เทคนิคเกษตร
ชื่อสามัญ : Balsam apple ; Bitter melon ; ผักไซ (เหนือ) ; ผักเหย (สงขลา) ; มะร้อยรู (กลาง) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Momordica charantia วงศ์ : Cucurbitaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : มะระขี้นก เป็นพืชพื้นเมืองแถบร้อนชื้น เช่น อินเดีย จีน ไทย พม่า ลาว ลำต้นเป็นเถาเล็กๆ มี 5 เหลี่ยม ใบมี 5 แฉก ปกคลุมด้วยขนอ่อนนุ่ม ดอกสีเหลืองสดใสออกบริเวณซอกใบ ใน 1 ต้น จะมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียเหมือนฟักทอง เพียงแต่ มะระสาวๆ ไม่ใจร้าย ปล่อยให้มะระหนุ่มๆ ชะเง้อหาคอยนานเหมือน ฟักทอง อย่างนี้ค่อยน่ารักหน่อยพอมีลุ้น ตามข้อลำต้นบางตอนจะเปลี่ยนไปเป็นหนวด หรือ มือจับ (Tendril) เพื่อยึดพยุงลำต้น ความดีในตัวมะระมีหลากหลาย ใบ แก้ไข้ ดับพิษร้อน บำรุงน้ำดี ขับพยาธิเส้นด้าย ฟอกโลหิต ขับระดู บำรุงน้ำนมในสตรีมีครรภ์ ผล แก้ช้ำบวม บำบัดอาการปากเปื่อยเป็นขุย แก้ผดผื่นคัน ลดอาการร้อนในกระหายน้ำ แก้ง่วง อุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามิน A มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เมล็ด ใช้เป็นยากระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มพลังลมปราณ รู้อย่างนี้แล้วไม่ใช่เลือกกินกันแต่เมล็ดนะครับ กินมากเกินไป แท้งได้นะ การใช้ประโยชน์ทางยา ทำได้หลายทาง จะยกตัวอย่า
อำเภอสิเกา เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีพื้นที่ทางทิศตะวันตกและทิศใต้ติดกับชายฝั่งทะเล ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง และค้าขาย เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของทะเลจึงมีสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา เต่า ปลาหมึก และ ฯลฯ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในแต่ละครั้งจะจับได้ในปริมาณมาก สามารถนำไปจำหน่ายขายในตลาดและแบ่งมาแปรรูปทำเป็นปลาเค็มไว้รับประทาน โดยเฉพาะคนในชุมชนตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จะยึดถือสืบทอดทำกันมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะทำในรูปของอุตสาหกรรมครอบครัวขนาดเล็ก แต่หลังจากชุมชนมีการพัฒนามากขึ้น การแปรรูปปลาเค็มจึงมีการพัฒนาขึ้นตามความเจริญ “ปลาเค็ม เป็นสินค้าที่ดำเนินการผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่ายมานานแล้ว เนื่องจากมีพื้นที่ตั้งอยู่ริมชายทะเล ทำให้อาชีพหลักของชาวบ้านในตำบลบ่อหิน คือ การทำประมง เวลาออกเรือได้ปลามาจำนวนมาก ก็จะมีการแปรรูปเก็บไว้บริโภคนานๆ แต่วิธีการผลิตปลาเค็มแบบเดิมๆ นั้นไม่สามารถเก็บไว้ได้ ชาวบ้านจึงพยายามคิดค้นวิธีการต่างๆ จนมาได้ข้อสรุปที่วิธีการทำปลาเค็มกางมุ้ง” รูปแบบและขั้นตอนการแปรรูปของการแปรรูปปลาเค็มกางมุ้งได้รับการสนับสนุนจากพัฒนาชุมชน สาธารณสุข พาณิชย์
24บ้านกลอเซโล หมู่ที่ 6 ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่สามแลบ อำเภอเสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าสาละวิน อุทยานแห่งชาติสาละวิน เป็นอีกชุมชนหนึ่งในพื้นที่สูงที่อยู่ในพื้นที่ดูแลของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่สามแลบ ด้วยแผนกลยุทธ์หยุดหมอกควันหรือระบบเกษตรที่เลี้ยงดูป่า โดยการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในแนวทางของการนำองค์ความรู้จากโครงการหลวงมาปรับใช้ในพื้นที่สูง ห่างไกลบริการของภาครัฐในทุกมิติ ทั้งรายได้ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรป่าไม้ มุ่งเน้นการบูรณาการอย่างสมดุล ให้คนในพื้นที่มีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชน คุณเดชธพล กล่อมจอหอ หัวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง กลุ่ม 4 สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. กล่าวว่า แนวทางของการพัฒนาบ้านกลอเซโล ทาง สวพส. มุ่งเน้นให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีแผนการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ทำการเกษตร ลดพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน โดยกำหนดเขตการพัฒนาเป็นโซน A, B, C และ D เพื่อสร้างต้นแบบและข
นักวิจัย มทร.ธัญบุรี นำกากสาโทเหลือทิ้งจากโรงงาน มาผลิตเป็นน้ำส้มสายชูหมักเพื่อเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้รักสุขภาพ ย้ำประโยชน์สำคัญ “ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่” จากของเหลือทิ้งในกระบวนการผลิต ผศ.ดร. เจริญ เจริญชัย อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ร่วมกับ คุณรมิตา เรือนสังข์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ พร้อมด้วย คุณสุรัตน์ ยกยิ่ง ผู้ประกอบการสุรากลั่น จังหวัดปทุมธานี แบรนด์ไทยสาโทและสุรากลั่นอังเคิลทอม ศึกษาวิจัยผลงาน “การใช้ประโยชน์จากกากสาโทเหลือทิ้ง เพื่อผลิตน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวด้วยปฏิกรณ์ชีวภาพ” ในโครงการวิจัย “การพัฒนาระบบการจัดการเชิงพื้นที่ด้วยการใช้นวัตกรรม : เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของเสียและสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ในเขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี” ผศ.ดร. เจริญ เผยว่า จุดเริ่มต้นของผลงานวิจัยเกิดจากปัญหาของบริษัท ไทยโปรดักส์แอนด์เบเวอร์เรจ จำกัด ผู้ผลิตสาโท และสุรากลั่นจากสาโท ในแบรนด์ไทยสาโท และสุรากลั่นอังเคิลหอม ซึ่งเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของจังหวัดปทุมธานี ที่มีกำลังผลิตสาโทและสุรากลั่น
บ้านโป่งกวาว หมู่ที่ 3 ตำบลสะเมิงเหนือ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตต้นน้ำสะเมิง ความเป็นมาของชื่อหมู่บ้านนั้น เมื่อก่อนมีต้นทองกวาวอยู่ต้นหนึ่ง มีขนาดใหญ่มาก สูงตระหง่านสร้างความร่มเย็นตรงทิศตะวันออกของหมู่บ้าน และต้นทองกวาวนี้ขยายกิ่งก้านสาขามากมายเป็นที่พักอาศัยของคนและสัตว์ และบริเวณใกล้เคียงกับต้นทองกวาวได้มีน้ำร้อนออกมาจากบริเวณดินโป่ง เมื่อมีการตั้งหมู่บ้านจึงได้นำสองอย่างนี้มารวมกัน เรียกว่า บ้านโป่งกวาว ปัจจุบัน มี คุณสง่า กะธิโต เป็นผู้ใหญ่บ้าน ในปี 2561 หมู่บ้านโป่งกวาว ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว พื้นที่ในหมู่บ้านมีประมาณ 20,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย 143 ไร่ พื้นที่ทำกิน 504 ไร่ ที่ดินเพื่อการเกษตร 642 ไร่ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 5,000 ไร่ นอกเหนือจากนั้นจะเป็นเขตป่าชุมชนและป่าสงวนแห่งชาติ ทิศเหนือติดกับตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง ทิศใต้ติดบ้านป่าลาน หมู่ที่ 4 ตำบลสะเมิงเหนือ ทิศตะวันออกติดบ้านพระบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม ทิศตะวันตกติดกับบ้านแม่แพะ ตำบลสะเมิงเหนือ การท่องเที่ยวที่นี่มีเสน่ห์ ช
