เทคนิคเกษตร
ผมรู้จักกับ คุณคมสัน มุมแดง ในการประกวดกุ้งแห่งหนึ่ง จากลักษณะเป็นคนเงียบๆ ถามคำ-ตอบคำ ส่วนมากจะยิ้มมากกว่าพูด แต่ในคำตอบที่ได้มักสร้างความแปลกใจระคนตื่นเต้นกับเรื่องเล่านั้นด้วย อดีตนักศึกษาระดับประโยควิชาชีพชั้นสูง สาขาสิ่งทอ จากวิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จังหวัดราชบุรี วันหนึ่งเขากลับมายืนอยู่ในกลุ่มผู้ประกวดกุ้งสายสวยงาม หรือที่เรียกกันว่า สายพัฒนาได้อย่างไร ที่สำคัญ ในวงการให้การยอมรับว่ากุ้งที่เขาพัฒนาขึ้นมาได้เป็นสีใหม่ ไม่กล้าเคลมว่าของโลกหรือไม่ เพราะยังไม่รู้ว่ามีใครมีเช่นนี้อีกหรือไม่ แต่รับรองว่าเพิ่งได้เจอนี่เอง แรกเริ่มเดิมทีคุณคมสันก็เหมือนกับคนหนุ่มทั่วไป จบการศึกษาก็หางานทำในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับที่เรียนมา งานช่างเทคนิคในบริษัท แรกๆ ก็สร้างความตื่นเต้น สนุก และเพลิดเพลินกับชีวิตพนักงานบริษัทไม่น้อย จนวันหนึ่งมรสุมเศรษฐกิจก็มาเยือน เขาถูกจ้างออก และไม่นานบริษัทก็ปิดตัวลง ช่วงนั้นก็ยอมรับว่าชีวิตเคว้งไม่น้อย เพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจรับมาก่อน แต่ความจริงก็คือความจริง จะหยุดนิ่งเพื่อเสียใจอย่างเดียวคงไม่ได้ ด้วยพื้นเพของคนโพธาราม อาชีพหนึ่งที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสันคืออาชีพเ
ปัจจัยที่ใช้กับพิธีกรรมต่างๆ รดน้ำดำหัว สรงน้ำพระ งานมงคล อวมงคลต่างๆ ขันน้ำมนต์ คนเป็นหมอครูจะใช้ “ฝักส้มป่อยแห้ง” ย่างไฟให้หอม ใส่ขันน้ำมนต์ ใบหญ้าคาผูกมัดพอกำเป็นอุปกรณ์ ชุบสะบัดโปรยหยาดหยดเม็ดน้ำมนต์สู่ชาวชนและสถานที่ แม้แต่ผีในโลงยังได้รับอานิสงส์ส่งสู่สุคติ ทุกวันนี้ “ส้มป่อย” เริ่มหายไป คนเคยเด็ดยอดใบก้านแดงเขียว เติมความเปรี้ยวกับต้มส้มปลากด ปลาแค้ ซดฮวบโฮก ซาบซ่านตั้งแต่ปลายลิ้นยันปลายไส้สุด หลายคนไม่รู้จัก และอีกหลายๆ คนอยากรู้จัก “ส้มป่อย” เป็นพืชเก่า มีเล่าขานในนิทานนิยายปรัมปรา คล้ายว่าในเรื่องผีๆ ที่มีคนสรรค์แต่งขึ้นมาหลายต่อหลายบทตอน เช่น หมอผีทำพิธีไล่ผี หมอพื้นบ้านใช้ทำเป็นน้ำมนต์อาบสะเดาะเคราะห์คนป่วยไข้ คนไทยหลายเผ่าใช้เป็นปัจจัยในการขจัดปัดเป่าเคราะห์กรรมอัปมงคล ดูเหมือนว่าจะใช้รักษาโรคซึมเศร้า ความโชคร้าย ดวงตกต่ำ และอีกสารพัดประโยชน์ เด็กรุ่นหลังมองหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความสงสัยว่าที่พูดถึงส้มป่อยอยู่นี้ มันเป็นอย่างไร “ส้มป่อย” เป็นพืชยืนต้นขนาดเล็กหรือเป็นไม้พุ่ม ลักษณะลำต้นเลื้อยหาที่ยึดเกาะขึ้นไปตามกิ่งไม้ แต่ไม่มีมือจับ เถาของส้มป่อยจะแข็งแรงมาก สามารถเลื้อยไป
