เทคนิคเกษตร
ชื่ออื่นๆ ผักลิ้นห่าน หนุ่นดิน มะยมใบพาย อะจีเจ้า นอช่วยไน้ ลีเดาะห์ นาฆอ (Lidahnaga) เล่งจิเช่า เลิงจิเฉ่า หลงลี่เยียะ หลงซื่อเยียะ เหล่งหลี่เฮียะ เหล่งจิเฮี๊ยะ Dragon’s Tongue ลักษณะทั่วไป ไม้พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 1-1.5 ฟุต แตกสาขาในระดับผิวดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับตามข้อต้น ใบรูปไข่หรือรูปมนรี โคนใบสอบแหลมเข้าหากัน ปลายใบมน ขอบใบเรียบ ดอกช่อออกตามซอกใบและลำต้น มีขนาดเล็กสีแดงม่วงหรือสีม่วงเข้ม ผลคล้ายเมล็ดถั่ว ก้านสั้น และมีกลีบเลี้ยงที่ขยายตัวหุ้มเอาไว้ การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ปักชำ ลิ้นมังกร ยาแก้ร้อนใน สมัยอาม่า ลิ้นมังกร เป็นสมุนไพรที่สมัยก่อนคนจีนนิยมปลูกเป็นไม้กระถางประดับในบ้าน เอาไว้ต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ไอ ในตำรายาจีนกล่าวว่า ลิ้นมังกรมีรสสุขุม ใช้เป็นยาแก้ปอดร้อน ช่วยทำให้ปอดชุ่มชื่น บำรุงปอด แก้ไอแห้งๆ เจ็บคอ หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน หอบหืด ไอเป็นเลือด เสียงแห้ง เป็นต้น ต้นลิ้นมังกร เป็นต้นไม้ที่จำได้ง่ายๆ ใบมนๆ สีใบไม่เขียวเข้ม ออกสีตุ่นๆ (เป็นคนละต้นกับไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ลิ้นมังกร เหมือนกัน แต่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Sansevieria trifasciata ซึ่งใบมีลักษณะเรียวยาวคล้ายหอก
“ฟักข้าว” นับเป็นพืชโบราณ ที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่ก่อนจะค้นหาพืชพรรณธัญญาหาร แต่ทุกวันนี้นับวันจะหาตามธรรมชาติยากมากขึ้น บางพื้นที่หายสูญไปเลย คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จัก จะเห็นมีคนที่อายุมากสักหน่อยมักจะถามหากัน ก็อาจเป็นเพราะปัจจุบัน มีสื่อเผยแพร่สรรพคุณของฟักข้าว ว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เช่น ผิวหนัง เส้นผม และที่สำคัญต้านทานยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์และยับยั้งมะเร็ง และมีการจดลิขสิทธิ์พืชทรงคุณค่าให้ประโยชน์ของประเทศไทยแล้ว เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ CUCURBI TACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica cochinchinensis Spreg. มีชื่อเรียกแถบภาคกลาง ว่า “ฟักข้าว” ทางเหนือที่จังหวัดตาก เรียก “ผักข้าว” แพร่-น่าน เรียก “มะข้าว” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “พุกู้เด๊ะ” เชียงใหม่ เรียก “ฟักข้าว” ทางอีสานทั่วไป เรียก “ฝักไฟ” จังหวัดเลย เรียก “หมากข้าว” ปักษ์ใต้ที่ปัตตานี เรียก “ขี้กาเครือ” สตูล-สงขลา เรียก “ขี้พร้าไฟ” เวียดนาม เรียก “แก็กงึก” ซึ่งที่เวียดนามนั้นมีปลูกฟักข้าวกันมาก โดยปลูกพันขึ้นไม้ระแนงข้างบ้าน ลักษณะทั่วไปของฟัก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Paederia linearis Hook. F. ชื่อวงศ์ RUBIACEAE ชื่อสามัญ Fever vine ชื่ออื่นๆ กระพังโหม ตูดหมูตูดหมา (ภาคกลาง) ตำยานตัวผู้ พังโหม ตืดหมา ขี้หมาคารั้ว (เหนือ-อีสาน) ย่านพาโหม (ใต้) พาหม (สุราษฎร์ธานี) ผมอึดอัดใจกับชื่อที่เรียกกันแล้วต้อง “เช็ดปาก” แม้ว่ามีชื่ออื่นที่ฟังดูดี แต่คนไม่ค่อยเรียกชื่อนั้น เพราะติดคำว่า “พัง” ยกเว้นชาวสุราษฎร์ธานี