เทคนิคเกษตร
“อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยโดยใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลในประเทศและส่งออกสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศนับหมื่นล้านบาท การนำอ้อยมาใช้ประโยชน์ต่างๆ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อย 2 วิธี คือ ใช้แรงงานคนและใช้รถตัดอ้อย หลังเก็บเกี่ยวอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล มักมีเศษซากใบอ้อยที่ประกอบด้วยส่วนของใบ กาบใบ และยอดอ้อยที่เหลือจากการมัดอ้อยอยู่ประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ ที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมเผาใบอ้อยและซากอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้การเตรียมดินปลูกอ้อยในรอบต่อไปทำได้ง่าย วช. ให้ทุนวิจัย “มทร.พระนคร” แปรรูปใบอ้อยแทนการเผา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตระหนักถึงปัญหาการเผาอ้อย ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) รุนแรงขึ้นในช่วงอากาศแล้งและมีปริมาณฝนน้อย เนื่องจากการชะล้างฝุ่นละอองเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งการเผาเศษอ้อย 1 ตันก่อให้เกิดฝุ่นละออง 2-14 กิโลกรัม และก๊าซพิษอื่นๆ อีกหลายชนิด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารงานวิจัยของประเทศ จึงสนับสนุนทุนวิจัยโครงการท้าทายไทยเพื่อจัดการความรู้เพื่อใช้ประโยชน
“อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยโดยใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลในประเทศและส่งออกสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศนับหมื่นล้านบาท การนำอ้อยมาใช้ประโยชน์ต่างๆ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อย 2 วิธี คือ ใช้แรงงานคนและใช้รถตัดอ้อย หลังเก็บเกี่ยวอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล มักมีเศษซากใบอ้อยที่ประกอบด้วยส่วนของใบ กาบใบ และยอดอ้อยที่เหลือจากการมัดอ้อยอยู่ประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ ที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมเผาใบอ้อยและซากอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้การเตรียมดินปลูกอ้อยในรอบต่อไปทำได้ง่าย วช. ให้ทุนวิจัย “มทร.พระนคร” แปรรูปใบอ้อยแทนการเผา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตระหนักถึงปัญหาการเผาอ้อย ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) รุนแรงขึ้นในช่วงอากาศแล้งและมีปริมาณฝนน้อย เนื่องจากการชะล้างฝุ่นละอองเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งการเผาเศษอ้อย 1 ตันก่อให้เกิดฝุ่นละออง 2-14 กิโลกรัม และก๊าซพิษอื่นๆ อีกหลายชนิด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารงานวิจัยของประเทศ จึงสนับสนุนทุนวิจัยโครงการท้าทายไทยเพื่อจัดการความรู้เพื่อใช้ประโยชน
กระชาย เป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน ขม มีสารที่ช่วยลดการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ โรคมะเร็ง นอกจากนี้ ยังต้านความเสื่อมของกระดูกอ่อนในหลอดทดลอง และมีรายงานการวิจัยจากสหรัฐอเมริกา พบว่าสารพิโนสโตรบินจากกระชาย มีฤทธิ์เพิ่มประสิทธิภาพของเอนไซม์ที่ใช้กำจัดสารพิษในตับ กระชายเป็นพืชพื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งก็มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย