เทคนิคเกษตร
ดอกดาวเรือง ที่มาพร้อมสีสันสวยงามอร่ามตา แต่นอกจากนี้แล้ว สรรพคุณของดอกดาวเรืองยังจัดว่าไม่ธรรมดา หลายคนอาจรู้จักสรรพคุณดอกดาวเรืองในด้านที่เป็นสมุนไพรช่วยบำรุงสายตา หรือบางคนอาจได้ยินว่าดอกดาวเรืองมีสรรพคุณช่วยดูแลผิวพรรณ นำสารสกัดจากดอกดาวเรืองมาแต้มสิว แก้ปัญหาริ้วรอยบนผิวพรรณได้ ทว่านอกจากดอกดาวเรืองจะมีสรรพคุณเหล่านี้แล้ว ทราบกันไหมคะว่าดอกดาวเรืองสีเหลืองสวยนี้ ยังมีสรรพคุณทางยาและประโยชน์เพื่อสุขภาพอีกเพียบเลย เอาเป็นว่าเรามารู้จักดอกดาวเรืองให้มากขึ้นกันดีกว่า ดอกดาวเรือง ดอกไม้สีเหลืองสวย กับความเป็นมา ดอกดาวเรือง เป็นดอกไม้ที่คุ้นตาคนไทยมาช้านาน เพราะเป็นดอกไม้ปลูกง่าย สีสันก็สวยสดใสสะดุดตา ซึ่งนอกจากจะมีให้เห็นในบ้านเราแล้ว ในต่างประเทศก็รู้จักดอกดาวเรืองด้วยเช่นกันค่ะ โดยภาษาอังกฤษจะเรียกกันว่า Marigold เนื่องจากมีสีเหลืองทอง ส่วนในชื่อวิทยาศาสตร์ก็จะเรียกกันว่า Tagetes erecta L. เป็นดอกไม้ในวงศ์ Asteraceae และนอกจากนี้ ในบ้านเรายังมีชื่อเรียกต่างกันตามท้องถิ่นด้วย โดยภาษาเหนือ หรือในภาคเหนือจะเรียกว่า ดอกคำปู้จู้ หรือในแถบแม่ฮ่องสอนจะเรียกว่า พอทู เป็นต้น ส่วนถิ่นกำเนิดข
พะเยา เป็นจังหวัดหนึ่งของภาคเหนือ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมทั้งขนบธรรมเนียมและประเพณี ตลอดจนการผลิตสินค้าพื้นบ้าน ที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภค ซึ่งเป็นการสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับชุมชนและจังหวัดพะเยา เป็นอย่างดี ที่หมู่บ้านวังขอนแดง หมู่ที่ 11 ตำบลห้วยลาน อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นหมู่บ้าน อนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน ผลิตเส้นไหม-ผ้าไหม แบบ Handmade (ทอมือ) หนึ่งเดียวของพะเยา นำออกสู่ตลาด ทั้งในและนอกจังหวัด ตลอดจนต่างประเทศ จนได้รับความเชื่อถือว่าเป็นสินค้ามีคุณภาพและสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดพะเยา…เส้นใยซึ่งนำมาใช้ทอผ้าไหมนั้น เป็นเส้นใยที่ได้จากรังของหนอนไหม หนอนไหมเป็นตัวอ่อนของผีเสื้อชนิดหนึ่ง หลังจากผีเสื้อวางไข่ได้ 10 วัน ไข่จะฟักออกมาเป็นตัวหนอน เรียกว่า “หนอนไหม”, “รังไหม” ในระยะแรกที่ออกมาจากไข่ หนอนไหมมีขนาดเล็ก กินใบหม่อนเป็นอาหาร แต่ก็เจริญเติบโตได้เร็วมาก หนอนไหมจึงต้องลอกคราบเป็นระยะไป เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จึงหยุดลอกคราบ หยุดกินอาหาร แล้วเริ่มทำรัง โดยพ่นของเหลวชนิดหนึ่งออกมาทางปาก เมื่อของเหลวนี้ถูกกับอากาศจะแข็งตัว เป็นเส้นไหมพันซ้อนกันเป็นชั้นๆ ห
สวัสดีครับ ในโลกปัจจุบันนี้ที่คนรุ่นใหม่ ที่เรียกกันว่า คนรุ่นมิลเลเนียล (Millenials) กับ คนเจนแซด (Gen Z) กำลังจะครองโลก ธุรกิจสาขาต่างๆ ก็กำลังจะถูกคนกลุ่มนี้เข้าครอบครอง ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจการเกษตร “คิดใหญ่แบบรายย่อย” กับผมธนากร เที่ยงน้อย ฉบับนี้เต็มใจพาท่านเดินทางออกจาก กทม. ไป 600 กว่ากิโลเมตร ไปยังภาคอีสาน เพื่อไปเยี่ยมชมธุรกิจรายย่อยที่มีคนรุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาสานต่อและขยายงาน ขยายธุรกิจเดิมของที่บ้านให้เป็นธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ตามผมไปที่จังหวัดอุบลราชธานีกันครับ ที่มาของเม็ดดินเผาโอเคลย์ (O-Clay) พาท่านมาพบกับ ดร.ยุวเรศ วิทุรวงศ์ ที่บ้านเลขที่ 254 ถนนพโลรังฤทธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ดร.ยุวเรศ หรือ คุณยุวเรศ เป็นเจ้าของเม็ดดินเผายี่ห้อ โอเคลย์ (O-Clay) คุณยุวเรศ เล่าที่มาของธุรกิจเม็ดดินเผา ยี่ห้อ โอเคลย์ (O-Clay) ให้เราฟังว่า “ที่บ้านมีธุรกิจโรงงานผลิตเครื่องเคลือบดินเผา เป็นโรงงานผลิตในอำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่โรงงานประมาณ 11 ไร่ มีเตาเผาเซรามิกขนาดใหญ่ 8 ตัว มีทั้งระบบฟืน (เผาแบบโบราณ) และระบบไฟฟ้า บริเวณหลังโรงงานยังแบ่งพื้นที่ไว้ทำเกษตรแ
เป็นอีกโรคฮิตของคนกรุง ยิ่งเครียดยิ่งมา ยิ่งมายิ่งเครียด “กรดไหลย้อน” เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก หรืออาการขย้อนจนรบกวนชีวิตประจำวันได้ สาเหตุโดยมากรูปแบบการกินการอยู่ เช่น กินอาหารไขมันสูง กินมากเกินไป ทำให้อาหารค้างอยู่กระเพาะนาน อาหารรสจัด ระคายเคืองในกระเพาะ กินแล้วนอนทันที รวมไปถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มรสเปรี้ยวจัด มีกาเฟอีน กระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดมากขึ้น ที่สำคัญคือ ความเครียดที่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ กล่าวคือ เป็นโรคของคนเมืองโดยแท้ ล่าสุดมีการแชร์กันถึงสรรพคุณอันเลิศล้ำของ “น้ำต้มใบกะเพรา” รักษากรดไหลย้อน แม้ว่าทางการแพทย์แผนโบราณ รวมทั้งแผนปัจจุบันที่จำแนกสารสำคัญในใบกะเพรายืนยันว่า น้ำใบกะเพราช่วยได้จริง เพราะมีสารประเภทยูจีนอล ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยช่วยขับลม จึงช่วย “บรรเทา” อาการกรดไหลย้อนได้จริง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกะเพรามีฤทธิ์ร้อน จึงไม่ควรใช้มากเกินไป และทางที่ดีควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอยู่ เช่น กินอาหารมันๆ ทอดๆ อาหารรสจัดให้น้อยลง ลดการดื่มเครื่องดื่มมีแ
สับปะรด ว่ากันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ระหว่างประเทศบราซิลกับปารากวัยในอเมริกาใต้ นักเดินเรือ สมัยล่าอาณานิคมไปเจอเข้า ก็นำกลับไปยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย ในราวศตวรรษที่ 16 เข้ามาเมืองไทยช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา กว่า 300 ปีแล้ว มาถึงเมืองไทยแล้ว แต่ละท้องถิ่นเรียกสับปะรดต่างกัน ภาคอีสาน “บัก (หมาก) นัด” ภาคเหนือ “มะนัด มะขะนัด บ่อนัด” ภาคใต้ เรียก “ย่านัด ฯลฯ” สังเกตคำเรียกขาน นอกจากภาคกลางที่เรียกเสียหรูว่า “สับปะรด” ซึ่งอาจแผลงมาจากคำว่า “สรรพรส” นั้น ภาคอื่นมีคำ “นัด” ติดมาเสมอ ก็ปรากฏว่า ชื่อดั้งเดิมที่ชาวโปรตุเกสไปรับจากเจ้าของท้องถิ่นกำเนิด เขาเรียก Piña ออกเสียง ปิญ่า แปลว่าลูกสนกรวย หรือ ananás ออกเสียง อนานัส แปลว่า สุดยอดแห่งผลไม้ คำว่า “นัด” จึงติดมาดังนี้ ส่วนภาคใต้ น่าจะได้ชิมสับปะรดกันก่อนเพื่อน คำเรียกยังไม่กลาย จึงรับเอา “ย่านัด” มาเต็มๆ ผมคุ้นกับสับปะรดปัตตาเวีย หรือ สับปะรดศรีราชามาแต่เด็ก เพราะภราดาเทโอฟาน ชิน บุณยานันทน์ อธิการผู้ตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชากลางป่า พาเด็กนักเรียนหนีระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จากกรุงเทพฯ นั้น เงินทองประกอบเลี้ยงขัดสนนัก อาศัยมีที่ดินทั้งที่
เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันให้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรเป็นพืชเศรษฐกิจ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จึงสนองนโยบายรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการปลูก และเผยแพร่คุณประโยชน์ของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อให้ประชาชนได้นำไปใช้ดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างถูกต้อง ดร. กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ กศน. ดำเนินงานแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรที่ปลูกในโครงการ “ล้านเมล็ดพันธุ์สู้ภัยโควิด-19” ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร นำไปใช้เป็นประโยชน์ทางยา พร้อมกับจัดเก็บกล้าและเมล็ดพันธุ์ จัดส่งไปให้กับ กศน.ทั่วประเทศ เพื่อนำไปปลูกและใช้เป็นยาต่อไป นอกจากนี้ กศน.ยังได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ดำเนินการศึกษาวิจัย ผลดีของการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรไปใช้ในการรักษาหรือป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งจัดทำคู่มือการใช้ประโยชน์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งบรรจุหลักสูตรสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเป็นวิชาเลือกเสรี ให้นักศึกษากศน. ทั่วประเทศได้ใช้เรียนรู้ ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก จนถึงการแปรรูปฟ้าทะลายโจร ในลักษณะยาสมุนไพร เ
เพื่อนกินของผมคนหนึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับอาหารไทยไว้น่าสนใจ เขาสงสัยว่า “ขิงหายไปไหน” ในกับข้าวไทย? ท่ามกลางเพื่อนบ้านแวดล้อม ทั้งภาคพื้นดินและหมู่เกาะทะเลตอนใต้ ที่เข้าขิงทั้งในกับข้าวและขนมหวานมากกว่าครัวไทยอย่างชนิดเทียบกันไม่ติด พวกเราเลยช่วยกันนับกับข้าวกับปลาที่ใส่ขิง พบว่า นอกจากต้มส้ม ขิงดอง ผัดขิง ยำหนังหมู ที่ดูเป็นอาหารแนวจีนๆ แล้ว ก็มีแกงฮังเล ผัดพริกขิงบางแห่งที่ใส่ขิงแก่แทนข่าในพริกแกงตำ มีขนมจีนซาวน้ำ มีอาหารว่างตระกูลเมี่ยงต่างๆ นอกนั้นก็เป็นขิงกวาดน้ำตาลแบบของจันอับกินกับน้ำชา มันเทศต้มขิง ซึ่งก็ดูเป็นของที่ได้รับอิทธิพลจีนอีกเช่นกัน ถึงแม้คำเปรียบเปรยบางคำจะทิ้งร่องรอยไว้ แต่ก็แทบสืบหาต้นตอไม่เจอแล้ว เช่นคำว่า “ถึงพริกถึงขิง” สูตร “พริกขิง” หรือ “ขิงก็รา ข่าก็แรง” นั้น นึกไม่ออกว่าขิงอยู่ตรงไหน มายังไงในความเปรียบนั้นๆ เอาเลย โดยเฉพาะสูตรพริกขิงนั้น แทบทั้งหมดที่มีบันทึกกันไว้ ไม่มีขิงเป็นส่วนผสมแม้แต่น้อย ดังเช่นที่ หม่อมราชวงศ์เตื้อง สนิทวงศ์ ท่านเคยแสดงความสงสัยไว้ในหนังสือตำรับสายเยาวภา (พ.ศ. 2478) ว่า “…ยังเครื่องปรุงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่าพริกขิงผัด แต่
เมื่อสองถึงสามปีที่ผ่านมา มีข่าวว่าผู้หญิงคนหนึ่งสั่งแกงส้มปลาใส่อ้อดิบกับไก่ต้มขมิ้นมากิน เพียงแค่กินคำแรกก็ได้เรื่อง หลังจากเคี้ยวกินมีความรู้สึกแปลกๆ ในปาก แสบเริ่มชา ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนในปากแล้ว ลามถึงในลำคอ จนต้องนำส่งโรงพยาบาล หลังจากสืบสาวก็ได้ความว่า แม่ค้าร้านแกงไม่รู้จักหรือแยกไม่ออกระหว่าง “อ้อดิบ” กับ “บอน” ซึ่งพืชจำพวกบอนเป็นพืชพิษ ถ้าจะนำมาปรุงอาหารต้องมีความรู้และประสบการณ์อย่างดี ไม่เช่นนั้นจะเกิดอันตรายได้ง่าย