มีคนส่งคลิปของ “สามเณรมะเขือ” มาให้ดู เป็นเรื่องของสามเณรน้อย อายุ 7 ขวบ ป่วยเป็นเบาหวานมาตั้งแต่อายุแค่ 3 ขวบ ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นสูงถึง 940 มก.% (คนปกติไม่เกิน 160) จนต้องฉีดอินซูลิน วันละ 2 เข็ม เช้า-เย็น กระทั่งแม่ของสามเณรได้รู้จักกับการแพทย์ทางเลือกที่เมืองกาญจน์ ปรากฏว่าชั่วเวลาเพียง 7 วัน จากที่สามเณรเข้าคอร์สที่เน้นการกินผัก โดยเฉพาะมะเขือเปราะ กินทุกวัน วันละ 2 มื้อ ระดับน้ำตาลจากวันแรก 600 มก.% ลดลงเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับปกติที่ 120 ไม่ต้องฉีดอินซูลินเลย เหมือนได้ชีวิตลูกคืนมาอีกครั้ง ด้วยการกิน “มะเขือเปราะ” เข้าไปค้นข้อมูลจึงพบว่า การใช้มะเขือเพื่อลดน้ำตาลในเลือดนั้นมีตั้งแต่ในการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย นอกจากนี้ ประชากรในแคว้นโอริสสาของอินเดีย ก็ใช้น้ำต้มมะเขือเปราะรักษาโรคเบาหวาน โดยมีงานวิจัยจากที่นี่เช่นกัน ที่ใช้สารสกัดน้ำของผลมะเขือเปราะลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของหนูทดลอง พบว่าได้ผลดี และพบว่า สารสกัดดังกล่าวออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ มีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน โดยไม่มีพิษต่อสัตว์ทดลองแต่อย่างใด เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก
กาน้ำของเราชาวไทยที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ กาน้ำ ที่ทำด้วยอะลูมิเนียม กาน้ำชนิดนี้ นอกจากพบเห็นได้ตามบ้านเรือนแล้ว ยังพบเห็นได้จากตามวัดวาอาราม เพราะคราใดที่บวชพระ ครานั้นเป็นต้องมีกาน้ำเพิ่มขึ้นไปอีก 1 ใบ เนื่องจากกาน้ำเป็นหนึ่งในเครื่องของใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์มาแต่โบราณกาล แต่ปัจจุบัน แม้กาน้ำอะลูมิเนียมพระภิกษุสงฆ์จะไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์แล้ว เนื่องจากมีกาน้ำชนิดเสียบปลั๊กไฟฟ้าต้มน้ำร้อนได้มาแทน แต่ด้วยความเชื่อและความเคยชิน เวลาบวชพระก็จะพบกาน้ำอะลูมิเนียมอยู่นั่นเอง สมัยเก่าก่อน เราชาวบ้านเคยมีกาดินเผาใช้กันมานมนาน นอกจากเรามีกาใส่น้ำ ต้มน้ำแล้ว เรายังมีกาใส่นมให้เด็กๆ ด้วย ถ้าจะถามว่า กาดินเผา มีมาแต่ปางใด คำตอบอาจอยู่ที่ ตั้งแต่คนเราเริ่มรู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผามาใช้ในครัวเรือน เรารู้จักปั้นหม้อ ไห ถ้วย ชาม ของใช้ในชีวิตประจำวันมาเมื่อหลายพันปี การสร้างสรรค์คิดทำกาใส่นมก็น่าจะคิดทำได้ ใช้สะดวกดีมาแต่ปางนั้น แต่ทั้งนี้ขอบอกก่อนว่า เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่น่าจะเป็นไปได้ กาสำหรับใส่น้ำนมให้เด็กๆ มีการพบที่ภาคเหนือของไทย และอาจจะมีที่อื่นๆ อีกบ้าง ภูมิปัญญาชาวบ้านสมัยเก่าก่อน แม้
หากเอ่ยชื่อเครื่องว่าง หลายๆ ท่านคงอาจจะต้องสงสัยว่า…มันคืออะไรหรือ? เพราะส่วนมากแล้วทุกท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า…ของว่าง มากกว่า คำว่า ของว่าง ในที่นี้ก็มักจะหมายถึงอาหารอะไรที่กินเล่นๆ ไม่จริงจัง กินร่วมกับเครื่องดื่มประเภทร้อนหรือเย็น เป็นการเติมเต็มให้กระเพาะที่พอจะมีช่องว่างบ้าง หรือเป็นการหาอะไรมาเคี้ยวกันเล่นๆ ระหว่างที่คุยกันและบางทีก็เป็นการแก้เขินอะไรบ้าง? เครื่องว่าง ของไทยแตกต่างไปจากออเดิฟ หรือ สแน็ค ของคนฝรั่งอย่างแน่นอน เพราะเครื่องว่างของเราบางอย่างก็กินพอแก้ไม่ให้ ท้องว่าง แต่บางอย่างก็กินเพื่อไม่ให้ปากอยู่ว่าง และบางอย่างก็กินเป็นกับแกล้มก่อนจะถึงอาหารรายการมื้อหลัก หรือมื้อใหญ่ เครื่องว่าง อาหารไทยโบราณ ของว่าง หรือที่ถูกต้องคนไทยในสมัยก่อนท่านเรียกว่า เครื่องว่าง เป็นอาหารไทยประเภทหนึ่งที่นิยมกินกันในหมู่สังคมชั้นสูง เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัฒนธรรมทางอาหารที่เกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นั่นเอง! (ของว่าง หรือบางทีเรียก อาหารว่าง ของกินนอกเวลา กินอาหารตามปกติ มักกินในเวลาบ่าย อาหารว่าง ก็ว่า ราชาศัพท์ว่า เครื่องว่าง…) เครื่องว่าง เป็นคำชั้นสูงที่ใช้ในราชสำนักเช่นเดียวกับคำ
ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นคำกล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยในอดีต ด้วยวิถีชีวิตของคนไทยเรามีความผูกพันอย่างลึกซึ้งและแน่นแฟ้นกับแม่น้ำลำคลอง อาหารการกินอย่างปลาน้ำจืดจะหากินได้ไม่ยาก และหาได้ง่ายตามแม่น้ำลำคลอง เพียงแค่มีอุปกรณ์ในการจับปลา อย่าง เบ็ด แห อวน ลงมือลงแรงซักหน่อย ก็จะได้ปลาสดๆ เช่น ปลาช่อน ปลาขี้ขม ปลากระดี่ ปลาหมอ ปลาโสด ปลาซิว ปลาตะเพียน ปลาฉลาด ปลานิล หรือปลาอื่นๆ มาปรุงเป็นอาหารได้แล้ว วันไหนจับปลาได้มาก ก็จะแบ่งปันให้ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนบ้านได้กินกันอย่างทั่วถึงตามนิสัยโอบอ้อมอารีของคนในสมัยก่อน สำหรับส่วนที่เหลือก็จะเอาไปหมักเกลือทำเป็นปลาร้า ปลาส้ม ปลาเปรี้ยว หรือตากแดดย่างรมควัน แล้วแต่ความเหมาะสม ปลาส้ม การแปรรูปอาหารจากปลาชนิดหนึ่งของคนอีสาน เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารจากปลา เมื่อปลาที่หามาได้มีจำนวนมากก็ต้องหาวิธีการแปรรูป เพื่อจะได้เก็บไว้กินนานๆ โดยเอาปลามาหมักกับเกลือ และข้าวสวย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะได้เมนูอร่อยๆ ที่เรารู้จักและเรียกกันว่า ปลาส้ม ปลาเปรี้ยว ส้มปลา นั่นเอง! สามารถนำมาประกอบเป็นอาชีพ และเสริมรายได้ให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี
ฝีมือคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก แม้กระทั่งการผลิตและออกแบบ “รถไถมินิ” ที่ช่วยให้การทำงานในไร่นาเป็นเรื่องง่าย เพราะรถไถมินิ ใช้ไถได้ดีจริง ทำแปลงปลูกผัก ยกร่อง ไถกลบหญ้า ผลงานประดิษฐ์ชิ้นนี้เป็นของ คุณวิทย์ธชัย ขันอาษา หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ช่างกรุง” หรือ “เสี่ยกรุง” เกษตรกรคนเก่งที่อาศัยอยู่ในจังหวัดยโสธร เสี่ยกรุง ผู้ประดิษฐ์ “รถไถมินิ” ได้เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวของเขาอยู่ในจังหวัดยโสธร ปลูก “ข่าเหลือง” และมันสำปะหลัง เป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว ปัจจุบันเกษตรกรในท้องถิ่นส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกมันสำปะหลัง แต่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานกำจัดหญ้าในร่องมันสำปะหลัง โดยเสียค่าจ้างแรงงานวันละ 300-400 บาท ทำให้เสี่ยกรุงเกิดไอเดียที่จะพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบของ “รถไถมินิ” เพื่อช่วยทำงานในไร่นาและประหยัดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน เสี่ยกรุง ใช้เวลาพัฒนารถไถนามินิประมาณ 2 ปี โดยจำลองรูปแบบมาจากรถไถขนาดใหญ่ให้กลายเป็นรถไถขนาดเล็ก ที่มีน้ำหนักหนัก ใช้งานง่าย เมื่อรถไถมินิต้นแบบเสร็จสมบูรณ์ สามารถทำงานได้ดีในสไตล์ “จิ๋วแต่แจ๋ว” เสี่ยกรุง ได้นำไปทดลองใช้ในไร่นาของตัวเอง ปรากฏว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงเห็นประสิทธิภาพการทำง