จัดได้ว่ากระชายเป็นเครื่องเทศแห่งอาเซียน นอกเหนือจากช่วยเรื่องรสชาติของอาหารแล้วยังช่วยย่อยและช่วยการดูดซึมของอาหารอีกด้วย กระชายยังเป็นยาบำรุงกำลังทำให้มีกำลังในการทำไร่ไถนา การศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดจากกระชายกระตุ้นการใช้พลังงานและสลายไขมันทำให้น้ำหนักลดลงได้ด้วย กระชายมีรสเผ็ดร้อน ขม เป็นสมุนไพรที่คนไทยในอดีตรู้ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ นั่นหมายถึงกระชายไปช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะ เช่น สมอง ตับ ไต หลอดเลือดและหัวใจ รวมทั้งป้องกันโรคให้กับคนเรา ทำให้ปราศจากโรคหลอดเลือดแข็งตัว ระบบประสาททำงานได้เป็นอย่างดี ปราศจากโรคเบาหวาน โรคข้อเข่าเสื่อม โรคมะเร็ง และตับทำงานกำจัดสารพิษได้ดี กระชายมีคุณสมบัติเหล่านี้คือ
เครือข่ายเกษตรอินทรีย์นครสวรรค์ ร่วมกันจัดงาน Green-D กินดี นครสวรรค์ ปันสุข ที่ บ้าน 120 ปี วิถีไม้สักไทย สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ( เมื่อวันที่ 10-12 มกราคม 2563 )มีการออกร้านของบรรดาเครือข่ายฯ และทั้งร่วมพูดคุยประเด็นเกี่ยวกับงานความก้าวหน้าในปีที่ผ่านมา ก็มีหลายเรื่องนะครับ ที่ผมคิดว่าจะขอย่อยมาชวนคุยในครั้งต่อๆ ไป แต่ครั้งนี้ ขอชวนดื่มน้ำอ้อยอร่อยๆ สดชื่นๆ ที่เพิ่งมีโอกาสชิมในงานกันก่อน อาจเป็นเพราะอากาศร้อน หรือปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในอากาศเมืองปากน้ำโพก็ได้ ที่ทำให้บ่ายวันนั้นผมรู้สึกหิวน้ำ คอแห้ง แล้วก็ให้เผอิญเดินมาพบ คุณคิม ศรีวรรณะ กำลังนั่งเคี่ยวอะไรในกระทะเดือดพล่านอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ ตรงใกล้ประตูทางเข้างานนั่นเอง “อันนี้คือเราเคี่ยวทำน้ำเชื่อม (syrup) อ้อยอินทรีย์น่ะครับ” คุณคิมเล่าอย่างยิ้มแย้ม “อ้อยนี้เราใช้พันธุ์สุพรรณบุรี 50 เป็นพันธุ์อ้อยพระราชทาน ปลูกที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี อำเภอโกสัมพี จังหวัดกำแพงเพชร แบบเกษตรอินทรีย์เต็มรูปนะครับ มีทำเป็นเครือข่ายกลุ่มผู้ปลูกอ้อยคั้นน้ำอินทรีย์ แลกเปลี่ยนกันเรื่องพันธุ์และผลผลิตตลอด โดยเราปลูกเ
ไผ่จืด เป็นพืชตระกูลหญ้า ลักษณะเหมือนต้นไผ่ย่อส่วนอัดแน่นเป็นกอ ลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร กาบใบที่หุ้มลำต้นเกลี้ยง ไม่มีขน แผ่นใบมีขน เมื่อจับจะสากมือ การขยายพันธุ์ แยกกอ ปักชำ หญ้าคล้ายไผ่ แก้คุณไสย ใช้ถอนพิษ แถบปราจีนบุรี จะสังเกตเห็นว่าแทบทุกบ้านมีกระถางของต้นไผ่จืด สอบถามดูก็ได้ความว่า เขาปลูกไผ่จืดเอาไว้แก้ไข้ทับระดู และแก้ยาสั่ง เพราะปราจีนบุรีเป็นดงของยาสั่ง แต่ละหมู่บ้านมีตำรับยาสั่งและยาแก้ยาสั่งของตนเองโดยเฉพาะ หมอยาอีสานหลายแห่งก็ใช้ไผ่จืดในลักษณะเดียวกัน พ่อหมอแม่หมอเมืองเลย บอกว่า ไผ่จืดเป็นยาแก้ผิดกรรม ผิดสำแดง แม่หญิงที่กินของผิด ของแสลง ให้เอามาต้มกิน จะใช้เหง้า หรือเอามาทั้งต้น ทั้งใบ นำมาม้วนๆ มัดใส่หม้อต้ม แม่หญิงที่เลือดไม่ดี สีไม่งาม ต้มกินก็จะช่วยบำรุงเลือดอีกด้วย ในบรรดาหมอยาเมืองเลย มี ตาเพ็ง สุขบัว ยังใช้ไผ่จืดในการแก้ หรือล้างการถูกยาสั่งด้วย บรรดาพ่อหมอยังได้พูดถึงความสำคัญของการดูแลหญิงหลังคลอดไม่ให้ผิด ต้องให้ระวังอาหารการกิน หรือที่เรียกว่า ขลำ ไม่อย่างนั้นจะทำให้ผิดกะบูน บางคนรักษาไม่ทันตายไปก็มี บางคนก็ผอมเหลือง เป็นไข้ ให้นมลูกก็ไม่ได้ เพราะ
