฟอสฟอรัส) ช่วยเร่งการแตกใบและการผสมเกสร เพิ่มความแข็งแรงให้ลำต้น – 12 ตัวสุดท้าย คือ ปริมาณ K (โพแทสเซียม) ช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มขนาด น้ำหนัก และรสชาติ ความหวาน 12, 24 และ 12 กิ
“งาขี้ม้อน” อาจจะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูของใครหลายต่อหลายคนมากนัก เมื่อกล่าวถึงงาขี้ม้อน หลายคนก็อาจนึกภาพไม่ออกว่างาขี้ม้อนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร มีเม็ดเล็กและมีรูปร่างคล้ายกับงาแบบทั่วไปที่เรารู้จักหรือไม่ แล้วงาขี้ม้อนมาจากพืชชนิดไหน สามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาทำความรู้จักกับงาขี้ม้อน เจ้างาเม็ดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสรรพคุณและการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายกัน งาขี้ม้อน หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Perillafrutescens (L.) Britton อยู่ในวงศ์กะเพรา Labiatae (Lamiaceae) เป็นพืชล้มลุกและถือเป็นพืชน้ำมันที่มีถิ่นกำเนิดในทางภาคเหนือ โดยงาขี้ม้อนนี่จะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ออกดอกในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน มีใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ มีขอบหยักฟันเลื่อย ออกดอกเป็นช่อ มีขนปกคลุม และออกผลรูปทรงกลม สีน้ำตาลขนาด 2 มิลลิเมตร ซึ่งเจ้าผลของาขี้ม้อนนี้เองที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ โดยงาขี้ม้อนนั้นจะติดผลในช่วงฤดูหนาวในเดือนธันวาคมและมกราคม การใช้ประโยชน์งาขี้ม้อน ในพื้นที่ถิ่นกำเนิดอย่างภาคเหนือ จะนิยมนำงาขี้ม้อนไปคั่วในกระทะให้หอมแล้วนำไปตำเข้ากับข้าวเหนียว และนำไปปรุง
“ทุเรียน” เป็นหนึ่งในผลไม้และพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ด้วยรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ ส่งผลให้ทุเรียนไม่เพียงแต่เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยผู้หลงใหลและชื่นชอบในทุเรียนเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมในต่างประเทศอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มูลค่าในการส่งออกและราคาขายของทุเรียนนั้นมีราคาสูง แต่ก่อนจะคิดเริ่มทำสวนทุเรียน เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาดู 7 โรคพืชที่อาจทำให้สวนทุเรียนของคุณพังได้ทั้งสวน! โรครากเน่าโคนเน่า โรคยอดฮิตในทุเรียน ที่มีสาเหตุจากเชื้อ Phytpphthora Palmivora ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุเรียนในทุกช่วงระยะการเจริญเติบโต โดยมักมักทำลายทุเรียนทั้งรากบริเวณคอดิน กิ่ง ลำต้น ใบ ปลายยอด และสร้างความเสียหายให้ผลทุเรียน เมื่อเชื้อเข้าไปทำลายระบบราก ใบของต้นทุเรียนจะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และหากเชื้อลุกลามไปยังโคนก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุเรียนตายได้ การป้องกันรากเน่าโคนเน่า ในการคำนวณเรื่องระยะแปลงปลูก ควรเว้นระยะให้ทั้งสวนมีการระบายน้ำที่ดี ไม่เสี่ยงต่อการท่วมขัง ตัดแต่งทรงพุ่มของต้นทุเรียนให้มีความโปร่ง เพื่อให้แสงแดดสาม
การเลี้ยงวัวก็เหมือนกับกระปุกออมสินมีชีวิต ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง เวลาเดือดร้อนก็สามารถเป็นเงินเก็บไว้คอยช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังได้ขี้วัวหรือปุ๋ยคอกเอาไว้เป็นปุ๋ยในไร่นาและจำหน่ายเป็นรายได้อีกด้วย คุณขจร แสงศรีเรือง หรือ คุณสีโก อายุ 45 ปี เรียนจบปริญญาตรี สาขาสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออก และอดีตผู้จัดการฟาร์ม ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 110 หมู่ที่ 2 บ้านกงกลาง ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โทร. 081-407-8882 คุณขจร กล่าวว่า การทำปุ๋ยหมักอินทรีย์นั้นในตอนแรกต้องขนขี้วัวออกจากคอกเอามาเทกองไว้ให้ผสมกับใบไม้ทิ้งไว้ประมาณ 1 ปี ขี้วัว ใบฉำฉาจะนำมากองไว้ เราเอามาเทลง ความชื้นดูดลงดิน เราใช้เวลา 1 ปี แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เดือน 3 คนจะเอาขี้วัวขี้ควายไปใส่นาแล้วจะไถกลบทำนาเดือน 6 อีก 3 เดือน ช่วงเดือนสิงหาคมข้าวก็จะตั้งต้นงาม แต่ละวันจะได้ปุ๋ยเท่าไหร่ วัว 1 ตัวจะกินหญ้า 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หากวัวหนัก 400 กิโลกรัมจะกินหญ้า 40 กิโลกรัมต่อวัน วัว 8 ตัวจะได้ขี้วัว 200 กิโลกรัม (เปียก) ต่อวัน จะเหลือครึ่งต่อครึ่งขายมวลแห้ง แต่จะเหลือจริงๆ ประมาณ 80 กิโลกรัม (ผสมกับใ
