เทคนิคเกษตร
กล้วยเปรี้ยว ชื่อวิทยาศาสตร์ Uvaria cordata (Dunal) Alston ชื่อวงศ์ ANNONACEAE ชื่ออื่นๆ กล้วยหมูสัง (ตรัง) นมวัว (สุราษฎร์ธานี) นมแมวใหญ่ (ชุมพร) นมควาย (นครศรีธรรมราช) ลาเกาะ (นราธิวาส) บักผีผ่วน (อีสาน) กล้วยพังพอน กล้วยมูสัง กล้วยเปรี้ยว เมื่อออกดอก ทั้งสีสัน และกลีบดอกสด มีทั้งสีชมพูอ่อน และแดงเข้ม ส่วนเกสรในดอกที่อยู่ชิดแน่นเป็นตุ่มกลมเรียงกลางดอกมีสีเหลือง จากจุดนี้เมื่อแก่ก็เป็นผลกลุ่มจำนวนมากออกมา คล้ายหวีกล้วยเล็กๆ คงจะเป็นลักษณะนี้เอง ทำให้ถูกเรียกว่า กล้วยมูสัง หรือ กล้วยหมูสัง หรือกล้วยพังพอน เพราะภาคใต้ คำว่า “มูสัง หรือ มุดสัง” หมายถึง ชะมด และกล้วยมูสังนี้แหละที่ชะมดชอบกินมากๆ แต่เรื่องชื่อ “นมช้าง” หนูไม่รู้ที่มาเลย เพราะคนทั่วไปเรียกหนูสารพัดชื่อนม แสดงว่าไม่เกี่ยวกับขนาดนม ตอนแรกหนูคิดว่าปลายใบของหนูจะใหญ่ คล้ายหรือเหมือนนมของช้าง แต่คงจะไม่ใช่ เพราะว่ามีเรียกทั้ง นมวัว นมควาย และนมแมวใหญ่ แต่ความจริงใบของหนูก็เล็กกว่านมของตัวช้างจริงแน่ๆ กล้วยเปรี้ยว เป็นไม้เถาขนาดใหญ่ เนื้อแข็ง จะว่าเป็นพรรณไม้กึ่งเลื้อยก็ได้ เพราะสามารถพาดไปกับต้นไม้อื่น และเลื้อยไปได้หลายสิบเมตร
หลายคนเมื่อได้ยินแล้วอดนึกขำ หัวเราะว่า นอนนาแก้จนได้อย่างไร โครงการ “นอนบ้านมั่งคั่ง นอนนาแก้จน ” เกิดจากแนวคิดของ ดร.ชูพงศ์ คำจวง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เพื่อฟื้นวิถีชีวิตชาวอีสาน ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มีชาวบ้านสนใจทำกันมากมาย เกษตรกรที่เข้าร่วม หากไม่มีวัว ควาย เลี้ยง ทางโครงการแจกให้ยืมเลี้ยง เมื่อวัวและควายนั้นได้ลูกหลานออกมาก็จะมอบให้กับคนที่นำไปเลี้ยง ส่วนแม่พันธุ์ที่ส่งคืนมา จะให้กับเกษตรกรรายอื่นต่อไป ซึ่งหลักเกณฑ์ในการให้ยืมนั้น เป็นการเพิ่มประชากรวัว ควาย ในตัวด้วย พร้อมส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้ปุ๋ยมูลวัวและควายเป็นปุ๋ยคอกในไร่นา โครงการนอนบ้านมั่งคั่ง นอนนาแก้จน เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ทำให้ชีวิตคนชนบทดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจชาวบ้านเข้มแข็งมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น จะทำให้สังคมในเมืองเข้มแข็งเป็นเงาตามตัว เมื่อเกษตรกรอยู่ในที่ดินทำกินของตนเอง เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีเงินออม ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าอบอุ่น เงินกระจายทุกกลุ่ม ราคาที่ดินหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น ความเจริญกระจายตัว ทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง ส่งผลให้เศรษฐกิจในเมืองมั่นคงไปด้วย เป็นวงจรที่มั่นคง มีเสถียร ป
ชื่อทั่วไป : Heartleaves moonseed ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora crispa/Tinospora cordifolia Family : MENISPERMACEAE บอระเพ็ด ไม้เลื้อยเถาอ่อน มีตุ่มรอบๆ ใบรูปหัวใจ ชื่อคุ้นหูคนไทยมาแต่โบราณ แม่ลูกอ่อนใช้ทาหัวนม เวลาจะให้ลูกหย่านม หรือใครที่อายุ 35-40 ปีขึ้นไป คงจะเคยโดนคุณครูประจำชั้นลงโทษสถานเบา โดยการให้อมบอระเพ็ดแก้ง่วงเหงาหาวนอนกันมาบ้าง รวมทั้งผู้เขียนด้วย ทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย รสชาติตอนนั้นนี่ ขมติดปากหลอนไปหลายวัน นับว่าเป็นกุศโลบายการทำโทษที่ลึกซึ้งมากของบรรพบุรุษไทยเรา ท่านได้แฝงเอาสิ่งดีๆ ไว้ในการลงทัณฑ์ นัยว่าทำโทษด้วยความรักและหวังดีไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากในความขมนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่างแฝงอยู่ด้วย บอระเพ็ดนั้น หาได้ไม่ยาก พบได้ทุกภาคทั่วไทย ตั้งแต่ชายป่าละเมาะ ป่าเบญจพรรณ เชิงเขา จนถึงหน้าผาหินปูนก็พบเจอได้บ่อยๆ เหมือนกัน เถาบอระเพ็ดเมื่อถูกกรีดหรือตัด จะมียางสีเหลืองไหลออกมา รสชาติขมจัด ดอกออกเป็นช่อๆ ตามซอกใบ เป็นดอกชนิดแยกเพศอยู่บนก้านช่อเดียวกัน ประกอบด้วยกลีบรองดอก 6 อัน กลีบดอกอีก 6 อัน มีเกสรเพศเมียอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยเกสรตัวผู้ 6 อัน ผลกลมๆ เป็นช่อ ดิบๆ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Rothmannia wittii (Craib) Bremek. ชื่อวงศ์ RUBIACEAE ชื่ออื่นๆ ต้นขี้หมู หม่อ หมากหม้อ ผมถูกพาดพิงจากสาวสวยละอ่อนชื่อแปลก “สะแล่งหอมไก๋” แต่ผมชอบเรียกเธอว่า “พุดสุเทพ” เพราะผมพบกับเธอบนดอยสุเทพ และเธอหอมงามเหมือนดอกพุด หอมนี้ยอมรับว่า “หอม..ไกล” จริงๆ และที่ผมพูดว่า ถูกพาดพิง ก็คือเรื่องที่เธอบอกกับใครๆ ว่า ถ้าอยากขยายพันธุ์เธอ ก็ให้ใช้วิธี “ทาบกิ่ง” โดยใช้ผมเป็นต้นตอดีที่สุด เพราะผมและเธออยู่ในสกุลเดียวกัน เรื่องใช้ผมเป็นต้นตอนี่นะ ลึกๆ ยอมรับว่าผมก็ภูมิใจ และก็ยินดียินยอมที่ได้รับการ “ถูกทาบ” ตัวผมเองอาจจะน้อยใจบ้างสำหรับชื่อที่เรียกขานกันสุดแปลกมาก บางคนเขียนชื่อผมผิด เป็น “หมักบ่อ” ดีนะที่ไม่เรียกว่า “หมักหมม” ครั้นจะชื่ออื่นๆ ก็ไม่พ้นกลิ่นเหม็นอยู่ดี อย่างชื่อ “ต้นขี้หมู” งี้ ก็สุดทน แม้ว่ามีที่มาจากเนื้อในของผล มีสีดำ ลักษณะเป็นลอนๆ แฉะคล้ายขี้หมู ส่วนอีกชื่อที่เรียกกันว่า “หม่อ” ก็ไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไร ยังดีนะที่ผมก็มีดอกหอมเช่นกัน สำหรับในแวดวงวิชาการพฤกษศาสตร์แล้ว ชื่อของผมมีความหมายความสำคัญน่าภูมิใจมากก็ตรงที่ ในวงศ์สกุลเข็มของผมมีคำระบุ ชนิด wittii นี่แ
ชาวบ้านบ้านขันหมู่ พื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวนยางพารา ปลูกพืชผัก และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่วนหนึ่งจะมีเวลาว่างจากอาชีพหลักในช่วงบ่าย ทำให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งมีแนวคิดในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ จึงรวมกันจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านผลิตไข่เค็มน้ำแร่ขึ้น เพื่อสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวเสริมจากอาชีพหลัก คุณนาตยา แท่นรัตน์ ประธานกลุ่มแม่บ้านผลิตไข่เค็มน้ำแร่ บอกด้วยว่า ตนเองเป็นแม่บ้านตำรวจ ซึ่งหลังจากที่สามีย้ายมาประจำที่สถานีตำรวจภูธรนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ตนเองได้ลาออกจากบริษัทในกรุงเทพฯ มาอยู่กับครอบครัวในพื้นที่จังหวัดพัทลุง หลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่ มีแนวคิดในการสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้กับครอบครัว จึงได้ชักชวนชาวบ้านในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้สถานีตำรวจภูธรนาขยาด อำเภอควนขนุน รวมกลุ่มกันผลิตไข่เค็มน้ำแร่เพื่อสุขภาพ เพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน ซึ่งไข่เค็มดังกล่าว ที่ทางกลุ่มผลิตขึ้นมา นับเป็นไข่เค็มเพื่อสุขภาพ โดยแบ่งการผลิตไข่เค็มออกเป็น 2 ชนิด คือ ไข่เค็มน้ำแร่ใบเตยหอม และไข่เค็มน้ำแร่จมูกข้าวสังข์หยด ส่วนวั