ที่หลายท้องถิ่นเรียกสั้นๆ ว่า “พาหม” ผมจึงอยากจะประชดตั้งชื่อตัวเองเป็น “พระพายผาย” แทนคำว่า “ผายลม” แหม…ไม่ทราบว่าจะใช้ภาษาไทย “อาการนาม” อย่างไรดี เพราะแปลชื่อออกมาแล้วก็สัมผัสได้ ทั้ง “กลิ่นและเสียง” ในบรรดาพืชสมุนไพรไม้ล้มลุกเถาเลื้อย สำหรับผมแม้จะมีย่านใบเรียวแหลมเขียวเข้ม ยอดสวย ดอกงาม แต่ผมถูกจัดอยู่ในกลุ่มวัชพืชที่คนค่อนข้างรังเกียจ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีโอกาสทอดยอดยาวเลื้อยพันไปทุกที่ที่อยากจะไปอย่างอิสระ โดยไม่มีใครอยากใช้มือสาวย่านเถาให้ลำต้น หรือใบฉีกขาด เพราะผมจะปล่อยกลิ่นไม่พึงประสงค์แผ่วงรัศมีทั้งตามลมและทวนลมคละคลุ้ง จนไม่มีใครอยากทำวิธี “เขตกรรม” ด้วยฉะนี้ สำหรับคนที่รู้จักผมจึงใช้วิธีกำจัดด้วยการถากถางตัดไม่ให้ออกดอก หร
วิสาหกิจชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตร หมู่ที่ 4 ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พื้นที่ขนอม จัดกิจกรรมการสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการขับเคลื่อนกิจกรรม โดยมี อาจารย์ทวีศักดิ์ ศรีภูงา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ กล่าวต้อนรับประธาน แขกผู้มีเกียรติ ผู้เข้าร่วมงาน และได้รับเกียรติจาก คุณสุนทร โพชสาลี ปลัดอำเภอขนอม เป็นประธานในการกล่าวเปิดโครงการ อาจารย์จุฑามาศ พรหมมา อาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการ ในนามตัวแทนคณะทำงาน U2T ตำบลควนทอง กล่าวว่า โครงการ U2T วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พื้นที่ขนอม การสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศ
วัยทอง คือ อะไร หญิงวัยทอง หรือผู้หญิงในช่วงหมดประจำเดือน ร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจส เตอโรนลดลงโดยทั่วไป ผู้หญิงจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนจริงๆ เมื่อประจำเดือนหยุดมาอย่างสิ้นเชิงอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างช่วงอายุ 45-55 ปี เกิดเร็วหรือช้า ขึ้นกับสุขภาพและกรรมพันธุ์ของแต่ละคน ในระยะนี้ผู้หญิงบางคนจะเริ่มมีอาการไม่สุขสบาย เช่น นอนไม่ค่อยหลับ อารมณ์แปรปรวน ร้อนวูบวาบ ปวดเมื่อย มีอาการทางผิวหนังและเยื่อบุบริเวณช่องคลอด (อักเสบ แห้ง) อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคบางชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน การดูแลวัยทอง วิธีการรักษาโดยทั่วไป คือการให้ฮอร์โมนทดแทนหรือการใช้ยาบางชนิด อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยการใช้ฮอร์โมนทดแทน แม้จะช่วยลดอาการไม่สุขสบายที่เกิดขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงบางประการได้ การกินอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง ซึ่งมีไอโซฟลาโวน เป็นส่วนประกอบและมีสูตรโครงสร้างคล้ายเอสโตรเจนอย่างสม่ำเสมอ จึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้หญิงที่ไม่ต้องการใช้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ แล้วยังอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งอ