ชื่อสามัญ : Konjac/Konyakky/Devil’s tongue ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amorphophallus campanulatus/Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson Family : ARACEAE เมื่อถึงฤดูต้นฝน คนที่ชอบเดินเที่ยวตามป่าเขามักจะได้เห็นพืชประหลาดจำพวกหนึ่ง แทงก้านใบสูงขึ้นมาโผล่พ้นดินเป็นยอดแหลมๆ แล้วอีกไม่นานนักก็จะค่อยๆ คลี่ใบกางออกมาคล้ายร่ม ดูสวยงามสะดุดตา เจ้าต้นไม้ที่ว่านี้ก็คือ ต้นบุก นี่เอง พืชตระกูลบุกทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 90 กว่าชนิด พบมากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเชีย มาเลเซีย พม่า ลาว เขมร ฯลฯ ส่วนในบ้านเรา พบประมาณ 10 กว่าชนิด แต่ที่นิยมเอามาทำประโยชน์บริโภคได้จริงๆ มีแค่ 3 ชนิด ได้แก่ Amorphophallus oncophyllus Prain ex Hook f. บุกไข่ หรือ บุกทรายเนื้อในหัวสีเหลือง ขาวอมชมพูใบใหญ่ กว้างประมาณ 1 เมตร ก้านใบสีเขียวมีลายขาวเป็นปื้นๆ รูปไข่สมชื่อช่อดอกยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร มีกาบหุ้มสีม่วงอมน้ำตาล หัวใหญ่กลมๆ แป้นๆ มีร่องบุ๋มตรงกลางด้านบน ชนิดนี้จะมีสาร Glucomannan อยู่ข้างในมากกว่าบุกชนิดอื่น พบมากทางแถบตะวันตก กาญจนบุรีสุพรรณบุรี ราชบุรี ฯลฯ Amorphophallus kerrii NE. พบมากทางแถบภาคเห
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ นำเสนอนวัตกรรมชุด “ปักชำพืช” (Media cutting plant) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการประยุกต์ใช้เทคนิควิธีการคล้ายกับการผลิตเมล็ดเทียม ที่มีส่วนประกอบเลียนแบบเมล็ดพืชจากธรรมชาติ สามารถเติมสารอาหาร สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในกลุ่มออกซิน ได้แก่ NAA หรือเติมสารเคมีชนิดอื่นๆ เช่น ฮิวมิก สารกำจัดเชื้อรา หรือจุลินทรีย์ที่ช่วยสนับสนุนการเจริญของพืชเข้าไปเป็นส่วนประกอบ นวัตกรรมชุด “ปักชำพืช” (Media cutting plant) มีส่วนประกอบจากสาร NAA สารฮิวมิก ปุ๋ยสูตร 10-50-15 สารป้องกันเชื้อรา ผลงานชิ้นนี้ สามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส ไม่ควรโดนแสงแดดจัดและอุณหภูมิสูง อายุการเก็บรักษานาน 60 วัน คุณสมบัติเด่นของนวัตกรรมชุด “ปักชำพืช” คือ สามารถเร่งการออกราก 20-25 วัน ป้องกันความเสียหายของราก ช่วยลดระยะเวลาการย้ายปลูก เหมาะกับพืชที่ออกรากได้ยาก สามารถปฏิบัติได้สะดวกง่ายต่อการใช้งาน วิธีการใช้งาน 1. นำฟองน้ำแช่น้ำและนวดให้ชุ่มน้ำ 2. เติมน้ำในกล่องเลยหลุมเพาะเล็กน้อย จากนั้นนำฟองน้ำมาเรียงในหลุม ทั้งหมด 12 หลุม 3. นำยอดกิ่งพันธุ์ดีปักลงในมีเดียปักชำ แล้วนำไปเรียงบนฟอ
ใบไม้ เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ทำเป็นอาหารได้ เมื่อได้ชิมรสชาติ ทำให้ผู้เขียนต้องถามหาสูตรทันทีว่ามาจากไหน และมีกรรมวิธีการทำอย่างไร จึงได้รับคำตอบจาก คุณกัญญารัตน์ คงบ้อ นักการแพทย์แผนไทย หัวหน้าศูนย์สุขภาพวิถีไทย โรงพยาบาลเขาพนม จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งชมรมหมอพื้นบ้านของอำเภอเขาพนมและยังเป็นผู้ คิดหาสูตร “ยำใบไม้” โดยผ่านฝีมือการปรุงเมนูนี้จาก คุณอมรรัตน์ หิรัญรุจี หมอพื้นบ้าน อสม. ชมรมหมอพื้นบ้าน อำเภอเขาพนม ทั้งสองท่านบอกว่า สูตรนี้เป็นภูมิปัญญาในการปรุงอาหารของชาวบ้านในสมัยโบราณ ต่อมาจึงได้ชื่อว่า “ยำใบไม้” สูตรโบราณ ซึ่งเป็นการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จะเรียกว่าเป็นสูตรโบราณหรือสูตรคุณยายก็ได้ วิธีการทำ “ยำใบไม้” ไม่ยาก ด้วยการนำเอาใบพืชสมุนไพรต่างๆ ที่เตรียมไว้มาหั่นฝอย จากนั้นนำเครื่องยำที่เตรียมไว้ (จะเรียกว่าเครื่องแกงก็น่าจะใช่) มาผสมคลุกเคล้ากับใบไม้ ส่วนเครื่องคลุกจะมีโปรตีนจากปลา และกุ้งแห้งที่ตำหรือป่นละเอียดไว้แล้ว จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลและเกลือ ชิมรสชาติตามชอบใจ สำหรับวิธีการรับประทานจะนำมาคลุกกับข้าวสวย พอได้กินแล้วก็รู้สึกเหมือนได้รับการกระตุ้นต่อมต่างๆ ตามร