ปลายฤดูแล้ง หรือในต้นฤดูฝนประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม หลังฝนแรกจะมีแมลงชนิดหนึ่งออกจากรังเพื่อการผสมพันธุ์ขยายเผ่าพันธุ์ ชาวบ้านนิยมจับ “แมงมัน” มาทำเป็นอาหาร เช่น คั่วกิน หรือแปรรูปเป็นน้ำพริก แมงมัน คือ มดราชินี แมงมัน เป็นชื่อเรียกของมดชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นมดราชินี สามารถนำมากินเป็นอาหารได้ จากข้อมูลในวิกิพิเดีย แมงมัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ : Carebara castanea สกุล : Carebara ตระกูล : แตน อันดับ : Hymenoptera ชั้น : Insecta ไฟลัม : Arthropoda แมงมัน เป็นอาหารตามฤดูกาล ที่หากินได้ยากอยู่เหมือนกัน แมงมันที่กินได้คือ แมงมันตัวเมีย มีสีแดงคล้ำ ตัวใหญ่ มีรสมัน นิยมนำมาบริโภคเป็นอาหาร เรียกกันทั่วไปว่า “แมงมันแม่” ส่วนแมงมันตัวผู้ มีสีเหลือง ตัวเล็กกว่าแมงมันตัวเมีย ไม่นิยมนำมากินเพราะมีรสขม เรียกกันทั่วไปว่า “แมงมันปู๊” หรือ “แมงมันคา” ชื่อภาษาอังกฤษ เรียกแมงมันว่า subterranean ants ซึ่งเป็นชื่อเรียกของมดชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นมดราชินี สามารถนำมากินเป็นอาหารได้ ซึ่งมดในตระกูลนี้ ยังแบ่งวรรณะกันเป็น 6 วรรณะ คือ วรรณะราชินี เรียกว่า แมงมันแม่ หรือแม่เพ้อ วรรณะเจ้าหญิงทายาท เรียกว่า
จากบทความของ รองศาสตราจารย์ ภญ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง และ เภสัชกร วสุ ศุภรัตนสิทธิ ในหัวข้อ ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร บางส่วน ระบุว่า ปัจจุบันสมุนไพรเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตมากขึ้น ในการรักษาโรคหรือการใช้เป็นอาหารเสริม เนื่องจากสังคมได้ตระหนักถึงคุณค่าและประโยชน์ของสมุนไพร แต่หากมีการนำสมุนไพรมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง ไม่ถูกวิธี สมุนไพรก็อาจจะก่อให้เกิดโทษต่อผู้ใช้ได้ ดังจะเห็นได้จากในปัจจุบัน เริ่มมีรายงานทางคลินิกเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้สมุนไพรมากขึ้น อันตรายที่เกิดขึ้นจากการใช้สมุนไพร สามารถจำแนกได้เป็น 7 กลุ่ม สมุนไพร 1 ชนิด อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้มากกว่า 1 กลุ่ม โดยข้อมูลบางส่วนมีหลักฐานยืนยันแน่นอน บางส่วนอิงข้อมูลจากการทดลอง (สัตว์ทดลอง และหรือหลอดทดลอง) และบางส่วนก็มีเพียงกรณีศึกษาเท่านั้น อันตรายจาการใช้สมุนไพร จำแนกเป็น 7 กลุ่ม ดังนี้ สมุนไพรที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ สมุนไพรที่ทำให้เกิดความเป็นพิษ สมุนไพรที่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับสมุนไพร การใช้สมุนไพรผิดชนิด ผิดวิธี การปนเปื้อนในสมุนไพร สมุนไพรที่มีการปลอมปน จากการรวบรวมรายงานของ
ผมเคยมีเพื่อนที่ชอบกิน “ข้าวกุ้งพริกขี้หนู” มาก เวลาไปไหนด้วยกัน ถ้ามีโอกาส เขามักสั่งมากินเป็นอาหารจานเดียวเสมอๆ ผมดูๆ แล้วก็คิดว่า สำรับนี้น่าจะเหมาะกับคนชอบกินเผ็ด ตอนเคี้ยวพริกขี้หนูทั้งเม็ดคงจี๊ดจ๊าดน่าดู แต่ครั้นลองชิมบ้าง ก็พบว่า ร้านไหนร้านนั้น มักจะผัดกุ้งสดกับกระเทียมและพริกขี้หนูโดยใส่น้ำมันพืชค่อนข้างมาก แถมถล่มซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำมันหอย ผงชูรสลงไปจนครบครัน (บางทีมีผงปรุงรสแบบซองๆ ด้วย) เป็นอันว่ารสกุ้งหวานๆ ก็เลยอันตรธานไปจนแทบหมดสิ้น สำหรับผม การได้เห็นกุ้งก้ามกรามแม่น้ำ กุ้งม้าลายทะเล จนชั้นแต่กุ้งขาวสดๆ ถูกจับผัดจนสุก นอนคลุกเคล้ามาในซอสเยิ้มๆ ท่วมจาน