เกาะสุกร หรือที่เรียกกันว่า เกาะหมู เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ห่างจากฝั่งเพียง 3 กิโลเมตร มีความสวยงามทั้งทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นอัตลักษณ์และมีความโดดเด่น ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม สภาพตัวเกาะประกอบด้วยภูเขา สวนยางพารา นาข้าว ทำให้ชาวบ้านบนเกาะสุกรมีอาชีพประมง ทำสวนยาง และเกษตรกรรม นอกจากนี้ เมื่อหมดฤดูนาข้าวก็จะมีการปลูกแตงโมซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของเกาะสุกร รวมถึงการเลี้ยงควายที่มีกว่า 300 ตัว ถือเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง โดยทุกปีชาวบ้านบนเกาะสุกรจะจัด “ประเพณีวันปล่อยควายเกาะสุกร” สำหรับประเพณีวันปล่อยควายเกาะสุกรถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมากว่า 100 ปีแล้ว โดยชาวบ้านจะทำในช่วงฤดูกาลหยุดทำการเกษตรปีละ 1 ครั้ง ระหว่างช่วงขึ้น 5 ค่ำ ถึง 10 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน หลังจากที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดแล้ว หรือที่เรียกกันว่า ฤดูปล่อยควาย ซึ่งควายที่ปล่อยทั้งหมดจำนวน 300 กว่าตัว ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมประเพณีปล่อยควายมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ควายได้อยู่ร่วมกันเป็นอิสระตามธรรมชาติ ซึ่งควายแต่ละตัว
ซีเอ็นเอ็น เปิดเผย 10 อาหารที่ดีต่อสุขภาพเเละหัวใจ โดยการเลือกอาหารจะช่วยลดคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต เเละลดการอักเสบได้ โดย 10 อาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีดังนี้ 1. ข้าวโอ๊ต เเละ ข้าวบาร์เลย์ ผนังเซลล์ของข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์มีเส้นใยชนิดพิเศษ ที่เรียกว่า beta-glucan ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันในระหว่างการฉายรังสีและเคมีบำบัด ทั้งยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ซึ่งจะส่งผลดีต่อหัวใจ ลิซ่า ดราเยอร์ นักโภชนาการที่ได้รับการขึ้นทะเบียน กล่าวกับ ซีเอ็นเอ็น ว่า หากคุณมีปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายสูง ควรบริโภคข้าวโอ๊ต หรือข้าวบาร์เลย์ ในอาหารมื้อเช้าเป็นประจำ โดยข้าวชนิดอื่น อาทิ ข้าวไรย์ ข้าวสาลี และข้าวฟ่าง มี beta-glucans เช่นกัน เเต่มีปริมาณน้อยกว่าข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์ โดย beta-glucans ยังพบในสาหร่าย ยีสต์ขนมปัง และเห็ดชนิดต่างๆ เช่น เห็ดหลินจือ เห็ดหอม การวิจัยแสดงให้เห็นว่า การรับประทาน beta-glucans ปริมาณ 3 กรัม ต่อวัน จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ถึง 10% 2. ปลาเเซลมอน เเละ ปลาไขมันอื่นๆ น้ำมันปลาโดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 มีความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพ หมายความว่า ปลาแซลมอน ปลาทู
ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นภาคใต้รู้จักพืชกระท่อมมานานกว่า 100 ปี ใช้เป็นยารักษาโรค เป็นของขบเคี้ยวระหว่างเพื่อนฝูง และเป็นของกินเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยือน ไม่ต่างจากกินหมากพลูของชาวภาคกลาง การเคี้ยวใบกระท่อมอยู่ในวิถีชีวิตชาวปักษ์ใต้เช่นเดียวกับ “การดื่มกาแฟของคนเมือง” ก่อนการไปทำงานในแต่ละวัน เพราะเชื่อว่า การเคี้ยวใบกระท่อม จะช่วยให้ทำงานได้ยาวนานขึ้น ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ศึกษาเรื่องการใช้ประโยชน์กระท่อมในฐานะพืชสมุนไพร พบว่า ความรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ได้ถ่ายทอดสู่ลูกหลานรุ่นต่อรุ่นในการใช้ใบกระท่อมรักษาโรค ได้แก่อาการไอเรื้อรัง ท้องเสีย แก้ปวดเมื่อย ปวดท้อง แผลอักเสบ แก้ไข้ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงมะเร็ง ฯลฯ อาจใช้ ใบกระท่อมเป็นยาหลักหรือยารอง ในการบรรเทาอาการท้องร่วง หรือบางตำรับ อาจผสมกับเครื่องยาที่มีรสฝาด และเครื่องยาลดอาการท้องอืดเช่นเดียวกัน ภูมิปัญญาการใช้พืชกระท่อมในการรักษามีมานานมากแล้วและค่อย ๆ สูญหายไปตามกาลเวลา ตายไปพร้อมกับหมอพื้นบ้าน แม้ว่ากระท่อมได้รับการบรรจุเป็นยาในตำราแพทย์แผนไทย แต่การนำมาใช้ถูกจำกัดด้วยก
ฉันไม่ได้ลิ้มรสชาติจำปาดะ ขนุนถิ่นใต้มาร่วมยี่สิบปีแล้ว รสชาติจำปาดะครั้งล่าสุดที่อยู่ในความทรงจำคือ จำปาดะทอดกรอบๆ ร้อนๆ หอมจัดด้วยกลิ่นเฉพาะตัวของผลไม้ที่ถูกความร้อนเผาให้กำจายกลิ่นไปทั่ว ลักษณะการออกผลของจำปาดะ กลิ่นขนุนสำหรับคนที่ไม่ชอบนั่นก็สุดจะทนแล้ว แต่กลิ่นจำปาดะนี้เข้มข้นรุนแรงยิ่งกว่า ใครที่ไม่รักชอบเอาจริงๆ ถ้าโดนกลิ่นเข้าเต็มจมูกอาจถึงขั้นเป็นลมได้ แม้แต่ฉันซึ่งเป็นคนชอบขนุน พอเจอกลิ่นจำปาดะเข้าก็ถึงกับชะงักกึกเลยทีเดียว น่าสังเกตว่า ในพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด ภาคใต้ดูเหมือนจะมีผักผลไม้รสชาติฉุนเฉียวมากกว่าภาคอื่น โดยเฉพาะกลุ่มที่มี “กลิ่นแรงจัด” นั้นมีเยอะมาก เช่น ทุเรียน จำปาดะ สะตอ ลูกเนียง กระพังโหมต้น ทำมัง (กลิ่นแมงดา) และหมุย หรือหัสคุณ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงพืชผัก “รสขมจัด” ที่มีอยู่มากมายและนิยมกินเฉพาะในหมู่ชาวใต้เท่านั้น คือ สะเดาเทียม หรือ สะเดาช้าง ซึ่งเป็นไม้ป่าโตเร็ว มีเนื้อไม้สวยงามกว่าไม้ยางพารามาก และด้วยรสขมพิเศษนี่เองทำให้ปลวกและมอดแมลงทำลายเนื้อไม้ทั้งหลายไม่ชอบกัดแทะเลย ไม้สะเดาช้างจึงได้รับความนิยมนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
เพื่อนจากเชียงใหม่ตามลงไปใต้ เธออยากดูการทำกะปิที่บ้านกลาย บอกเพื่อนว่าการทำกะปินั้นไม่ได้ทำกันทุกเดือน กุ้งเคย หรือตัวเคย จะขึ้นปีละครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง และช่วงนี้ก็ไม่มีตัวเคย เขาจะลากขึ้นมาจากทะเล หรือตักเอาที่โขดหิน “ไม่ได้ดูการทำกะปิ ดูการทำกะปิคั่วก็ได้” เธอว่า “งั้นช่วยพี่ทำแล้วกัน เอากะปิกลับไปก็ทำให้ที่บ้านกินได้เลย ทำขายทำกินก็ได้” การทำกะปิคั่วนี้ต้องเริ่มจาก เราต้องมีกะปิดีก่อน “เลือกกะปิดีอย่างไรล่ะ” เธอว่า “อันนี้น่าจะยากนิดหนึ่ง ต้องดูสี ตักดู ดมกลิ่น เอาอย่างนี้เลือกที่เชื่อถือได้ หรือซื้อจากของพี่เลยดีไหม ฮา” เอาละมาเริ่มกัน เริ่มจากซอยหอมไว้ก่อน หอมแดงเราต้องใช้เยอะเลย ซอยให้เต็มถ้วยนี้แหละ กระเทียมกลีบเล็กๆ ทุบเอา กระเทียมน้อยกว่าหอมเท่าหนึ่ง ตะไคร้ก็น้อยกว่ากระเทียมเท่าหนึ่ง พริกขี้หนูน้อยกว่าตะไคร้เท่าหนึ่ง เตรียมพวกนี้ให้พร้อมก่อน “งงไหม เริ่มจากมากก่อน หอมหนึ่งถ้วยนี้ กระเทียมก็ครึ่งหนึ่ง ตะไคร้ก็ครึ่งของกระเทียม พริกสดก็ครึ่งหนึ่งของตะไคร้ พริกไม่ซอยละเอียดหั่นหยาบเผื่อใครไม่อยากกินเผ็ดก็เขี่ยทิ้งได้ ถ้าได้พริกขี้หนูสวนใส่ทั้งเม็ดได้เลย” พอซอยพวกนี้เสร็จนะก็