ปัจจุบัน พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) หรือพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic) หมายถึง พลาสติกที่ผลิตขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชได้นานาชนิด เช่น เปลือกทุเรียน เปลือกข้าวโพด เปลือกมันสำปะหลัง กากชานอ้อย ฯลฯ ถูกนำมาแปรรูปเป็นเครื่องใช้ไม้สอยมากมายหลายชนิด เช่น จานอาหาร แก้วน้ำ ตู้ โต๊ะ กล่อง เป็นต้น แนวคิดการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นพลาติกชีวภาพ ช่วยลดปริมาณขยะในสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี คุณกนกศักดิ์ ลอยเลิศ นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า พลาสติกที่ใช้กันทั่วไปเป็นพลาสติกที่สังเคราะห์จากปิโตรเคมี ไม่สามารถย่อยสลายได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว อาจใช้เวลา 100-200 ปี จึงจะย่อยสลายได้ พลาสติกสังเคราะห์มีข้อดี ก็คือ ทนสารเคมีและทนความร้อนได้ดี จัดเก็บอาหารได้ในระยะเวลายาวนาน ส่วนข้อเสีย ก็คือ ทำลายได้ยากมาก ที่สำคัญคือเป็นขยะที่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม สร้างปัญหาต่อชั้นบรรยากาศของโลก และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ด้านคุณศิริพร เต็งรัง นักวิทยา
จากฤดูร้อน (จัด) เข้าสู่ฤดูฝนที่พอจะนำพาเอาความชื้นมาดับความร้อนลงไปบ้าง แต่ก็ใช่ว่าเมืองไทยจะหายร้อนไปปลิดทิ้ง ต้องเข้าใจว่าสภาพภูมิอากาศทั่วไปของประเทศเราอยู่กันแบบ “ร้อนชื้น” หน้าฝนมาแต่ก็ยังร้อนอบอ้าวกันเช่นเคย น้ำมะตูมอาจถือว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติไทยก็ได้ เพราะสามารถรับมือกับอากาศร้อนชื้นเกือบทั้งปี หากวันไหนร้อนจัดผสมน้ำมะตูมใส่น้ำแข็ง ดื่มแล้วสดชื่น แก้ร้อนในกระหายน้ำได้ดี มะตูมจึงเป็นสมุนไพรที่ช่วยแก้ร้อนในร่างกาย และกินกันได้ทั้งปีไม่ว่าจะเปลี่ยนไปฤดูไหน มะตูม (Aeglemarmelos (L.) Correa ex Roxb) เป็นเครื่องดื่มหรือเป็นชาสมุนไพรที่ฮิตติดใจในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติอยู่แล้ว แต่หลายคนยังไม่ค่อยคุ้นเคยว่า มะตูมสุกนั้นในทางสรรพคุณจากตำรายาไทยก็ดี จากประสบการณ์ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยก็ดี ต่างยืนยันว่าเป็นยาสมุนไพรหรืออาหารสมุนไพรช่วยบำรุงกำลังดีนักแล หรือจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะด้วย ถ้ากล่าวตามสรรพคุณของมะตูม พอจะแยกแยะตามตำรายาไทย ลูกมะตูมอ่อนยังเล็ก ใช้แก้ไข้ตรีโทษ แก้ลม ลูกมะตูมอ่อน บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับผายลม แก้เสมหะและลมทั้งปวง ลูกมะตูมแก่ แก้เสมหะ บำรุงธาตุไฟ ย่อยอาหารให้ละเอียด