มันน่าเสียดายไม่น้อยเลยนะครับ เพราะเนื้อกุ้งนั้นมีจุดเด่นที่ความกรอบ เด้ง และหวานในตัวอยู่แล้ว หลายคนถึงได้ชอบกินสดๆ ไงล่ะครับ ทีนี้ มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปได้กุ้งม้าลายทะเลตัวเขื่องๆ มาสี่ห้าขีด สดดีทีเดียว เลยอยากลองผัดกินเองบ้าง จึงได้เลือกซื้อพริกขี้หนูเม็ดสวยๆ มาด้วย กับแตงกวาและถั่วฝักยาวอินทรีย์ กรอบๆ เอาไว้กินแกล้ม ควรต้องสารภาพอย่างหมดเปลือกเสียแต่ตอนนี้เลยนะครับว่า “กุ้งผัดพริกขี้หนู” (สูตรแนมมัน
ข้าว เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย ผลผลิตเกินครึ่งส่งออกไปยังต่างประเทศ ข้าวส่วนที่เหลือถูกนำไปแปรสภาพเป็นข้าวขาวเพื่อใช้ในประเทศ หลายปีที่ผ่านมาชาวนาประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จากเดิมที่ขายข้าวเปลือกเป็นหลัก มีความพยายามแปรรูปข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะข้าวสารขาว รวมทั้งข้าวกล้องและข้าวฮางงอก ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคในกลุ่มคนรักสุขภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ ข้าวฮางงอก เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวภูไทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สืบต่อกันมากว่า 200 ปี เป็นการทำข้าวกล้องงอกจากข้าวเปลือกที่มีอายุก่อนการเก็บเกี่ยว หรือชาวบ้านเรียกว่า ข้าวระยะฮาง เพื่อให้เก็บข้าวเปลือกไว้ได้นานในกรณีที่เกิดปัญหาข้าวในนาเสียหายจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง ข้าวฮางงอกสามารถทำได้ทั้งข้าวเจ้า และข้าวเหนียว กระบวนการสำคัญของการผลิตข้าวฮางงอกคือ การนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำและบ่มให้เกิดการงอก จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในเมล็ดข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นของปริมาณสารกาบ้า (GABA) ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายหลายด้าน เช่น ช่วยลดความดันโลหิต และลดปริมาณคลอเลสเตอรอล มีส่วนในการควบคุมน้
บนเนื้อที่ 11 ไร่ ภายในหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ได้จัดสรรพื้นที่จัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตามปณิธาน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ปัจจุบันได้ผสมผสานกับโครงการ โคก หนอง นา โมเดล ในการทำเป็น “ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีไทย” เพื่อเปิดกว้างให้นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ เพื่อนำไปต่อยอดใช้ดำรงชีวิตแบบพอเพียงตามปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งนี้ นาวาตรี ทองสุข ถาวงษ์กลาง รองประธานศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีไทย และ พันจ่าเอก ทัศ นิลบุตร ผู้ดูแลชุดผู้ปฏิบัติฯ รับผิดชอบศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีไทยได้พาสื่อมวลชนชมพื้นที่บริเวณโดยรอบศูนย์พร้อมอธิบายในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มลงมือปลูกพืชผักต่างๆ กรรมวิธี เทคนิคในการปรุงดินจนถึงนำไปจำหน่ายสร้างรายได้ นาวาตรี ทองสุข อธิบายว่า หลักการของเราคือ ผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ ให้การสนับสนุนเต็ที่ดินโดยได้รับนโยบายจากกองทัพเรือ ในการน้อมนำเอาแนวความคิดปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นศาสตร์ความรู้ ความพัฒนา ที่ยั่งยืนของ