รอยต่อระหว่างเริ่มต้นกับสิ้นสุดมาถึงอีกครั้งหนึ่ง คือรอยต่อของการรับราชการจะเริ่มต้นหรือลงท้าย มีขึ้นเมื่อสิ้นสุดเดือนกันยายนต่อกับเดือนตุลาคม ด้วยระบบราชการไทย นับการเริ่มต้นของการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายแผ่นดินประจำปีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดวันใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีในวันที่ 30 กันยายนปีเดียวกันนั้น ดังนั้น ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี จึงคือฤดูแต่งตั้งโยกย้ายและขยับยศตำแหน่ง “ข้าราชการ” จากเดิมขึ้นไปสู่ตำแหน่งใหม่ เป็นไปตามปกติ ไม่ใช่วาระพิเศษที่เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อวันที่ 30 กันยายน ผู้ที่อายุ 60 ปีบริบูรณ์ หรือสมัยนี้อาจจะอายุตามที่กำหนดในตำแหน่งนั้นให้เกษียณจากราชการ เนื่องจาก “รับราชการมานาน” หากเป็นตำแหน่งไม่สู้สำคัญ เท่ากับบุคคลผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในราชการนั้น ไปรับบำนาญแทนเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนการรับราชการมานาน กระทั่งพ้นจากข้าราชการบำนาญเมื่อ “เสียชีวิต” หรือ “พอใจ” รับ “บำเหน็จ” คือ “เงินก้อน” ครั้งเดียว แทนบำนาญที่รับเป็นรายเดือน ต้องว่ากันเรื่องนี้ เมื่อถึงรอยต่อระหว่างเดือนกันยายนกับเดือนตุลาคม ทุกปี เกรงว่าจะหลงลืมเมื่อใกล้ถึงวัน
เมื่อไม่นานมานี้ คนทางอีสานแทบทุกจังหวัดจะนิยมปลูกว่านหอมไว้หน้าบ้าน เป็นทั้งว่านศักดิ์สิทธิ์ทางเมตตามหานิยม เป็นเครื่องหอม เป็นสมุนไพร และเป็นอาหาร เชื่อกันว่าว่านหอมเป็นว่านศักดิ์สิทธิ์ มีพลังในการปราบมารหรือภูตผีปีศาจ โดยเล่าว่า ในสมัยที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ มีมารมาผจญ พระแม่ธรณีต้องบีบมวยผมเพื่อให้น้ำท่วมมาร พระพุทธเจ้าได้ประทานว่านหอมนี้ลงไปในน้ำเพื่อปราบมารนั้นด้วย ดังนั้น ในการขับไล่ผีของชาวบ้านอีสานในสมัยก่อนจะใช้ว่านหอมแช่น้ำให้คนไข้กิน และเชื่อกันว่าไม้ที่มีกลิ่นหอมเป็นไม้ของเทพ ว่านหอมจึงเป็นพืชสิริมงคลที่คนทางอีสานจะผสมใส่ลงในน้ำเพื่อสรงน้ำพระหรือสรงน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ และใช้ผสมในพระเครื่อง เด่นในทางเมตตามหานิยม ว่านหอมยังใช้เป็นว่านมหาเสน่ห์เวลาชายหนุ่มจะไปจีบสาว นิยมนำว่านหอมมาปลุกเสกด้วยคาถา แล้วใช้เขียนคิ้ว ทาปาก และอาจหุงใส่น้ำมันหรือสีผึ้งเก็บไว้ใช้ทาปากเพื่อให้ได้รับความเมตตา ความรักใคร่เอ็นดู จากเพื่อนฝูง ญาติมิตร เจ้านาย หรือเพศตรงข้าม ว่านหอม ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า ว่านหอมมงคล กล่าวคือในงานมงคลจะขาดว่านหอมไม่ได้ โดนเฉพาะในงานแต่งงาน จะมีสูตรเครื่องหอมที่ทำจากสมุนไพ
น่าจะมีการเอ่ยถึงมาแล้วหลายสิบราย สำหรับเกษตรกรหรือกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในอำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ที่ใช้เวลาว่างรวมกลุ่มแปรรูปกล้วย ออกมาในรูปแบบของกล้วยตาก รสชาติดี จนขึ้นชื่อเรียกติดปากกันว่า กล้วยตากบางกระทุ่ม กระทั่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือจีไอ ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อปี 2558 มีรายชื่อ ผู้ขอขึ้นทะเบียนในครั้งนั้น 13 ราย โดยให้คำนิยามถึงกล้วยตากบางกระทุ่ม พิษณุโลก ว่า หมายถึง กล้วยตาก ที่มีเนื้อแห้งเนียนละเอียด เหนียวนุ่ม ไม่มีเม็ด รสชาติหวานเป็นธรรมชาติ ผลิตจากกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง พันธุ์นวลจันทร์ พันธุ์ปากช่อง 50 หรือพันธุ์พื้นเมือง ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และตำบลท่าฬ่อ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร คุณบุญศักดิ์ มาขำ เป็น 1 ใน 13 ราย ที่ได้รับขึ้นทะเบียนในครั้งนั้นด้วย คุณบุญศักดิ์ เป็นประธานกลุ่มสตรีสหกรณ์บางกระทุ่ม และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้างบึงเรียน หมู่ที่ 7 ตำบลบางกระทุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก คุณบุญศักดิ์ เล่าว่า โดยอาชีพเดิมของเกษตรกรที่นี่ทำนา และตามหัวไร่ปลายนา หรือบริเวณบ้านก็มีต้นกล้วยพันธุ์มะลิอ่องปลูกอยู่ เ
ปัจจุบัน ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบจากสารเคมีในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้แนวโน้มการใช้สารจากธรรมชาติ ในการดูแลผิวพรรณ เช่น การนำไพลมาขัดผิว ได้รับความนิยมในวงกว้าง กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องการเลือกใช้ประโยชน์จาก “ไพล”ว่า ไพลใช้เป็นยาปรุงในตำรับแก้ปวดเมื่อย อยู่ในยาเหลืองแก้ปวดเมื่อย อยู่ในสูตรลูกประคบแล้ว และยาสำหรับสตรีแล้ว ไพลยังถูกนำมาใช้ในด้านความงามของสตรี เนื่องจากมีกลิ่นหอม พร้อมสรรพคุณต้านแบคทีเรีย จึงช่วยให้ผิวสะอาด เนื่องจากไพลมีสารสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย และลดการอักเสบได้ดี จึงมีการนำมาใช้ในตำรับความงามเพื่อดูแลสุขภาพผิว แต่การนำไพลมาใช้ดูแลผิวแนะนำว่าควรปรุงเป็นตำรับผสมกับสมุนไพรอื่นที่ออกฤทธิ์คล้ายกัน เพื่อเสริมให้ได้ผลดีเร็วขึ้น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในการพอกผิว ประกอบด้วย 1. ผงไพล 2 ช้อนโต๊ะ 2. ผงขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะ 3. ดินสอพองสะตุ บดละเอียด 5 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ผิวแห้ง น้ำมะขามเปียก เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวมัน และนม เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวแห้ง ผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว แต่อย่า
ในปี 2563 ประเทศไทยสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีหลากหลายชนิด มูลค่ารวม 1.1 หมื่นล้านบาท เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ใช้เพาะปลูกภายในประเทศ 4.3 พันล้านบาท และส่งออก 129 ประเทศ มูลค่า 7.4 พันล้านบาท ตลาดหลักสำคัญอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก คาดว่าในปี 2565 ไทยจะมีมูลค่าส่งออกเมล็ดพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกและจำนวนประเทศคู่ค้าที่สั่งซื้อเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าด้านงานวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์ มีศักยภาพการบริหารจัดการเชื้อพันธุกรรม การปรับปรุงพันธุ์พืช การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง และการเพิ่มมูลค่าเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ของไทยส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในลักษณะรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศ มูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์ส่วนนี้คือ การขายแรงงานและที่ดินของประเทศในราคาถูก บริษัทต่างชาติที่มาจ้างผลิตมีอำนาจต่อรองราคา มีโอกาสเคลื่อนย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านในราคาค่าแรงที่ถูกกว่า ดังนั้น รัฐบาลไทยมุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ ตามแผนพัฒนาโมเดล BCG Economy หรือ เศรษฐกิจ