หลายปีมานี้มีผู้สนใจมะระบรรเทาอาการเบาหวานหรือมะระช่วยลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะมีการศึกษาและการใช้มะระ (มะระขี้นก) เพิ่มมากขึ้น แต่ในวันนี้ไม่ได้มาแนะนำมะระกับเบาหวาน แต่จะมาแนะนำสมุนไพร มะระ ที่คนทั่วโลกรู้จักใช้กันมานานนับพันปี ทั้งคนเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา รู้จักใช้ประโยชน์สมุนไพรรสขมนี้กันถ้วนหน้า ในทางอายุรเวทใช้ผลซึ่งถือเป็นยาเย็น ช่วยแก้ไข้ ระบายท้อง ขับพยาธิ ช่วยเจริญอาหาร รักษาโรคเลือด แก้โลหิตจาง แก้หืด หลอดลมอักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้เสมหะกำเริบ และเป็นที่สนใจแก่ชาวโลกยุคปัจจุบันคือมะระช่วยบรรเทาเบาหวาน โรคตับ รวมทั้งอาการโรคเกาต์และข้ออักเสบด้วย ในตำรายาไทยกล่าวไว้ มะระทั้งห้า (ทุกส่วน) มีรสขมเย็น บำรุงน้ำดี ดับพิษทุกอย่าง เฉพาะใบก็มีการนำมาใช้ในตำรับยาเขียวลดไข้ รากมีการมาปรุงในตำรับยาแก้โลหิตเป็นพิษ และโรคตับด้วย คนทั่วไปอาจสงสัยว่า มะระขี้นกผลเล็กๆ ขมจัด กับมะระจีนที่ผลขนาดใหญ่กว่ามากนั้น เป็นพืชเดียวกันหรือไม่ ตอบได้ว่าเป็นพันธุ์มะระเดียวกันแต่แยกได้ 2 ชนิด ชื่อทางการตามหลักพฤกษศาสตร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ตรงกันเรียกว่า Momordica charantia L.
เช้าวันพุธที่ผ่านมา ผมไปเดินซื้อของที่ตลาดนัดประจำสัปดาห์ หน้าวัดจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี มาตลาดแห่งนี้ ผมต้องไปเดินช่วยแม่หิ้วของที่ซื้อกลับบ้านตั้งแต่เด็กๆ มาบัดนี้ รู้สึกว่าร้านรวงเพิ่มจำนวนขึ้นมาก ข้าวของที่ขายก็มากมายขึ้น ทั้งปริมาณและประเภท และถ้าเอาตามความเห็นผม ก็ขอโฆษณาเลยว่า ที่นี่มีกุ้งจ่อมและหอยดองซึ่งทำจากบ้านปากไก่ อำเภอปากท่อ วางขายมานาน รสชาติเปรี้ยวอร่อย หอมข้าวคั่ว แล้วก็ไม่ใส่สี เป็นของแบบที่ผมไม่เห็นมีขายที่ไหนเลยล่ะครับ ท่ามกลางข้าวของดีๆ ผมเจอร้านที่เอาปลาน้ำจืดธรรมชาติมาขาย มีทั้งปลาตะเพียนสดๆ ปลากระดี่ ปลาหมอ ปลากรายตัวโตๆ ปลาเนื้ออ่อน ที่ผมอดซื้อมาไม่ได้ เพราะไม่ค่อยเจอบ่อยนัก คือปลาช่อนนาตัวย่อมๆ ที่ขอดเกล็ด ผ่าท้อง แล่แผ่ครึ่งตัวเรียบร้อยแล้ว ผมจำได้ว่า มีมะขามอ่อนถุงเล็กๆ อยู่ถุงหนึ่งที่บ้าน กับพริกขี้หนูสดดีๆ ก็เลยแวะซื้อข่าแก่กับผักชีมาเพิ่ม จงใจเดินผ่านเลยร้านขายตะไคร้ไป เพราะคิดว่าขุดเอาจากกอหลังบ้านก็พอได้ เช่นเดียวกับใบมะกรูด ที่อาศัยเด็ดจากต้นข้างบ้านก็พอควรแก่การ คงเดาได้กระมังครับ ว่าผมคิดจะทำปลาช่อนต้มยำแน่ๆ ถูกแล้วครับ ผมนึกถึงสำรับรสจี๊ด
เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสลงไปที่ “ไร่ชุนโด” บ้านศรีวิไล ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ สวนเกษตรอินทรีย์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมแห่งหนึ่งของ อำเภอเชียงคำ เพื่อชมและชิมรสชาติของ “เสาวรสยักษ์” หรือ “สุคนธรส” ซึ่งถือว่าเป็นพืชที่หาดูยาก ปลูกยาก หากินยาก สารพัดคุณประโยชน์ทางยา ภายในไร่ชุนโด ถูกจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นสัดส่วน มีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และที่พิเศษสุดคือ การปลูกต้นสุคนธรส ซึ่งชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคกลางเรียก สุคนธรส ภาคกลางบางส่วนและภาคตะวันตกเรียก แตงกะลา มะแตงสา หรือแตงสา ภาคใต้เรียก มะละกอย่าน ส่วนภาคเหนือเรียก มักซูรด หรือกะทกรกยักษ์ ซึ่งได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เนื่องจากความที่เป็นพืชหายาก กลิ่นหอม รสชาติหวานนำเปรี้ยว ปลูกยาก และมีราคาแพง คุณประเสริฐ หาญพิศุทธิ์ อายุ 42 ปี เจ้าของไร่ชุนโด เผยว่า ตนเองได้นำเมล็ดพันธุ์ต้นสุคนธรส มาจากผู้เฒ่าในหมู่บ้านซึ่งเหลือแต่เมล็ดพันธุ์ ส่วนต้นที่เคยปลูกก็ไม่มีแล้ว ด้วยความที่ตนเองรักในการปลูกต้นไม้และชอบปลูกพืชหายาก จึงได้ทดลองปลูก เนื่องจากต้นสุคนธ
ข้าวเม่า จัดเป็นอาหารว่างอย่างหนึ่งที่มีกลิ่นหอม รสอร่อย เป็นที่นิยมรับประทานในหมู่คนทางภาคอีสานอย่างกว้างขวาง และในปัจจุบันนี้พบว่า ประชาชนในภาคอื่นๆ ก็นิยมรับประทานข้าวเม่าด้วยเช่นกัน บางท้องที่นำข้าวเม่ามาแปรรูปเป็นขนมหวานในรูปแบบต่างๆ กัน ที่สำคัญเมื่อรับประทานแล้ว จะทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานเหมือนกับการรับประทานข้าว ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าข้าวเม่านั้นทำมาจากข้าวดีๆ นี่เอง จะเรียกว่าเป็นอาหารว่างหรือขนมก็ไม่ผิด การทำข้าวเม่า เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวชนบท ที่มีมานานตั้งแต่สมัยโบราณกาล ในอดีตพบว่า ชาวนาจะทำข้าวเม่าเพื่อใช้รับประทานเป็นอาหารว่างและใช้เป็นของฝากญาติพี่น้อง แต่คนเก่าแก่บอกว่า นอกจากทำเพื่อรับประทานแล้ว ยังทำเพื่อนำไปเซ่นไหว้ผีเจ้าปู่ที่รักษาไร่นา หรือที่เรียกตามภาษาท้องถิ่นอีสานว่า ผีตาแฮก นั่นเอง เหตุที่ต้องเซ่นไหว้ก็เพราะว่าต้องการให้ ผีตาแฮก ดลบันดาลให้นาข้าวได้ผลผลิตสูงในปีนั้นๆ แต่ในปัจจุบันนอกจากจะทำข้าวเม่าตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ชาวบ้านยังทำเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริมยามเว้นว่างจากการทำนาในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ในแต่ละปี และมีบางหมู่บ้านหรือบางครอบครัวที