พืชตระกูลบอนอยู่ในวงศ์ Araceae จัดเป็นพืชท้องถิ่นที่พบได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แบ่งออกเป็นชนิดที่รับประทานได้ กับไม่ได้ ชนิดที่รับประทานได้ ชื่อวิทยาศาสตร์Colocasia gigantea Hook.f ภาษาท้องถิ่น : ภาคใต้ เรียก โชน ออดิบ ออกดิบ ภาคกลาง เรียก คูน ภาคเหนือ เรียก กระดาดขาว หรือตูน ชนิดรับประทานไม่ได้ ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Alocasia macrorhiza Schott ภาษาท้องถิ่น : ภาคใต้ เรียก โหราหรือเอาะลาย ภาคกลาง เรียก กระดาดดำ ภาคเหนือ เรียก บึมปื้อ สารพิษที่อยู่ในบอนชนิดที่รับประทานไม่ได้มีชื่อว่า Calcium Oxalate ซึ่งเป็นผลึกรูปเข็มไม่ละลายน้ำพบ มากที่ในส่วนน้ำยางใสบริเวณล
มาทำความรู้จักกับลาบหมาน้อย เมนูพื้นบ้านอีสานสุดแปลก แต่รสชาติสุดแซ่บ คนรักสุขภาพไม่ควรพลาด ได้ยินชื่อเมนูอาหารสุดแปลกนี้ว่า “ลาบหมาน้อย” หลายคนที่ไม่รู้จักอาจคิดว่า เป็นลูกสุนัขหรือหมาตัวเล็กๆ แสนจะน่ารัก ฆ่าแล้วเอาเนื้อมาทำลาบ แต่ผิดถนัด เพราะถ้าถามคนอีสานถึงเมนูพื้นบ้านนี้ เป็นพืชชนิดหนึ่ง มีอยู่กระจายตามภาคต่างๆ ของประเทศ และมีชื่อเรียกหลายชื่อตามถิ่นที่พบ เช่น กรุงเขมา ขงเขมา เปล้าเลือด และหมอน้อย (หมาน้อย) โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman ลักษณะของลำต้นเป็นไม้เถาเลื้อย มีขนนุ่มสั้นปกคลุมหนาแน่นตามเถา กิ่ง ช่อดอก และใบ ไม่มีมือเกาะ มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ใบเป็นใบเดี่ยว มีหลายรูป เช่น รูปหัวใจ รูปกลม รูปไต หรือรูปไข่กว้าง ก้นใบปิด ออกแบบสลับ กว้าง 4.5-12 เซนติเมตร ยาว 4.5-11 เซนติเมตร ปลายใบส่วนมากมนหรือเรียวแหลม โคนใบกลมตัด หรือเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ เนื้อบางคล้ายกระดาษ มีขนนุ่มสั้นกระจาย ทั้งหลังใบและท้องใบ ใบเมื่อยังอ่อนจะมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ทั้งสองด้าน และตามขอบใบ แต่ขนจะร่วงไปเมื่อใบแก่ขึ้น พบมากในภาคอีสาน และมีการนำไปทำอาหาร อ
คนเราเมื่อสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจบังคับ ความขัดสนที่ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น กลับมาเกิดในช่วงที่เรียกกันว่า “ยุคโลกาภิวัตน์” ทุกสิ่งทุกอย่างเจริญรุดหน้า เปลี่ยนแปลงจากสามัญดั้งเดิม แม้แต่อาหารการกิน หนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็น และทำให้มีชีวิตอยู่รอด ความเปลี่ยนแปลงทางด้านอาหาร ควบคู่กับความมั่นคงด้านอาหาร กล่าวคือ เมื่ออาหารเปลี่ยนรูปแบบ ความมั่นคง ความเพียงพอ ความเสี่ยงในคุณภาพ มีตามมา ทุกวันนี้คนถึงหวนคืนกลับสู่สามัญ อาหารพื้นบ้าน พืชพื้นบ้าน ยาพื้นบ้าน และความเป็นอยู่อย่างพื้นบ้าน จึงผุดขึ้นมาให้เห็น ในโลกวันนี้ โลกที่เจริญหนีไกลจากนิยามคำว่า “พื้นบ้าน” แล้ว พร้อมกับความขัดสนกับสิ่งที่เคยมี จึงปรากฏให้เห็นในวันเวลานี้ มีพืชพื้นบ้านหลายชนิดที่สังคมชนบทยังคงเก็บรักษาไว้ เป็นที่นิยมของคนทั่วไป แม้ว่าจะไม่มีการโฆษณาเหมือนสินค้าสมัยใหม่ และต้นกำเนิดที่มานั้นยังลางเลือน มีแต่ความจำ และเรื่องเล่าเป็นหลักฐานข้อสันนิษฐาน ว่ามีกำเนิดมาจากที่โน่นที่นี่ อย่างเช่นพืชชนิดนี้ เป็นผักประเภทผล ที่รู้จักกันทั่วโลก คือ “มะเขือเทศ” และมีคำกล่าวอ้างถึง “มะเขือส้ม” ว่าคือมะเขือเทศ มีที่มาที่ยาวนาน มีตำนาน