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน ขึ้นต้นมาก็หวานจ๋อยท้าลมร้อนกันเลยเชียว มิใช่อะไรหรอกครับ วันนี้ครึ้มอกครึ้มใจ วันหยุดสบายๆ ที่ได้หยุดสักวัน เพราะปกติในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ผมจะเดินทางไปเยี่ยมชมสวนของพี่น้องเกษตรกร หรือไม่งั้นก็ถ่ายรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับพี่น้องเกษตรกร ในวันสบายๆ เช่นนี้ ผมอยากพาท่านผู้อ่านลัดเลาะไปกินไปเที่ยวกับผม ในรูปแบบอิ่มพุง ตุงสมอง (ได้ความรู้) นัดกับ พี่สมชาย กลิ่นมะพร้าว (เคยลงในตอน สวนผสมของพี่สมชาย ฉบับเดือนธันวาคม 2560) ไว้ที่สวนคลองแปด ถนนรังสิต-นครนายก ภาพอันชินตาสำหรับการขับรถไปในพื้นที่นี้ก็คือสวนส้ม สวนกล้วย และนาหญ้า ปัจจุบัน สวนส้มเริ่มทิ้งร้าง เกษตรกรก็ต้องปรับตัว จึงมีสวนผลไม้อื่นๆ ผุดขึ้นอีกมากมาย ฝรั่ง มะม่วง มะนาว กล้วยหอม บางสวนก็เป็นสวนเกษตรผสมผสาน บางสวนก็ผลิตกล้าไม้จำหน่าย เรียกว่าปรับตัวตามกระแสไปด้วย อะไรที่ดี ที่ขายได้ ที่มีคนสนใจก็ต้องผลิตออกมาสู่ท้องตลาดกัน และก็ไม่นานเช่นกันทุกอย่างก็ล้นตลาด ราคาตก ตัดทิ้งปลูกชนิดใหม่ วนเวียนกันอยู่เป็นวงจรเช่นนี้ อุตส่าห์เกริ่นว่าเป็นวันสบายๆ ก็ขอเล่าแบบสบายๆ ดีกว่าครับ ไม่มีอะไรมา
ขมิ้นชันมีสารสำคัญสีเหลืองชื่อ เคอร์คูมิน (Curcumin, Volantile Oil) เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ แก้ท้องอืด ขับลม ช่วยระบบย่อยอาหาร ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการบีบตัวของลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ ขับน้ำดี แก้ท้องเสีย รักษาแผลหลังผ่าตัด คุณรุจิรา หิรัญสาลี อดีตพยาบาลคนเก่ง อยู่บ้านเลขที่ 33/113 หมู่ที่ 2 ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แปรรูปขมิ้นจำหน่าย ได้รับความนิยมอย่างมาก คุณรุจิรา อยู่อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่วัตถุดิบ แปลงปลูกขมิ้น อยู่เขาวง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขมิ้นเขาวง มีสารสำคัญคือเคอร์คูมิน สูงเป็นพิเศษ เมื่อนำมาแปรรูปจึงมีประสิทธิภาพสูง คุณรุจิราแปรรูปขมิ้นเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ รู้จักกันดีในนามขมิ้นแปรรูปศาลาไทย ผลิตภัณฑ์กว่า 100 อย่าง “อดีตรับราชการอยู่โรงพยาบาล เริ่มทำตอนอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี…เราได้รับการพรีเซนต์จากพื้นที่อำเภอบ้านตาขุน ว่าขมิ้นชันที่นี่มีสารสำคัญสูง ประจวบกับชอบแพทย์แผนไทยพอดีก็เลยไปเรียนแพทย์แผนไทยมาในช่วงนั้น ก็เอาขมิ้นของกลุ่มวิสาหกิจขมิ้นชันปลอดสารพิษตัวนี้มาแปรรูปเป็นยาขมิ้น
